๑. ทาสีวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. ทาสีวิมาน ว่าด้วยบุญที่ทำให้ไปเกิดในทาสีวิมาน
|๑๘.๑๖๐| ๑ อปิ สกฺโกว เทวินฺโท รมฺเม จิตฺตลตาวเน สมนฺตา อนุปริยาสิ นารีคณปุรกฺขตา โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา |๑๘.๑๖๑| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๑๘.๑๖๒| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๑๘.๑๖๓| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๑๘.๑๖๔| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ทาสี อโหสึ ปรเปสฺสิยา กุเล |๑๘.๑๖๕| อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน ตสฺสา เม นิกฺกโม อาสิ สาสเน ตสฺส ตาทิโน |๑๘.๑๖๖| กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย เนว อตฺเถตฺถ สนฺถนํ สิกฺขาปทานํ ปญฺจนฺนํ มคฺโค โสวตฺถิโก สิโว |๑๘.๑๖๗| อกณฺฏโก อคหโน อุชุ สพฺภิ ปเวทิโต นิกฺกมสฺส ผลํ ปสฺส ยถิทํ ปาปุณิตฺถิกา |๑๘.๑๖๘| อามนฺตนิกา รญฺโญมฺหิ สกฺกสฺส วสวตฺติโน สฏฺฐิ ตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม |๑๘.๑๖๙| อาลมฺโพ คคฺคโม ภีโม สาธุวาทิ ปสํสิโย โปกฺขโร จ สุผสฺโส จ วีณาโมกฺขา จ นาริโย |๑๘.๑๗๐| นนฺทา เจว สุนนฺทา จ โสณทินฺนา สุจิมฺหิตา อาลมฺพุสา มิสฺสเกสี ปุณฺฑรีกาติ ทารุณี |๑๘.๑๗๑| เอนิปสฺสา สุปสฺสา จ สุภทฺทา มุทุกาวที เอตา อญฺญา จ เสยฺยาเส อจฺฉรานํ ปโพธิกา |๑๘.๑๗๒| ตา มํ กาเลนุปาคนฺตฺวา อภิภาสนฺติ เทวตา หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส |๑๘.๑๗๓| นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ |๑๘.๑๗๔| สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ |๑๘.๑๗๕| เตสํ สหพฺยกามานํ กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโนติ ฯ ทาสีวิมานํ ปฐมํ ฯ
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ท่านผู้แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพนารี เที่ยวชมไปโดยรอบในสวนจิตตลดา- วันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจท้าวสักกเทวาธิราช ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เหมือนดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผล ย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร ประการหนึ่ง โภคสมบัติ ต่างๆ อันเป็นเครื่องปลื้มใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกร นางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็น มนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญกรรมอะไร? นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ จึง ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ครั้งเมื่อดิฉันเกิดเป็น มนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นทาสีหญิงรับใช้ในตระกูลแห่งชนอื่น ดิฉันนั้นเป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดม ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศ เมื่อดิฉันรักษาศีล ทำมนสิการในกรรมฐานอยู่ ๑๖ ปี กรรมฐานกล่าวคือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการได้สำเร็จแก่ดิฉัน ด้วยอานุภาพแห่งการ มนสิการนั้น การออกไปจากกิเลสได้เกิดมีแก่ดิฉัน ในศาสนาของพระ สมณโคดมผู้ทรงพระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในจิตว่า แม้ถึง ร่างกายนี้จะแตกทำลายไปก็ตามที การที่จะหยุดความเพียรในการเจริญ กรรมฐานนี้ เป็นอันไม่มีเป็นอันขาด ขอท่านจงดูผลแห่งความเพียร เป็นเหตุก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้า กล่าวคือความสวัสดี ความเกษม ความปราศจากเสี้ยนหนามคือกิเลส สภาวะที่หาเครื่องยึดเหนี่ยวมิได้ ความซื่อตรง และองค์อริยมรรค ที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้นประกาศแล้ว อันเป็นอุปนิสัยสืบเนื่องมาจากการรักษาสิกขาบท ๕ ประการของดิฉันนั้น อันเป็นเหตุให้บรรลุซึ่งผลอันนี้ ดิฉันเป็นที่โปรด ปรานและคุ้นเคยกับท้าวสักกเทวราช เทพบุตรอันมีนามว่าอาลัมพะ คัคคมะ ภีมะ สาธุวาที ปสังสิยะ โปกขรา และสุผัสสะ และเหล่า เทพธิดาน้อยๆ อันมีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี และนางบุณฑริกา ได้ทำการบำเรอ ปลุกปลื้มแก่ดิฉัน ด้วยดนตรีทิพย์มีประมาณได้หกหมื่น และนางเทพ กัญญาเหล่านี้ คือ นางเอนิปัสสา นางสุปัสสา นางสุภัททา นางมุทุกาวที ผู้ประเสริฐกว่า นางเทพอัปสรทั้งหลาย