๘. นาวาวิมาน ที่ ๓
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๘. นาวาวิมานที่ ๓ ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาวาวิมานที่ ๓
|๘.๖๖| สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ นาริ อารุยฺห ติฏฺฐสิ โอคาฬฺหสิ โปกฺขรณึ ปทุมํ ฉินฺทสิ ปาณินา |๘.๖๗| กูฏาคารา นิเวสา เต วิภตฺตา ภาคโส มิตา ททฺทลฺลมานา อาภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา |๘.๖๘| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๘.๖๙| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๘.๗๐| สา เทวตา อตฺตมนา สมฺพุทฺเธเนว ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๘.๗๑| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก ทิสฺวาน ภิกฺขู ตสิเต กิลนฺเต อุฏฺฐาย ปาตุํ อุทกํ อทาสึ |๘.๗๒| โย เว กิลนฺตาน ปิปาสิตานํ อุฏฺฐาย ปาตุํ อุทกํ ททาติ สีโตทกา ตสฺส ภวนฺติ นชฺโช ปหูตมลฺยา พหุปุณฺฑรีกา |๘.๗๓| ตํ อาปคา อนุปริยนฺติ สพฺพทา สีโตทกา วาลุกสนฺถตา นที อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา |๘.๗๔| ตํ ภูมิภาเคหิ อุเปตรูปํ วิมานเสฏฺฐํ ภุสโสภมานํ ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก เอตาทิสํ ปุญฺญกตา ลภนฺติ |๘.๗๕| กูฏาคารา นิเวสา เม วิภตฺตา ภาคโส มิตา ททฺทลฺลมานา อาภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา |๘.๗๖| เตน เมตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๘.๗๗| เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ เอตสฺส กมฺมสฺส อยํ วิปาโก อุฏฺฐาย พุทฺโธ อุทกํ อปาสีติ ฯ นาวาวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรนางเทพนารี ท่านขึ้นนั่งวิมานเรือ อันบุญกรรมบุด้วยทองคำ เล่น ในสระโบกขรณีเก็บดอกประทุมอยู่ ท่านมีปราสาทเป็นเทวาลัยอันบุญ กรรมจัดแจงเนรมิตให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ รุ่งเรืองเป็น สง่าอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลสำเร็จ แก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่ง ทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพ มาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร นางเทพธิดานั้น อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถามแล้วมีใจยินดี ได้ทูล ตอบปัญหาแห่งผลกรรมที่ตรัสซักถามว่าในชาติก่อน ครั้งเมื่อหม่อมฉัน ยังเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุหลายรูปกระหาย น้ำเหน็ดเหนื่อยมาจึงถวายน้ำฉันโดยขมีขมัน ผู้ใดแลได้ถวายน้ำฉันโดย ขมีขมันแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสายมี น้ำเยือกเย็น ดาระดาษไปด้วยบัวขาว (ชายฝั่ง) มีหมู่ไม้จันทน์ และ มะม่วงขนาดเล็กมีรสหวานอยู่ล้นหลาม ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น ที่อยู่และ หมู่ไม้ของผู้นั้น มีแม่น้ำหลายสายล้อมรอบประจำ น้ำเย็นสนิท แม่น้ำ ทั้งหลายที่ทรายมูล ก็เกิดขึ้นแก่ผู้นั้น หมู่ไม้มะม่วง หมู่ต้นรัง หมู่ต้น หมากหอม หมู่ต้นชมพู่ หมู่ไม้ราชพฤกษ์ และต้นแคฝอยมากมาย มีผล ดกดื่นออกดอกชูสล้าง ก็เกิดขึ้นล้อมรอบวิมานของผู้นั้น เขาได้วิมานดี เยี่ยมงามนักหนาเช่นนั้น ว่ากันโดยพื้นที่แล้วมีลักษณะควรสรรเสริญ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ทั้งนั้น คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้แล้วต้องได้ผล เช่นนี้ หม่อมฉันมีปราสาทเป็นเทวาลัย อันบุญกรรมจัดเนรมิตมาให้แล้ว เป็นส่วนๆ โดยรอบทั้งสี่ทิศ งดงามเป็นสง่าอยู่ เพราะบุญนั้น หม่อม ฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่หม่อมฉันในวิมานนี้ เพราะบุญนั้น อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นแก่ หม่อมฉันเพราะบุญนั้น หม่อมฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกาย ของหม่อมฉันสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น คือ หม่อมฉันขมีขมันถวายน้ำแก่พระพุทธเจ้า. จบ นาวาวิมานที่ ๘.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. ตติยนาวาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่มีเรือเป็นพาหนะ เรื่องที่ ๓ (พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า)
เทพนารี เธอขึ้นอยู่บนเรือประทุนทอง ล่องลอยเข้าสู่สระโบกขรณี เด็ดดอกปทุมอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๘. ตติยนาวาวิมาน
วิมานเรือนยอดของเธอ จัดแบ่งไว้แต่ละส่วนอย่างเหมาะสม ส่องสว่างรุ่งเรืองรอบทั้ง ๔ ทิศ
เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ
เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ตถาคตขอถามว่า เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพธิดานั้นดีใจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถาม จึงทูลตอบปัญหาผลกรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ชาติก่อนหม่อมฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุหลายรูปผู้เหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำ จึงขมีขมันถวายน้ำให้ท่านดื่ม
ผู้ใดแล ขมีขมันถวายน้ำให้ภิกษุหลายรูป ผู้เหน็ดเหนื่อยกระหายน้ำได้ดื่ม แม่น้ำหลายสายมีกระแสน้ำใสเย็น มากไปด้วยสวนไม้ดอก มีบัวขาวอยู่มากมายย่อมเกิดแก่ผู้นั้น
วิมานนั้นมีแม่น้ำหลายสายไหลล้อมรอบอยู่ประจำ สายน้ำมีทรายมูล มีกระแสน้ำใสเย็น มีหมู่ไม้มะม่วง ไม้สาละ ไม้หมากหอม ไม้หว้า ไม้ราชพฤกษ์และหมู่ไม้แคฝอย ผลิดอกออกผลสะพรั่ง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๙. ปทีปวิมาน
วิมานอันเลอเลิศ มีภูมิภาคเช่นนั้น เป็นส่วนประกอบงดงามเหลือเกิน นี้เป็นผลของกรรมนั้นนั่นเอง ผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมได้วิมานเช่นนี้
วิมานที่อยู่ของหม่อมฉันมีเรือนยอด จัดแบ่งไว้แต่ละส่วนอย่างเหมาะสม ส่องสว่างรุ่งเรืองรอบทั้ง ๔ ทิศ
เพราะบุญนั้นผิวพรรณหม่อมฉันจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่หม่อมฉันในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน
ข้าแต่พระพุทธองค์ผู้ทรงอานุภาพมาก หม่อมฉันขอกราบทูลว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ หม่อมฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ นี้เป็นผลของกรรมที่พระพุทธองค์ทรงเสวยน้ำ ที่หม่อมฉันขมีขมันถวายนั้น ตติยนาวาวิมานที่ ๘ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาตติยนาวาวิมาน
ตติยนาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ เป็นต้น.
ตติยนาวาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ เสด็จถึงตำบลบ้านพราหมณ์ ชื่อถูณะ แคว้นโกศล. พวกพราหมณ์คหบดีชาวถูณะ ได้ยินมาว่า เขาว่าพระสมณโคดมเสด็จถึงเขตบ้านของพวกเราแล้ว.
