อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๑

๗. กัณฐกวิมาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 28 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัณฐกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

ข้อ ๘๑

|๘๑.๘๙๒| ๗ ปุณฺณมาเย ยถา จนฺโท นกฺขตฺตปริวาริโต สมนฺตา อนุปริยาติ ตารกาธิปติ สสี |๘๑.๘๙๓| ตถูปมํ อิทํ พฺยมฺหํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ อติโรจติ วณฺเณน อุทยนฺโตว รํสิมา |๘๑.๘๙๔| เวฬุริยสุวณฺณสฺส ผลิการูปิยสฺส จ มสารคลฺลมุตฺตาหิ โลหิตงฺคมณีหิ จ |๘๑.๘๙๕| จิตฺรา มโนรมา ภูมิ เวฬุริยสฺส สนฺถตา กูฏาคารา สุภา รมฺมา ปาสาโท เต สุมาปิโต |๘๑.๘๙๖| รมฺมา จ เต โปกฺขรณี ปุถุลา มจฺฉเสวิตา อจฺโฉทกา วิปฺปสนฺนา โสวณฺณวาลุกสนฺถตา |๘๑.๘๙๗| นานาปทุมสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสโมคตา สุรภิ สมฺปวายนฺติ มนุญฺญา มาลุเตริตา |๘๑.๘๙๘| ตสฺสา เต อุภโต ปสฺเส วนคุมฺพา สุมาปิตา อุเปตา ปุปฺผรุกฺเขหิ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ |๘๑.๘๙๙| โสวณฺณปาเท ปลฺลงฺเก มุทุเก โคณสนฺถเต นิสินฺนํ เทวราชํว อุปติฏฺฐนฺติ อจฺฉรา |๘๑.๙๐๐| สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา นานามาลาวิภูสิตา รเมนฺติ ตํ มหิทฺธิกํ วสวตฺตีว โมทสิ |๘๑.๙๐๑| เภริสงฺขมุทิงฺคาหิ วีณาหิ ปณเวหิ จ รมสิ รติสมฺปนฺโน นจฺจคีเตสุ วาทิเต |๘๑.๙๐๒| ทิพฺพา เต วิวิธา รูปา ทิพฺพา สทฺทา อโถ รสา คนฺธา จ เต อธิปฺเปตา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา |๘๑.๙๐๓| ตสฺมึ วิมาเน ปวเร เทวปุตฺตา มหปฺปภา อภิโรจสิ วณฺเณน อุทยนฺโตว ภาณุมา |๘๑.๙๐๔| ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ |๘๑.๙๐๕| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๘๑.๙๐๖| อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ สากิยานํ ปุรุตฺตเม สุทฺโธทนสฺส ปุตฺตสฺส กณฺฐโก สหโช อหุํ |๘๑.๙๐๗| ยทา โส อฑฺฒรตฺตายํ สมฺโพธาย อภินิกฺขมิ โส มํ มุทูหิ ปาณีหิ ชาลิตมฺพนเขหิ จ |๘๑.๙๐๘| สฏฺฐึ อาโกฏยิตฺวาน วห สมฺมาติมพฺรวิ อหํ โลกํ ตารยิสฺสํ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ |๘๑.๙๐๙| ตํ เม คิรํ สุณนฺตสฺส หาโส เม วิปุโล อหุ อุทคฺคจิตฺโต สุมโน อภิสึสึ ตทา อหํ |๘๑.๙๑๐| อภิรูฬฺหญฺจ มํ ญตฺวา สากฺยปุตฺตํ มหายสํ อุทคฺคจิตฺโต มุทิโต วาหิสฺสํ ปุริสุตฺตมํ |๘๑.๙๑๑| ปเรสํ วิชิตํ คนฺตฺวา อุคฺคตสฺมึ ทิวงฺกเร มมํ ฉนฺนญฺจ โอหาย อนาเปกฺโข อปกฺกมิ |๘๑.๙๑๒| ตสฺส ตมฺพนเข ปาเท ชิวฺหาย ปริเลหิสํ คจฺฉนฺตญฺจ มหาวีรํ รุทมาโน อุทิกฺขิสฺสํ |๘๑.๙๑๓| อทสฺสเนนหํ ตสฺส สากฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต อลตฺถํ ครุกาพาธํ ขิปฺปํ เม มรณํ อหุ |๘๑.๙๑๔| ตสฺเสว อานุภาเวน วิมานํ อาวสามิทํ สพฺพกามคุณูเปตํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ |๘๑.๙๑๕| ยญฺจ เม อหุ วาหาโส สทฺทํ สุตฺวาน โพธิยา เตเนว กุสลมูเลน ผุสิสฺสํ อาสวกฺขยํ |๘๑.๙๑๖| สเจ หิ ภนฺเต คจฺเฉยฺยาสิ สตฺถุ พุทฺธสฺส สนฺติเก มมาปิ ตํ วจเนน สิรสา วชฺชาสิ วนฺทนํ |๘๑.๙๑๗| อหมฺปิ ทฏฺฐุํ คจฺฉิสฺสํ ชินํ อปฺปฏิปุคฺคลํ ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ โลกนาถาน ตาทินนฺติ ฯ |๘๑.๙๑๘| โส จ กตญฺญู กตเวที สตฺถารํ อุปสงฺกมิ สุตฺวา คิรํ จกฺขุมโต ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยิ |๘๑.๙๑๙| วิโสธยิตฺวา ทิฏฺฐิคตํ วิจิกิจฺฉา วตานิ จ วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตตฺเถวนฺตรธายถาติ ฯ กณฺฐกวิมานํ สตฺตมํ ฯ