และนางเทพกัญญาเหล่าอื่นผู้บำรุง บำเรอ นางเทพอัปสรทั้งหลายเหล่านั้น ได้เข้ามาสู่ที่ใกล้ชิดตามกาล อันควร สนองเสนอดิฉันด้วยวาจาที่น่ายินดีว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจัก ฟ้อนรำ ขับร้อง จักยังท่านให้รื่นรมย์ ดังนี้ ฐานะที่ดิฉันได้รับในบัดนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ฐานะที่หาความโศกมิได้ น่าเพลิดเพลิน น่ารื่นรมย์ เป็นอุทยานใหญ่ของเทวดาชาวไตรทศเช่นนี้ ย่อมเกิดมีสำหรับ ผู้มีบุญเท่านั้น ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลก หน้า ส่วนผู้มีบุญอันได้บำเพ็ญแล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลก หน้า อันบุคคลผู้ปรารถนา เพื่อสถิตร่วมกับเทวดาชาวไตรเทศเหล่านั้น ควรจะบำเพ็ญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าผู้มีบุญอันก่อสร้างไว้แล้ว ย่อม เพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์. จบ ทาสีวิมานที่ ๑.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๒. จิตตลตาวรรค ๑. ทาสีวิมาน ๒. จิตตลตาวรรค หมวดว่าด้วยสวนจิตลดาของเหล่าเทวดา ๑. ทาสีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงคนใช้ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
เธอมีหมู่เทพนารีห้อมล้อม ดุจท้าวสักกเทวราช เที่ยวชมไปโดยรอบในสวนจิตรลดาอันน่ารื่นรมย์ เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอยู่ ดุจดาวประกายพรึก
เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ
เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามว่า เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
เมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นคนใช้ ทำงานรับใช้ผู้อื่นอยู่ในสกุลหนึ่ง
เป็นอุบาสิกาของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระจักษุ ทรงพระยศ ดิฉันได้มีความพากเพียรออกจากกิเลส ในศาสนาของพระศาสดาผู้ทรงพระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในใจว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๒. จิตตลตาวรรค ๑. ทาสีวิมาน
แม้ถึงร่างกายนี้จะแตกสลายไปก็ตามที การที่เราจะหยุดความเพียรในการเจริญกรรมฐานนี้ จะไม่มีเป็นอันขาด
ขอเชิญท่านดูผลแห่งความเพียรออกจากกิเลส ซึ่งดิฉันผู้มีความรู้น้อย ได้บรรลุอริยมรรค อันมีสิกขาบท ๕ เป็นอุปนิสัย เป็นทางสวัสดี เป็นเหตุถึงความเกษม ไม่มีขวากหนามคือกิเลส เป็นสภาวะที่(ตัณหาและทิฏฐิ) ยึดเหนี่ยว ไม่ได้ เป็นทางตรงที่สัตบุรุษทั้งหลายประกาศแล้วนี้เถิด
ท้าวสักกเทวราชผู้ทรงอำนาจเชิญดิฉันมา เหล่าดุริยเทพหกหมื่นองค์ ช่วยกันปลุกเร้าดิฉัน ให้เกิดปีติโสมนัส
ได้แก่ เทพบุตรมีนามว่าอาลัมพะ คัคคระ ภีมะ สาธุวาที ปสังสิยะ โปกขระและสุผัสสะ เหล่าเทพธิดาน้อยๆ มีนามว่า วีณา โมกขา
นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อลัมพุสา มิสสเกสีและบุณฑริกา
อนึ่ง เทพกัญญาอีกพวกหนึ่ง คือ เอณีปัสสา สุผัสสา สุภัททา และมุทุวาทินี ผู้ประเสริฐกว่านางอัปสรทั้งหลาย ผู้มีหน้าที่ปลุกเร้าให้เกิดปีติโสมนัส
เทวดาเหล่านั้น พอได้เวลาก็เข้ามาหาดิฉัน เสนอสนองด้วยวาจาน่ายินดีว่า เอาเถอะ พวกเราจักฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอเธอให้รื่นรมย์
สถานที่ที่ดิฉันได้รับในบัดนี้ มิใช่สถานที่สำหรับคนที่ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นสถานที่สำหรับคนที่ได้ทำบุญไว้แล้วเท่านั้น ไม่มีความโศก น่าเพลิดเพลิน เจริญใจ เป็นอุทยานกว้างใหญ่ของเหล่าเทพชั้นไตรทศ
สำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ย่อมไม่มีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้ที่ได้ทำบุญไว้แล้วย่อมมีความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้าแน่นอน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๒. จิตตลตาวรรค ๒. ลขุมาวิมาน
ผู้ปรารถนาจะสถิตอยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์เหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าเหล่าชนผู้ได้ทำบุญไว้แล้วย่อมพรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงอยู่ในสวรรค์ ทาสีวิมานที่ ๑ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. อรรถกถาทาสีวิมาน
วรรคที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ทาสีวิมาน มีคาถาว่า อปิ สกฺโกว เทวินฺโท ดังนี้เป็นต้น.
ทาสีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อุบาสกคนหนึ่งชาวกรุงสาวัตถี ไปพระวิหารในเวลาเย็น กับอุบาสกเป็นอันมาก ฟังธรรมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อบริษัทออกไปแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จักถวายภัตตาหารประจำ ๔ สำรับแก่สงฆ์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมกถาอันสมควรแก่เขา ทรงปล่อยเขากลับไป.
อุบาสกนั้นเรียนพระภัตตุทเทสก์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจัดภัตตาหารประจำไว้ ๔ สำรับถวายสงฆ์ วันพรุ่งนี้ ขอพระเป็นเจ้าโปรดมาเรือนของข้าพเจ้าเถิดดังนี้แล้ว กลับไปเรือนของตนบอกเรื่องนั้นแก่ทาสีแล้ว สั่งสำทับว่าเจ้าไม่พึงลืมเรื่องนั้นตลอดเวลาเป็นนิตย์เชียวนะ.
ทาสีนั้นก็รับคำ. ตามปกติ นางมีศรัทธาสมบูรณ์ อยากได้ทำบุญมีศีล เพราะฉะนั้น จึงตื่นเช้าทุกวันตระเตรียมข้าวและน้ำอันประณีต กวาดที่นั่งของพวกภิกษุ จัดเครื่องเรือนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปูอาสนะ นิมนต์ภิกษุผู้เข้าไปก่อนให้นั่งบนอาสนะเหล่านั้นแล้ว จึงไหว้บูชาด้วยของหอมดอกไม้ธูปและเทียน อังคาสโดยเคารพ.
ต่อมาวันหนึ่ง นางเข้าไปหาภิกษุผู้ฉันเสร็จไหว้แล้ว จึงถามอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าขา จะหลุดพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้นนี้ได้อย่างไร เจ้าคะ. ภิกษุทั้งหลายให้สรณะและศีล ๕ แก่นาง แล้วประกาศให้รู้สภาพของร่างกาย ประกอบนางไว้ในปฏิกูลมนสิการใส่ใจว่าปฏิกูล. ภิกษุอีกพวกหนึ่งกล่าวธรรมีกถาที่เกี่ยวด้วยความไม่เที่ยง.