ครั้งนั้น พราหมณคหบดีชาวถูณะที่ไม่เลื่อมใส เห็นผิด ตระหนี่เป็นปกติ คิดกันว่า ถ้าพระสมณโคดมเข้าบ้านนี้ประทับอยู่ ๒-๓ วัน ก็จะพึงทำชนนี้ทั้งหมดให้อยู่ในถ้อยคำของพระองค์ แต่นั้น พราหมณธรรม [ลัทธิ ธรรมเนียม ประเพณี] ก็จะไม่ได้ที่พึ่งพาอาศัย จึงพากันขวนขวาย จะไม่ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบ้านตำบลนั้นช่วยกันนำเรือที่เขาพักไว้ที่ท่าน้ำ ออกไปเสีย [ไม่ให้ข้าม] ช่วยกันสร้างสะพานทางเดินและแพไว้ ทั้งสร้างโรงประปาเป็นต้นไว้ด้วย ในหมู่บ้านตำบลนั้น เว้นบ่อน้ำไว้บ่อเดียว บ่อน้ำนอกนี้ก็ช่วยกันเอาหญ้าเป็นต้นถมให้เต็มแล้วปิดเสีย.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อุทานว่า ครั้งนั้นแล พราหมณคหบดีชาวถูณะพากันเอาหญ้าและฟางถมบ่อน้ำจนถึงปากบ่อ ด้วยประสงค์ว่า ขอสมณะโล้นเหล่านั้นอย่าได้ดื่มน้ำเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอาการวิปริตของคนเหล่านั้น ทรงเอ็นดูพวกเขา จึงพร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ข้ามแม่น้ำไปทางอากาศ เสด็จไปถึงถูณะ พราหมณคามตามลำดับ ทรงแวะออกจากทาง ประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง.
สมัยนั้น หญิงทาสีเทินหม้อน้ำจำนวนมาก เดินผ่านไปไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ในหมู่บ้านตำบลนั้น เขาทำกติกานัดหมายกันไว้ว่า ถ้าพระสมณโคดมจักเสด็จมา ณ ที่นี้ ไม่พึงทำการต้อนรับพระองค์เป็นต้น. พระสมณโคดมและเหล่าสาวกมาถึงเรือน ก็ไม่พึงถวายแม้แต่อาหาร.
หญิงทาสีภริยาของพราหมณ์คนหนึ่งในหมู่บ้านตำบลนั้น เดินถือหม้อน้ำ พบพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ รู้ว่าหมู่ภิกษุลำบากกาย กระหายน้ำ เพราะเดินเหนื่อยมา มีจิตเลื่อมใส ประสงค์จะถวายน้ำดื่ม จึงตกลงใจว่า
ถึงหากว่า ชาวบ้านของเราจะตั้งกติกากันไว้ว่า ไม่พึงถวายสิ่งไรๆ ไม่พึงทำสามีจิกรรมแก่พระสมณโคดมดังนี้แม้เมื่อเป็นดังนั้น ผิว่าเราได้พระทักขิไณยบุคคลซึ่งเป็นบุญเขตเช่นนี้แล้ว ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน แม้ด้วยเพียงถวายน้ำดื่มไซร้ครั้งไรเล่าเราจึงจักหลุดพ้นจากชีวิตลำเค็ญนี้ได้ นายของเราทั้งชาวบ้านเราทั้งหมดจะฆ่า จะจองจำเราก็ตามทีเถิดเราจักถวายปานียทาน น้ำดื่ม ในบุญเขตเช่นนี้ละ.
แม้จะถูกเหล่าทาสีที่เทินหม้อน้ำ คนอื่นๆ จะห้ามปราม ก็ไม่อาลัยในชีวิต ลดหม้อน้ำลงจากศีรษะประคองด้วยมือทั้ง ๒ แล้ววางลง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เกิดปีติโสมนัส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นิมนต์ให้เสวยน้ำดื่ม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นจิตเลื่อมใสของนาง เมื่อจะทรงอนุเคราะห์นาง จึงทรงกรองน้ำล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้วจึงเสวยน้ำดื่ม. น้ำในหม้อมิได้หมดสิ้นไปเลย. นางเห็นแล้วก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่งอีก ได้ถวายแก่ภิกษุอื่นๆ จนครบทุกรูป. น้ำก็มิได้สิ้นเปลืองหมดไป.
นางร่าเริงยินดี ยกหม้อที่เต็มน้ำอย่างเดิม เดินมุ่งหน้าไปยังเรือน.
พราหมณ์สามีของนางรู้ว่า นางถวายน้ำดื่ม เข้าใจว่าหญิงคนนี้ทำลายธรรมเนียมบ้านเสียแล้ว เราก็ต้องถูกครหาแน่ละ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงตบตีทั้งต่อยทั้งเตะนางล้มกลิ้งไปที่พื้น เพราะความพยายามนั้น นางก็สิ้นชีวิตไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.