พระจันทร์ในวันเพ็ญ อันหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อมแล้ว เป็นใหญ่กว่า หมู่ดาว มีรูปกระต่าย ย่อมหมุนเวียนไปโดยรอบฉันใด วิมานของท่าน นี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ยิ่งด้วยรัศมี อยู่ในเทพบุรี ดุจพระ- อาทิตย์อุทัยฉะนั้น พื้นวิมานของท่านน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรแล้วด้วยไพฑูรย์ ทองคำ แก้วผลึก รูปียะ มรกต มุกดา และแก้วทับทิม ลาดด้วยแก้ว ไพฑูรย์ ปราสาททั้งหลายของท่านงามน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่าน อันบุญกรรมเนรมิตดีแล้ว อนึ่ง สระโบกขรณีของท่าน เป็นสถานน่า รื่นรมย์กว้างขวาง อันหมู่ปลาเป็นอันมาก อาศัยแล้ว มีน้ำใสสะอาด พื้นลาดด้วยทรายทอง ดารดาษด้วยปทุมชาตินานา เป็นที่รวมอยู่แห่ง- บัวขาบ ครั้นลมรำเพยพัด กลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ ที่สองข้างแห่งสระโบก ขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้อันบุญกรรมเนรมิตไว้ให้เป็นอย่างดี ประกอบ ด้วยหมู่ไม้ดอกและไม้ผล หมู่นางเทพอัปสรปกคลุมด้วยสรรพาภรณ์ ทัดทรงมาลาต่างๆ พากันมาบำรุง ท่านผู้มีฤทธิ์มาก ผู้นั่งบนบัลลังก์ เชิงทองคำ อ่อนนุ่ม อันบุญกรรมลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ ให้รื่นรมย์ใจ ดุจท้าววสวดีเทวราช ท่านสมบูรณ์ด้วยความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และการประโคม รื่นเริงด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์อันท่านประสงค์แล้ว น่ารื่นรมย์ใจ มีอยู่พร้อมในวิมานของท่าน ท่านมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่า เทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองในวิมาน อันประเสริฐนั้น ดุจพระอาทิตย์อุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้ว ขอจง บอกผลนั้น แก่อาตมา? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญญาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นพญาม้าชื่อ กัณฐกะ เป็นสหชาติของพระโอรส ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นใหญ่ กว่าเจ้าศากยะทั้งหลายในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชโอรสนั้น เสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ในมัชฌิมยามเพื่อความตรัสรู้ เอาฝ่าพระหัตถ์อันอ่อน เล็บแดงจางสุกใส ตบอกข้าพเจ้าเบาๆ แล้วตรัสกะข้าพเจ้าว่า จงพา ฉันไปเถิดสหาย ฉันได้บรรลุพระโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ มีความร่าเริงยินดีเบิกบาน บันเทิงใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับคำของ ท่านโดยความเคารพ ครั้นข้าพเจ้ารู้ว่า พระมหาบุรุษผู้เป็นพระโอรสแห่ง ศากยราชผู้เรืองยศ ประทับนั่งบนหลังของข้าพเจ้าแล้ว มีจิตเบิกบาน บันเทิงใจ นำพระมหาบุรุษออกไปจากพระนคร ไปจนถึงแว่นแคว้นของ กษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระมหาบุรุษมิได้มีความอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้ากับฉันนะอำมาตย์ไว้ ทรงหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาท ทั้ง ๒ ของพระองค์ ซึ่งมีเล็บอันแดง ด้วยลิ้น ร้องไห้ แลดูพระลูกเจ้า ผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่เสด็จไปอยู่ ข้าพเจ้าป่วยอย่างหนักเพราะมิได้เห็น พระมหาบุรุษศากโยรส ผู้มีศิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้ตายลงอย่างรวดเร็ว ด้วยอานุภาพแห่งปีติและโสมนัสนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ยังวิมานนี้ อัน ประกอบด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทพบุรี ฉะนั้น ความยินดีและความร่าเริงได้เกิดมีแก่ข้าพเจ้า เพราะได้ฟังเสียง ว่า เพื่อพระโพธิญาณก่อนกว่าสิ่งอื่นๆ ฉันจักบรรลุความสิ้นไปแห่ง อาสวะ เพราะกุศลกรรมนั้นนั่นแล ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณ เจ้าพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงทูลถึง การถวายบังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้า ก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้เห็นพระโลก- นาถเจ้าเช่นนั้น หาได้ยาก. พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า ก็กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังพระ- ดำรัสของพระศาสดาผู้มีพระจักษุแล้ว ได้บรรลุธรรมจักษุกล่าวคือโสดา ปัตติผล ได้ชำระทิฏฐิและวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสของตนให้บริสุทธิ์ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดา แล้วอันตรธานไปในที่นั้น นั่นเอง. จบ กัณฐกวิมานที่ ๗.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ม้ากัณฐกะ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