นางรักษาศีลอยู่ ๑๖ ปี ทำโยนิโสมนสิการติดต่อกันมาตลอดวันหนึ่ง ได้ความสบายในการฟังธรรมและเจริญวิปัสสนาเพราะญาณแก่กล้า ก็ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
สมัยต่อมา นางทำกาละแล้วไปเกิดเป็นนางบำเรอสนิทเสน่หาของท้าวสักกเทวราช. นางอันดุริยเทพหกหมื่นบำเรออยู่ มีอัปสรแสนหนึ่งแวดล้อม เสวยทิพย์สมบัติใหญ่ ร่าเริงบันเทิงพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวไปในอุทยานเป็นต้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะเห็นนางแล้ว ได้ถามโดยนัยที่กล่าวในหนหลังนั่นแหละว่า
ท่านแวดล้อมด้วยหมู่เทพนารี เที่ยวชมไปโดยรอบในสวนจิตตลดาวันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจท้าวสักกเทวราช ส่องแสงสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร อิฐผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
เทวดาตอบว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็นทาสี
หญิงรับใช้ในตระกูลอื่น ดีฉันนั้นเป็นอุบาสิกาของพระโคดม
ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศ พากเพียรออกไปจากกิเลส ใน
ศาสนาของพระโคดมผู้ทรงพระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่น
อยู่ในจิตว่า แม้ถึงร่างกายนี้จะแตกทำลายไปก็ตามที การจะ
หยุดความเพียรในการเจริญกัมมัฏฐานนี้ ไม่มีเป็นอันขาด
ทาง [มรรค] แห่งสิกขาบท ๕ [ศีล ๕] เป็นทางสวัสดี มีความ
เจริญ ไม่มีหนาม ไม่รก เป็นทางตรง สัตบุรุษประกาศแล้ว
ท่านโปรดดูผลแห่งความเพียร คือที่ดีฉันบรรลุอริยมรรคตาม
อุบายที่ต้องการเถิด ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราชผู้มีอำนาจเชิญ
มา เหล่าดุริยเทพหกหมื่นช่วยกันปลุกดีฉัน คือเทพบุตรนาม
ว่า อาลัมพะ คัคคมะ ภีมะ สาธุวาทิ ปสังสยะ โปกขระ และ
สุผัสสะ และเหล่าเทพธิดาวัยรุ่น นามว่า วีณา โมกขา นันทา
สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี บุณฑริกา
และเทพกัญญาอีกพวกหนึ่งเหล่านี้คือ นางเอนิปัสสา นาง
สุปัสสา นางสุภัททา นางมุทุกาวที ผู้ประเสริฐกว่าเทพอัปสร
ทั้งหลายก็ช่วยกันปลุกเทพอัปสรเหล่านั้น ได้เข้ามาหาดีฉัน
ตามกาลอันควร พากันพูดด้วยวาจาที่น่ายินดีว่า เอาเถิดพวก
เราจักฟ้อนรำ ขับร้องจักนำท่านให้รื่นรมย์ดังนี้ นันทนวัน
มหาวัน เป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่ารื่นรมย์ของทวยเทพชั้น
ไตรทศนี้ มิใช่สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ หากเป็นของสำหรับ
ผู้ทำบุญไว้เท่านั้น มิใช่สุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า หากเป็น
สุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สำหรับผู้ทำบุญไว้เท่านั้น อัน
บุคคลผู้ปรารถนาร่วมกับทวยเทพชั้นไตรทศเหล่านั้น ควร
จะบำเพ็ญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมเพรียบ
พร้อมด้วยโภคสมบัติบันเทิงอยู่ในสวรรค์.
ในบทเหล่านั้นอปิศัพท์ ในบทว่า อปิ สกฺโกว เทวินฺโท นี้ใช้ในสัมภาวนะความยกย่อง.
อิวศัพท์ ท่านลบสระอิออกกล่าวความอุปมา.
เพราะฉะนั้น จึงมีความว่าประดุจท้าวสักกะจอมทวยเทพ ท่านกล่าวยกย่องเทวดานั้นดุจท้าวสักกะ ก็เพื่อแสดงบริวารสมบัติของเทวดานั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อปิ เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า จิตฺตลตาวเน ได้แก่ ที่บังเกิดด้วยอานุภาพแห่งบุญของนางเทพธิดาชื่อจิตตา.
อนึ่ง เทวอุทยานได้นามว่าจิตตลดาวัน เพราะโดยมากในสวนนั้นมีเถาไม้อันเป็นทิพย์ชื่อสันตานกะเป็นต้น อันวิจิตรคือประกอบด้วยความวิเศษแห่งดอกไม้และผลไม้เป็นต้นอันงดงาม.
บทว่า ปรเปสฺสิยา ได้แก่ หญิงรับใช้ในกิจนั้นๆ ในตระกูลแห่งชนเหล่าอื่น. อธิบายว่า ขวนขวายงานของคนเหล่าอื่น.