วิมานอย่างเดียวกับที่กล่าวไว้ในปฐมนาวาวิมานก็เกิดแก่นาง.
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสสั่งว่า อานนท์ เธอจงนำน้ำจากบ่อมาให้เราทีเถิด. พระเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ชาวถูณะถมบ่อน้ำเสียแล้ว ไม่อาจนำน้ำมาถวายได้ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ทั้งครั้งที่สอง ทั้งครั้งที่สาม.
ในครั้งที่สาม พระเถระถือบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินบ่ายหน้าไปยังบ่อน้ำ เมื่อพระเถระกำลังเดินไป น้ำในบ่อก็เต็มล้นไหลไปโดยรอบ. หญ้าฟางทั้งหมดก็ลอยไหลออกไปเอง. น้ำที่ไหลนั้นก็เพิ่มสูงขึ้นๆ เต็มแหล่งน้ำแห่งอื่นๆ ล้อมหมู่บ้านตำบลนั้น ท่วมพื้นที่หมู่บ้านไว้. พวกพราหมณ์เห็นปาฏิหาริย์นั้น ก็เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงขอขมาพระผู้มีพระภาคเจ้า. น้ำหลากหลายก็หายวับไปทันที.
พราหมณ์เหล่านั้นจัดแจงสถานที่อยู่สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้าและหมู่ภิกษุ นิมนต์เพื่อเสวยในวันพรุ่งพอรุ่งขึ้นก็จัดมหาทาน เลี้ยงดูหมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยของเคี้ยวของกินอันประณีต. พราหมณ์คหบดีชาวถูณะทุกคน เข้าไปนั่งเฝ้าใกล้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเสวยเสร็จชักพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว.
สมัยนั้น เทวดาองค์นั้นพิจารณาสมบัติของตน ทบทวนถึงเหตุแห่งสมบัตินั้นก็รู้เหตุนั้นว่า ปานียทาน ถวายน้ำดื่มเกิดปีติโสมนัสว่า เอาเถิด เราจักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเดี๋ยวนี้แหละ เกิดความอุตสาหะว่าจำเราจักกระทำความที่สักการะแม้เล็กน้อยที่ทำให้ท่านผู้ปฏิบัติชอบ มีผลอันโอฬาร และปรากฏตัวในมนุษยโลกจึงมีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวารมาพร้อมกับวิมานที่ประกอบด้วยอุทยานเป็นต้นด้วยเทวฤทธิ์ ด้วยเทวานุภาพอันใหญ่ยิ่งทั้งที่หมู่มหาชนเห็นๆ อยู่นั้นแหละ ลงจากวิมานเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธประสงค์ จะประกาศผลกรรมให้ประจักษ์แก่บริษัทนั้น จึงตรัสถามเทวดาองค์นั้นด้วย ๔ คาถาว่า
ดูก่อนเทพนารี เจ้าขึ้นนาวาวิมานปิดทอง เจ้าลงเล่น
สระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ กูฏาคารนิเวศของเจ้าจัด
ไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสง
ก็ส่องแสงสว่างโดยรอบสี่ทิศ. เพราะบุญอะไร วรรณะของ
เจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่เจ้า และ
โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่เจ้า.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ตถาคตขอถามเจ้า ครั้ง
เกิดเป็นมนุษย์เจ้าได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร เจ้าจึงมี
อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของเจ้าจึงสว่างไสวไป
ทุกทิศ.
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า
เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถาม ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้.
คาถาที่เทวดากล่าวตอบมีว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน
ในมนุษยโลก ข้าพระองค์ พบภิกษุทั้งหลาย ลำบาก
กาย กระหายน้ำ จึงได้ขวนขวายถวายน้ำให้ท่านดื่ม
ผู้ใดแลขวนขวายถวายน้ำแก่ภิกษุทั้งหลายผู้ลำบาก
กาย กระหายน้ำ ให้ท่านดื่ม. แม่น้ำหลายสายที่มีน้ำ
เย็น มีสวนไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิด
มีแก่ผู้นั้น.