ข้อ ๑๑๗๑

ในคืนวันเพ็ญ ดวงจันทร์มีรอยรูปกระต่าย เป็นใหญ่กว่าหมู่ดาว มีหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อม โคจรไปโดยรอบฉันใด

ข้อ ๑๑๗๒

ทิพยวิมานนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น น่าอยู่ มีรัศมีรุ่งโรจน์ในเทพบุรี เหมือนพระอาทิตย์กำลังอุทัย

ข้อ ๑๑๗๓

มีพื้นน่ารื่นรมย์ วิจิตรด้วยแก้วไพฑูรย์ ทองคำ แก้วผลึก เงิน แก้วลาย แก้วมุกดา และทับทิม

ข้อ ๑๑๗๔

ลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ปรางค์ปราสาททั้งหลายของท่าน งามน่ารื่นรมย์ ปราสาทซึ่งเนรมิตไว้ดีแล้ว

ข้อ ๑๑๗๕

สระโบกขรณีของท่านน่ารื่นรมย์ มีหมู่มัจฉาทิพย์อาศัยอยู่เนืองแน่น น้ำใสสะอาด มีพื้นลาดด้วยทรายทองคำ

ข้อ ๑๑๗๖

ดารดาษด้วยบัวหลวงหลากชนิด บัวขาวรายล้อมอยู่รอบ ยามลมพัด ก็โชยกลิ่นหอมระรื่นจรุงใจ

ข้อ ๑๑๗๗

ทั้งสองข้างสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้เนรมิตไว้ดีแล้ว ซึ่งประกอบด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง

ข้อ ๑๑๗๘

เทพอัปสรทั้งหลายพากันมาบำรุงท่านผู้นั่งบนบัลลังก์เท้าทองคำ ที่ปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่ม ดังบำรุงท้าวสักกเทวราช

ข้อ ๑๑๗๙

พวกนางแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งมวล ประดับด้วยพวงดอกไม้ต่างๆ บำเรอท่านผู้มีฤทธิ์มากให้รื่นรมย์ ท่านรื่นเริงบันเทิงใจ ดังท้าววสวัตดีเทวราช

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน

ข้อ ๑๑๘๐

ท่านมีความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์

ข้อ ๑๑๘๑

ท่านมีรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะหลายอย่าง ล้วนเป็นทิพย์ น่ารื่นรมย์ สมความประสงค์