บทคาถาว่า ตสฺสา เม นิกฺกโม อาสิ สาสเน ตสฺส ตาทิโน ความว่า เมื่อดีฉันนั้นเป็นทาสีอยู่ เป็นอุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุ ๕ รักษาศีลทำมนสิการกัมมัฏฐานอยู่ ๑๖ ปี ครั้นกัมมัฏฐานกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เมื่อเกิดขึ้นแก่ดีฉันด้วยอานุภาพแห่งมนสิการ ความเพียรชอบซึ่งนับเข้าในสัตถุศาสน์นั้นได้ชื่อว่านิกกมะ เพราะออกไปจากฝ่ายสังกิเลสธรรม ได้มีได้เป็น คือในสัตถุศาสน์ของพระโคดมผู้ชื่อว่ามีพระคุณคงที่ เพราะถึงพร้อมด้วยสมบัติคือลักษณะของผู้คงที่ในโลกธรรมมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น.
ก็เพื่อแสดงอาการที่เป็นไปส่วนเบื้องต้นของความเพียรนั้น. เทวดาจึงกล่าวว่า กามํ ภิชฺชตุยํ กาโย เนว อตฺเถตฺถ สนฺถนํ ดังนี้ คาถานั้นมีอธิบายว่า ดีฉันปลุกความเพียรว่า ถ้าว่าร่างกายของเราจะแตกทำลายไปก็ตามที ดีฉันไม่ทำความเยื่อใย แม้เพียงเล็กน้อยในกายนี้เสียไป เราจะไม่หยุดความเพียร คือทำความเพียรให้หย่อนในการเจริญกัมมัฏฐานนี้เป็นอันขาด แล้วขวนขวายวิปัสสนา.
บัดนี้ เทวดาเมื่อจะแสดงคุณที่ตนขวนขวายวิปัสสนานั้นอย่างนั้นได้มาแล้ว จึงกล่าวว่า ทาง [มรรค] แห่งสิกขาบท ๕ เป็นทางสวัสดี มีความเจริญ ไม่มีหนาม ไม่รก เป็นทางตรง สัตบุรุษประกาศแล้ว โปรดดูผลแห่งความพากเพียรออกจากกิเลส คือที่ดีฉันบรรลุอริยมรรคตามอุบายที่ต้องการ.
ในข้อนั้นมีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้
มรรคใด ชื่อว่าต่อเนื่องสิกขาบททั้ง ๕ เพราะได้มาโดยเป็นอุปนิสัยแห่งสิกขาบท คือส่วนแห่งสิกขาทั้ง ๕ ที่สมาทานเป็นนิจศีล และสิกขาบททั้ง ๕ นั้นบริบูรณ์ เกิดขึ้นในสันดานใด มรรคนั้น ชื่อโสวัตถิกะคือสวัสดี เพราะทำสันดานนั้นให้สำเร็จผลเป็นความสวัสดี และมีประโยชน์ดี โดยอาการทุกอย่างชื่อว่าสิวะ เพราะไม่ถูกสังกิเลสธรรมเบียดเบียน และเพราะเหตุถึงความเกษม ชื่อว่าอกัณฏกะ เพราะไม่มีหนามคือราคะเป็นต้น ชื่อว่าอคหนะ เพราะตัดรกชัฏ คือกิเลส ทิฏฐิและทุจริตได้เด็ดขาด ชื่อว่าอุชุ เพราะเป็นเหตุปราศจากคดงอโกงทุกอย่าง. อริยมรรค ชื่อสัมภิปเวทิตะ เพราะสัปบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นประกาศไว้แล้ว.
ตํ ยถา เยน อุปายภูเตน อิตฺถิกา ทฺวงฺคุลพหลพุทฺธิกาปิ สมานา ปาปุณึ, ตสฺส นิกฺกมสฺส ยถาวุตฺตวีริยสฺส อิทํ ผลํ ปสฺสาติ สกฺกํ อาลปติ.
ดีฉันแม้มีปัญญาแค่สององคุลี ต้องการด้วยความพากเพียรออกจากกิเลสอันใดที่เป็นอุบาย บรรลุอริยมรรคนั้นโดยประการใด ขอโปรดดูผลนี้ของความพากเพียรออกจากกิเลส คือความเพียรตามที่กล่าวแล้วนั้นเถิด โดยประการนั้น. ท่านเรียกท้าวสักกะ ดังกล่าวมานี้.
เทวดากล่าวว่า ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราชผู้มีอำนาจเชิญมา ก็เพราะตนเองอยู่ในอำนาจท้าวสักกะ.