แม่น้ำหลายสายย่อมเรียงราย ไหลล้อมวิมาน
นั้นเป็นประจำ มีแม่น้ำที่มีน้ำเย็นลาดด้วยทราย มี
มะม่วง สาละ หมากหอม หว้า ราชพฤกษ์ และแค
ฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง. ผู้ทำบุญแล้วย่อมได้วิมาน
อันประเสริฐสุด ที่ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้นซึ่ง
งดงามนักหนา นี้เป็นผลของกรรมนั้นทั้งนั้น คนที่
ทำบุญแล้วย่อมได้ผลเช่นนี้.
กูฏาคารนิเวศ ของข้าพระองค์ จัดไว้พิมพ์
เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสง
จึงสว่างไปรอบทั้งสี่ทิศ. เพราะบุญนั้น วรรณะของ
ข้าพระองค์จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จ
แก่ข้าพระองค์ และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่
ข้าพระองค์. เพราะบุญนั้น ข้าพระองค์จึงมีอานุภาพ
รุ่งเรืองอย่างนี้ วรรณะของข้าพระองค์ จึงสว่างไสว
ไปทุกทิศ. นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้นของข้าพระองค์
เพราะพระพุทธองค์เสวยน้ำดื่ม เพื่อประโยชน์แก่
ข้าพระองค์โดยแท้.
ในคาถานั้น ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม เทวดาองค์นั้นยังมิได้ขึ้นเรือนั้น ยังมิได้ลงเล่นสระโบกขรณี ทั้งยังมิได้หักดอกปทุมก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เทวดาองค์นั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือนถึงอานุภาพของกรรม ก็ยังขวนขวายจะอยู่ในน้ำเสมอๆ จึงกระทำอย่างนั้นเพราะฉะนั้น ท่านกล่าวไว้ก็โดยจะแสดงการตัดกิริยา [การกระทำ] นั้นออกไปเสีย ก็ความข้อนี้มิใช่จะพึงเห็นในตติยนาวาวิมานนี้แห่งเดียวเท่านั้น ที่แท้ แม้ในวิมานหนหลังๆ ก็พึงเห็นอย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ มีคฤหาสน์ติดช่อฟ้าอันทำด้วยทอง.
บทว่า นิเวสา แปลว่า นิเวศน์. อธิบายว่า กูฏาคาร [ส่วนตัว] ทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิภตฺตา ภาคโส มิตา.
จริงอยู่ กูฏาคารเหล่านั้นเป็นศาลาสี่หลัง มีรูปจัดจำแนก ประหนึ่งแบบพิมพ์ของกันและกัน ประหนึ่งกำหนดไว้เป็นส่วนสัด เพราะมีขนาดเท่ากัน.
บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า เมื่อส่องแสง.
บทว่า อาภนฺติ ได้แก่ ส่องแสงสว่าง ด้วยข่ายรัศมีทองแกมแก้วมณี.
ด้วยบทว่า ภิกฺขู เทวดากล่าวหมายถึงหมู่ภิกษุที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
คำว่า มม นี้ เพ่งคำต้นและคำหลังประกอบความในคำนี้อย่างนี้ว่า แห่งกรรมของข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์.
คำว่า อุทกํ อปายิ เทวดากล่าวถึงอุทกทานถวายน้ำนี้ใด ทิพยสมบัติก็เป็นผลแห่งบุญกรรมนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงเป็นทักขิไณยบุคคลเลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ได้เสวยน้ำที่ข้าพระองค์ถวายแล้ว ก็เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์.
คำที่เหลือก็มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงกระทำพระธรรมเทศนาเป็น สามุกฺกํสิกา [ยกขึ้นแสดงเอง] ก็ทรงประกาศสัจจะ ๔ แก่เทวดาผู้มีใจเลื่อมใสแล้วด้วยประการฉะนี้ จบเทศนา เทวดาองค์นั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
พระธรรมเทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันด้วย.
จบอรรถกถาตติยนาวาวิมาน -----------------------------------------------------