ข้อ ๑๑๘๒

ในวิมานอันประเสริฐนั้น ท่านเป็นเทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองมาก มีผิวพรรณรุ่งโรจน์ยิ่ง ดังพระอาทิตย์กำลังอุทัย

ข้อ ๑๑๘๓

นี้เป็นผลของทาน หรือศีล หรือการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามแล้ว ท่านโปรดบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด

ข้อ ๑๑๘๔

เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า

ข้อ ๑๑๘๕

ข้าพเจ้าคือพญาม้ากัณฐกะ เป็นสหชาต กับพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ราชธานีที่อุดมของกษัตริย์ศากยวงศ์

ข้อ ๑๑๘๖

คราวเมื่อพระราชโอรสพระองค์นั้นเสด็จออก เพื่อพระโพธิญาณในเวลาเที่ยงคืน พระองค์ทรงใช้ฝ่าพระหัตถ์ที่อ่อนนุ่ม มีพระนขาที่แดงปลั่ง

ข้อ ๑๑๘๗

กระตุ้นข้าพเจ้า และได้รับสั่งว่า พาไปซิ สหาย เราบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว จักช่วยสัตว์โลกให้ข้ามโอฆสงสาร

ข้อ ๑๑๘๘

เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น มีความหรรษาร่าเริงมาก คราวนั้นข้าพเจ้ามีใจยินดีเบิกบานรับพระดำรัส

ข้อ ๑๑๘๙

พอรู้ว่าพระศากยบุตรผู้ทรงยศใหญ่ประทับนั่งบนหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็บันเทิงเบิกบานใจได้นำเสด็จพระมหาบุรุษออกไป @เชิงอรรถ : @ เกิดวันเดียวกัน (ขุ.วิ.อ. ๑๑๘๕/๓๗๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๗. กัณฐกวิมาน

ข้อ ๑๑๙๐

ถึงแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นก็ทรงละข้าพเจ้าและฉันนะอำมาตย์ไว้ มิได้ทรงอาลัย แล้วเสด็จหลีกไป

ข้อ ๑๑๙๑

ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของพระองค์ และได้ร้องไห้มองดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไป

ข้อ ๑๑๙๒

เพราะไม่ได้พบเห็นพระศากยบุตรผู้ทรงสิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าจึงป่วยหนักแล้วตายอย่างฉับพลัน

ข้อ ๑๑๙๓

ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่ครอบครองวิมานนี้ ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทิพย์ทุกอย่าง ในเทพบุรีนี้เอง

ข้อ ๑๑๙๔

อนึ่ง เพราะมีความยินดีที่ได้ฟังข่าวการบรรลุพระโพธิญาณ เพราะมีกุศลเป็นมูลเหตุนั้นนั้นแหละ ข้าพเจ้าก็จักบรรลุความสิ้นอาสวะได้

ข้อ ๑๑๙๕

ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าจะพึงไป สำนักพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพระคุณเจ้าช่วยกราบทูลพระองค์ถึงการถวายอภิวาท ด้วยเศียรเกล้าตามคำของข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้อ ๑๑๙๖

แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าซึ่งหาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ เพราะว่าการได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก (พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ดังนี้ว่า)

ข้อ ๑๑๙๗

กัณฐกเทพบุตรนั้นเป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ แล้วชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ @เชิงอรรถ : @ บรรลุโสดาปัตติมรรค (ขุ.วิ.อ. ๑๑๙๗/๓๗๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๘. อเนกวัณณวิมาน

ข้อ ๑๑๙๘

ครั้นชำระทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวายอภิวาทพระยุคลบาทพระศาสดาแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นเองกัณฐกวิมานที่ ๗ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถากัณฐกวิมาน

กัณฐกวิมาน มีคาถาว่า ปุณฺณมาเส ยถา จนฺโท เป็นต้น.

กัณฐกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ขณะนั้น กัณฐกเทพบุตรออกจากวิมานของตน ขึ้นยานทิพย์ไปอุทยานด้วยเทพฤทธิ์อันยิ่งใหญ่พร้อมบริวารเป็นอันมากเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะเกิดความเคารพนับถือมาก รีบลงจากยานเข้าไปหาพระเถระ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร.