อีกนัยหนึ่ง ท้าวสักกะชื่อวสวัตตี เพราะใช้อำนาจความเป็นใหญ่ของตนในเทวโลกทั้งสอง [คือชั้นจาตุมมหาราชและชั้นดาวดึงส์] ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราชผู้มีอำนาจนั้นเชิญมา หรือท้าวเธอพึงเชื้อเชิญในเวลาเล่นกีฬาพลาง สนทนาปราศรัยไปพลาง.
ประกอบความว่า ท่านจงดูผลแห่งความเพียรเป็นเหตุก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้า.
ดนตรีมีองค์ ๕ มีประเภทอาตตะกลองหน้าเดียว และวิตตะกลองสองหน้าเป็นต้นบรรเลงพร้อมกันกับ ๑๒ มือ [๑๒x๕] จึงรวมเป็น ๖๐ ก็เทพธิดาหมายเอาดนตรีเครื่อง ๕ เหล่านั้นประมาณพันหนึ่งปรากฏแล้ว ด้วยนั่งอยู่ใกล้ๆ จึงกล่าวว่า สฏฺฐิ ตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม ดังนี้.
ในบทนั้น บทว่า ปฏิโพธํ ได้แก่ ปลุกปีติโสมนัส.
คำเป็นต้นว่า อาลมฺโพ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ระบุชื่อของเทพบุตรผู้ขับร้องประกอบเครื่องดนตรี โดยเอกเทศส่วนหนึ่ง แต่นั่นเป็นชื่อของเครื่องดนตรี. นางเทพธิดามีวีณาและโมกขาเป็นต้น.
บทว่า สุจิมฺหิตา คือ สุทธมิหิตา. อนึ่ง นั่นเป็นชื่อเหมือนกัน.
บทว่า มุทุกาวที ได้แก่ การขับร้องนุ่มนวลยิ่งนัก หรือเป็นเพียงชื่อ.
บทว่า เสยฺยาเส คือ ประเสริฐกว่า.
บทว่า อจฺฉรานํ คือ น่าสรรเสริญกว่าในการขับร้องหมู่ในเหล่าเทพอัปสร.
บทว่า ปโพธิกา คือ ทำการปลุกให้ตื่น.
บทว่า กาเลน คือ ตามกาลอันควร.
บทว่า อภิภาสนฺติ ได้แก่ กล่าวต่อหน้า หรือน่ายินดียิ่ง.
เทพอัปสรกล่าวโดยประการใด เพื่อแสดงประการนั้น จึงกล่าวว่า หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส ดังนี้.
บทว่า อิทํ ความว่า สถานที่อันเราได้แล้วนี้ หาความโศกมิได้ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าไม่มีความโศก เพราะมีพร้อมแห่งรูปเป็นต้นอันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่ารักและน่าพอใจ. ชื่อว่าน่าเพลิดเพลิน เพราะเพิ่มพูนความยินดีตลอดกาลทุกเมื่อ นั่นแล.
บทว่า ติทสานํ มหาวนํ ได้แก่ อุทยานทั้งใหญ่ ทั้งน่าบูชาของทวยเทพชั้นดาวดึงส์.
นางกล่าวโดยนัยเจาะจงว่า ชื่อว่าทิพยสมบัติเห็นปานนี้ย่อมได้ด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมเท่านั้น เมื่อแสดงโดยนัยไม่เจาะจงอีก ได้กล่าวคาถาว่า สุขํ อกตปุญฺญานํ ดังนี้.
เมื่อกล่าวธรรมโดยทิพยสถานอันตนได้แล้ว เป็นที่น่าใคร่ทั่วไปกับคนเหล่าอื่นอีก จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า เตสํ สหพฺยกามานํ ดังนี้.
บทว่า เตสํ คือ ทวยเทพชั้นดาวดึงส์.
บทว่า สหพฺยกามานํ คือ ปรารถนาอยู่ร่วมกัน. ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถกัตตุ [ผู้นำ].
ชื่อว่าสหวะ เพราะไปคือเป็นไปร่วมกัน. ภาวะแห่งผู้ไปร่วมกันนั้น ชื่อว่า สหพฺยํ เหมือนภาวะแห่งผู้กล้าหาญ ชื่อว่า วีริยํ.
พระเถระแสดงธรรมแก่เทวดานั้นพร้อมกับบริวาร เมื่อเทวดาทำบุญกรรมของตนให้แจ่มแจ้งแล้วอย่างนี้ กลับมาจากเทวโลกแล้วก็กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกแล.
จบอรรถกถาทาสีวิมาน -----------------------------------------------------