ลำดับนั้น พระเถระได้ถามเทพบุตรนั้นถึงกรรมที่ตนกระทำ โดยมุ่งประกาศสมบัติที่ได้บรรลุว่า

พระจันทร์มีรอยรูปกระต่ายในเดือนเพ็ญอันหมู่ดาวแวดล้อม เป็นอธิบดีของหมู่ดาวทั้งหลาย ย่อมโคจรไปโดยรอบฉันใด ทิพยวิมานนี้ก็อุปมาฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีในเทพบุรี เหมือนดวงอาทิตย์กำลังอุทัยฉะนั้น.

พื้นวิมานน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรไปด้วยแก้วไพฑูรย์ ทอง แก้วผลึก เงิน เพชรตาแมว แก้วมุกดาและแก้วทับทิม ปูลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ห้องรโหฐานงานน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่าน อันบุญกรรมสร้างไว้อย่างดี สระโบกขรณีของท่านน่ารื่นรมย์กว้างขวาง ประดับด้วยแก้วมณีมีน้ำใสสะอาด ลาดด้วยทรายทองดาดาษด้วยปทุมชาติต่างๆ รายรอบด้วยบัวขาว ยามลมรำเพย ก็โชยกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ.

สองข้างสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้สร้างไว้อย่างดี ประกอบด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่างอัปสรทั้งหลายแต่งองค์ด้วยสรรพาภรณ์ ประดับด้วยมาลัยทองดอกไม้ต่างๆ พากันมาบำรุงบำเรอท้าวเทวราชผู้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ [พระแท่น]เท้าทองคำ อ่อนนุ่ม ลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างดี ต่างก็รื่นรมย์ ท่านทำท้าวเทวราชผู้มีมหิทธิฤทธิ์นั้นให้บันเทิง ดังท้าววสวัตดีเทวราช. ท่านพรั่งพร้อมด้วยความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณและบัณเฑาะว์รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะมีอย่างต่างๆ อันเป็นทิพย์ของท่านที่ท่านประสงค์แล้ว น่ารื่นรมย์ใจ.

ดูก่อนเทพบุตร ท่านเป็นผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ยิ่งด้วยวรรณะอยู่ในวิมานอันประเสริฐนั้น ดังดวงอาทิตย์กำลังอุทัยฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งทาน หรือศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกข้อนั้นแก่อาตมาทีเถิด.

เทพบุตรนั้นดีใจ อันพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าคือกัณฐกอัศวราช สหชาตของพระโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ ราชธานีของกษัตริย์แคว้นศากยะครั้งใดพระราชโอรสเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อโพธิญาณตอนเที่ยงคืน พระองค์ใช้ฝ่าพระหัตถ์อันนุ่มและพระนขาที่แดงปลั่งค่อยๆ ตบขาข้าพเจ้า และตรัสว่า พาเราไปเถิดเพื่อนเราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้วจักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร [ห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร].

เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น ได้มีความร่าเริงเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานยินดี ได้รับคำในครั้งนั้น ครั้นรู้ว่าพระศากโยรสผู้มียศใหญ่ประทับนั่งเหนือหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานบันเทิง นำพระมหาบุรุษไปถึงแว่นแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่นเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นมิได้ทรงอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้าและฉันนอำมาตย์ไว้ เสด็จหลีกไป

ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของพระองค์ ร้องไห้แลดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไปเพราะไม่ได้เห็นพระศากโยรสผู้ทรงสิรินั้น ข้าพเจ้าป่วยหนัก ก็ตายอย่างฉับพลัน ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นแหละข้าพเจ้าจึงมาอยู่วิมานทิพย์นี้ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทุกอย่างในเทวนคร.

อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีความร่าเริงเพราะได้ฟังเสียงเพื่อพระโพธิญาณ ว่าเราจักบรรลุความสิ้นอาสวะ ด้วยกุศลมูลนั้นเองข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าจะพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงกราบทูลถึงการถวายบังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้าแม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก.

กัณฐกเทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวถึงกรรมที่ตนกระทำแล้ว

เรื่องย่อมีว่า

เทพบุตรนี้ คือกัณฐกอัศวราช ผู้เป็นสหชาต [เกิดพร้อม] กับพระโพธิสัตว์ของพวกเราในอัตภาพติดต่อกัน อัศวราชนั้นให้พระโพธิสัตว์ประทับบนหลัง ในสมัยเสด็จมหาภิเนษกรมณ์พาพระมหาบุรุษล่วงเลยราชอาณาจักรทั้งสาม ให้ถึงฝั่งอโนมานที โดยราตรีนั้นยังไม่สิ้นเลย.

ลำดับนั้น อัศวราชนั้น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาสัตว์ทรงรับบาตรและจีวรที่ฆฏิการมหาพรหมน้อมถวาย ทรงผนวชแล้วปล่อยให้กลับกบิลพัสดุ์พร้อมกับฉันนอำมาตย์ ใช้ลิ้นของตนเลียพระยุคลบาทของพระมหาบุรุษ ด้วยหัวใจที่หนักด้วยความรักลืมตาทั้งสองซึ่งมีประสาทเป็นที่พอใจ แลดูชั่วทัศนวิสัยที่จะเห็นได้ แต่เมื่อพระโลกนาถ (ลับตา) ไปแล้ว มีใจเลื่อมใสว่า เราได้พาพระมหาบุรุษผู้เป็นนายกชั้นยอดของโลกชื่ออย่างนี้ ร่างกายของเรามีประโยชน์หนอ อดกลั้นวิโยคทุกข์ไว้ไม่ได้เพราะอำนาจความรักที่เกาะเกี่ยวกันมาช้านาน ยังถูกธรรมดาเตือนด้วยอำนาจทิพยสมบัติที่น่ายกย่องอยู่อีก ก็ทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

คำว่า ปุณฺณมาเส ยถา จนฺโท ฯเปฯ อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ เป็นต้น ท่านกล่าวหมายถึงเทพบุตรนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณมาเส แปลว่า ในดิถีเดือนเพ็ญคือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ.

บทว่า ตารกาธิปตี แปลว่า เป็นอธิบดีใหญ่ยิ่งของดาวทั้งหลาย.

บทว่า สสี แปลว่า มีตรากระต่าย บางท่านกล่าวว่า ปรากฏเป็นใหญ่ในหมู่ดาว นิทเทสชี้แจงไม่ประกอบวิภัตติของท่านเหล่านั้นว่า ตารกาธิปา พึงประกอบความว่า เป็นใหญ่ของดาวทั้งหลายปรากฏและหมุนเวียนไป.

บทว่า ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ ความว่า เป็นทิพย์แม้ในเทพบุรี เทพบุรีสูงสุดกว่าที่อยู่ของมนุษย์ทั้งหลายฉันใด แม้เทพบุตรก็แสดงว่า วิมานของท่านนี้สูงสุดฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อติโรจติ วณฺเณน อุทยนฺโตว รํสิมา เหมือนดวงอาทิตย์กำลังอุทัย. อธิบายว่า เหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้น.

บทว่า เวฬุริยสุวณฺณสฺส ประกอบความด้วยคำที่เหลือว่า วิมานนี้สร้างด้วยแก้วไพฑูรย์และทอง ดังนี้.

บทว่า ผลิกา แปลว่า แก้วผลึก.

บทว่า โปกฺขรณี แปลว่า สระโบกขรณี.

บทว่า ตสฺสา แปลว่า ของสระโบกขรณีนั้น ด้วยบทว่า วนคุมพา ท่านกล่าวหมายกอไม้ที่มีดอกงามในสวน.

บทว่า เทวราชํ ว ได้แก่ เหมือนท้าวสักกะ.

บทว่า อุปติฏฺฐนฺติ ได้แก่ กระทำการบำรุงบำเรอ.

บทว่า สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ความว่า ปกปิดด้วยเครื่องประดับของสตรีทุกอย่าง. อธิบายว่า แต่งสรีระโดยประการทั้งปวง.

บทว่า วสวตฺตี วา ได้แก่ เหมือนท้าววสวัตดีเทวราช.

บทว่า เภริสงฺขมุทิงฺคาหิ ท่านกล่าวผิดลิงค์ [ทางไวยากรณ์] ประกอบความว่า ด้วยกลอง ด้วยสังข์และด้วยตะโพนทั้งหลาย.

บทว่า รติสมฺปนฺโน ความว่า พรั่งพร้อมด้วยความยินดีอันเป็นทิพย์.

บทว่า นจฺจคีเต สุวาทิเต ได้แก่ ในการฟ้อนรำด้วย ในการขับร้องด้วย ในการประโคมดนตรีที่ไพเราะด้วย คือเพราะการฟ้อนรำด้วย เพราะการขับร้องด้วย เพราะการประโคมดนตรีที่ไพเราะด้วย เป็นเหตุ ด้วยว่า บทนี้เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถนิมิตสัตตมี [ว่าเพราะ].

อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบคำพิเศษว่า ที่ให้เป็นไปแล้ว.

บทว่า ทิพฺพา เต วิวิธา รูปา พึงนำบทกิริยามาประกอบว่า รูปที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุมีประการต่างๆ ซึ่งเกี่ยวกับเทวโลก ที่ท่านประสงค์แล้ว คือตามที่ประสงค์รื่นรมย์ มีอยู่.

แม้ในบทว่า ทิพฺพา สทฺทา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อหํ ในบาทคาถาว่า กณฺฐโก สหโช อหํ นี้เป็นเพียงนิบาต. บางท่านกล่าวว่า อหุํ ความว่า กัณฐกอัศวราชได้เป็นสหชาต เพราะเกิดในวันเดียวกันกับพระมหาสัตว์ทีเดียว.

บทว่า อฑฺฒรตฺตายํ แปลว่า เที่ยงคืน. ความว่า เวลามัชฌิมยาม

ม อักษร ในบทว่า โพธายมภินิกฺขมิ ทำหน้าที่เชื่อมบท ความว่า เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อพระอภิสัมโพธิญาณ ท่านกล่าวความมีพระหัตถ์อ่อนนุ่มซึ่งเป็นลักษณะของพระมหาบุรุษ ด้วยบทว่า มุทูหิ ปาณิหิ.

บทว่า ชาลิตมฺพนเขหิ ได้แก่ พระนขาแดงงามรุ่งเรือง ด้วยบทนั้น ท่านแสดงลักษณะของพระมหาบุรุษ คือความมีพระหัตถ์รุ่งเรือง และแสดงอนุพยัญชนะ คือความมีพระนขาแดง.

แข้ง ชื่อว่า สัตถิ แต่ในที่นี้ ขาซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้แข้ง ท่านเรียกว่า สัตถิ.

บทว่า อาโกฏยิตฺวาน แปลว่า ตบ [ปรบ].

บทว่า วห สมฺมาติ จพฺรวิ ความว่า ก็พระมหาสัตว์ตรัสว่า สหายกัณฐกะ ท่านจงพาเราไปในวันนี้ราตรีเดียว ท่านจงเป็นพาหะของเรา ก็เมื่อตรัสถึงประโยชน์ในการนำไปซึ่งพระมหาสัตว์ทรงแสดงในคราวนั้น ได้ตรัสว่าเราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร ห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ดังนี้ แต่เมื่อจะตรัสที่พระมหาสัตว์ทรงแสดงไว้ในครั้งนั้น จึงตรัสว่า อหํ โลกํ คารยิสฺสํ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ เราบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว จักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร ด้วยเหตุนั้น จึงทรงแสดงความที่ถึงประโยชน์ในการพาไป ประโยชน์ในการไปยอดเยี่ยมว่าเราบรรลุคือสำเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้นจากโอฆสงสารห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ฉะนั้น ท่านไม่พึงคิดว่าการไปนี้มีประโยชน์อะไร.

บทว่า หาโส ได้แก่ ความยินดี.

บทว่า วิปุโล ได้แก่ โอฬารมาก.

บทว่า อภิสีสึ ได้แก่ หวัง คือปรารถนา รับ [คำ].

บทว่า อภิรุฬฺหญฺจ มํ ญตฺวา สกฺยปุตฺตํ มหายสํ ความว่า รู้ว่าพระมหาสัตว์เป็นพระโอรสศากยราช มีพระยศไพบูลย์แผ่ไปแล้ว ประทับนั่งขี่เรา.

บทว่า วหิสฺสํ แปลว่า พาไป คือนำไป.

บทว่า ปเรสํ ได้แก่ พระราชาอื่นๆ.

บทว่า วิชิตํ ได้แก่ ประเทศ คือราชอาณาเขตของพระราชาอื่น.

บทว่า โอหาย ได้แก่ สละแล้ว.

บทว่า อปกฺกมิ ได้แก่ เริ่มหลีกไป. บางท่านกล่าวว่า ปริพฺพชิ บวชดังนี้ก็มี.

บทว่า ปริเลหึ ได้แก่ เลียโดยรอบ.

บทว่า อุทิกฺขิสึ แปลว่า แลดูแล้ว.

บทว่า ครุกาพาธํ ได้แก่ ป่วยหนัก คือมาก. อธิบายว่า ทุกข์ถึงตาย ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า ขิปฺปํ เม มรณํ อหุ ข้าพเจ้าก็ได้ตายอย่างฉับพลัน ด้วยว่ากัณฐกอัศวราชนั้นมีความภักดีมั่นคงกับพระมหาสัตว์มาหลายชาติ จึงมิอาจอดกลั้นวิโยคทุกข์ไว้ได้ และพอได้ยินว่าออกบวชเพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เกิดปีติโสมนัสอย่างยิ่งปราศจากอามิส ดังนั้น พอตายจึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทิพยสมบัติได้ปรากฏแก่เขาเป็นอันมาก

เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตสฺเสว อานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่สำเร็จด้วยความเลื่อมใสอันถึงที่แล้ว.

บทว่า เทโว เทวปุรมฺหิว ความว่า เหมือนท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.

บทว่า ยญฺจ เม อหุ วา หาโส สทฺทํ สุตฺวาน โพธิยา ความว่า ข้าพเจ้ามีความร่าเริงในคราวนั้น เพราะได้ยินเสียงว่า โพธิ เข้าก่อน.

ในบทว่า ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดม ดังนี้ ความเกิดแห่งความร่าเริง ชื่อว่าความยินดี.

บทว่า เตเนว กุสลมูเลน ได้แก่ ด้วยพืชคือกุศลนั้นเอง.

บทว่า ผุสิสฺสํ แปลว่า จักถูกต้อง คือถึง (สำเร็จ).

เทพบุตรกล่าวถึงกุศลกรรมของตน ซึ่งเป็นเหตุแห่งภวสมบัติส่วนอนาคตตามที่ได้บรรลุแล้วอย่างนี้ บัดนี้ ถึงตนเองประสงค์จะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฝากการไหว้พระศาสดาไปกับพระเถระ จึงกล่าวคาถาว่า สเจ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ คจฺเฉยฺยาสิ แปลว่า ถ้าท่านจักไป.

บางท่านกล่าวว่า สเจ คจฺฉสิ ถ้าท่านจะไป. เนื้อความอย่างนั้นแล.

บทว่า มมาปิ นํ วจฺเนน ความว่า มิใช่ตาม สภาพของท่านอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้จงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำแม้ของข้าพเจ้า.

บทว่า วชฺชาสิ แปลว่า พึงกราบทูล. ประกอบความว่า พึงกราบทูลถึงการถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแม้ของข้าพเจ้า.

เมื่อเทพบุตรแสดงว่า แม้ถึงข้าพเจ้าจะฝากการถวายบังคมไปในบัดนี้ ครั้นฝากไปแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่เฉยอยู่ ดังนี้จึงกล่าวว่า แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้.

อนึ่ง เพื่อแสดงเหตุในการไปให้สำคัญยิ่งขึ้น จึงกล่าวว่า การได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก.

พระสังคีติกาจารย์ได้แต่งคาถาไว้สองคาถาดังนี้ว่า

กัณฐกเทพบุตรนั้นเป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุแล้ว ชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ ชำระทิฏฐิ วิจิกิจฉาและศีลพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วหายไปในที่นั้นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา คิรํ จกฺขุมโต ความว่า ฟังพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕.

บทว่า ธมฺมจกฺขํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค.

บทว่า วิโสธยิ แปลว่า บรรลุ. ความจริง การชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ คือการบรรลุนั่นเอง.

บทว่า วิโสธยิตฺวา ทิฏฺฐิคตํ ได้แก่ ถอนทิฏฐิ.

บทว่า วิจิกิจฺฉํ วตานิ จ ประกอบความว่า ยังวิจิกิจฉาที่มีวัตถุ ๑๖ และมีวัตถุ ๘ และยังศีลพตปรามาสที่เป็นไปว่าคนจะบริสุทธิ์ได้ด้วยศีลพรตดังนี้ ให้บริสุทธิ์ ก็ปรามาสที่เป็นไปอย่างนั้น พร้อมด้วยปริยายทั้งหลาย. ท่านกล่าวว่า วตานิ พรต ในคาถานั้น

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

จบอรรถกถากัณฐกวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา