อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๒๘

๙. อภยเถรีคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. อภยเถรีคาถา สุภาษิตสอนมิให้ติดกาย

ข้อ ๔๒๘

|๔๒๘.๓๕| ๙ อภเย ภิทุโร กาโย ยตฺถ สตฺตา ปุถุชฺชนา นิกฺขิปิสฺสามิมํ เทหํ สมฺปชานา ปฏีสตา ฯ |๔๒๘.๓๖| พหูหิ ทุกฺขธมฺเมหิ อปฺปมาทรตาย เม ตณฺหกฺขโย อนุปฺปตฺโต กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ อภยตฺเถรี ฯ

ดูกรพระอภยเถรี ปุถุชนทั้งหลายเป็นผู้ข้องอยู่ในกายใด กายนั้นเป็น ของไม่เที่ยง เพราะมีอันแตกไปเป็นสภาพ เรามีสติรู้สึกตัวอยู่ว่า เรา อันทุกข์มากมายถูกต้องแล้ว จักละทิ้งร่างกายนี้ไว้ เราผู้ยินดีแล้วใน ความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ทำคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าเสร็จแล้ว.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. อภยาเถรีคาถา ภาษิตของพระอภยาเถรี พระอภยาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๓๕

อภยา กายซึ่งปุถุชนทั้งหลายข้องอยู่ มีสภาวะที่จะต้องแตกไป เราจะเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะอยู่เฉพาะหน้า ละทิ้งกายนี้เสีย

ข้อ ๓๖

เราถูกทุกข์มากมายกระทบแล้ว จึงยินดีในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. อรรถกถาอภยาเถรีคาถา

คาถาว่า อภเย ภิทุโร กาโย เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรีชื่ออภยา เป็นสหายของพระอภัยมาตุเถรี.

แม้พระเถรีชื่ออภยานี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล รู้ความแล้ว ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอรุณราช.

วันหนึ่ง พระเจ้าอรุณราชได้ประทานดอกอุบลหอม ๗ ดอกแก่เธอ เธอรับดอกอุบลเหล่านั้นแล้วนั่งคิดว่า เราประดับดอกอุบลเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร อย่ากระนั้นเลย เราจักเอาดอกอุบลเหล่านี้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ในเวลาภิกขาจาร เธอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส ต้อนรับบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก.

ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกรุงอุชเชนี รู้ความแล้ว เป็นสหายของพระอภัยมาตุเถรี. เมื่อพระอภัยมาตุเถรีบวช เธอเองก็บวชด้วยความสิเนหาพระเถรีนั้น อยู่ในกรุงราชคฤห์กับพระเถรีนั้น.

วันหนึ่งได้ไปป่าสีตวันเพื่อดูอสุภ พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นเอง ทรงทำอารมณ์ที่เธอเคยประสบมาไว้ต่อหน้า ประกาศความเป็นศพขึ้นพองเป็นต้นแก่เธอ เธอเห็นดังนั้น ยืนสลดใจอยู่.

พระศาสดาทรงแผ่รัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งอยู่ต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า

ดูก่อนอภยา ปุถุชนข้องอยู่ในกายใด กายนั้น

มีสภาพแตกดับ เรามีสติรู้สึกตัวจักทอดทิ้งร่างกายนี้

เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้ว

ในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้

ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

เวลาจบคาถา พระเถรีนั้นได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า

ในพระนครอรุณวดีมีกษัตริย์พระนามว่าอรุณราช ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของท้าวเธอ ข้าพเจ้าร้อยพวงมาลัยอยู่ ได้ถือดอกอุบลมีกลิ่นหอมเหมือนทิพย์ นั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ คิดขึ้นในขณะนั้นเองอย่างนี้ว่า เราจะได้ประโยชน์อะไรที่เอาพวงมาลัยเหล่านี้ประดับบนศีรษะของเรา เราเอาบูชาในพระญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดจะประเสริฐกว่า คนทั้งหลายเขาพากันบูชานับถือพระสัมพุทธเจ้า เราจะนั่งใกล้ประตู จักบูชาพระมหามุนีสัมพุทธเจ้าในเวลาที่เสด็จมา.

พระพิชิตมารงามดังต้นรกฟ้า หรือดังพญาไกรสรมฤคราช พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จมาตามถนน ข้าพเจ้าเห็นพระรัศมีของพระพุทธองค์แล้ว ร่าเริง สลดใจ ยังไม่ทันถึงประตู ก็บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ข้าพเจ้าทำดอกอุบลบานเต็มที่ ๗ ดอกเป็นที่กันแดดในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้นกันแดดอยู่เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า

ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริง ดีใจ ปลื้มใจ ประคองอัญชลี ทำจิตให้เลื่อมใสในกาลนั้น ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหมือนศีรษะของข้าพเจ้า เขากั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ กลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก. บางครั้งเมื่อหมู่ญาตินำข้าพเจ้าไป ครั้งนั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ก็กันแดดไว้ตลอดไปถึงบริษัทของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๗๐ องค์ เป็นอิสระในที่ทั้งปวง ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์ ชนทั้งปวงประพฤติตามข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีวาจาน่าเชื่อถือ ผิวพรรณของข้าพเจ้าเหมือนดอกอุบลและกลิ่นหอมฟุ้งไป ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า.

ข้าพเจ้าฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ บรรลุอภิญญาบารมี นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. ข้าพเจ้าฉลาดในสติปัฏฐาน มีสมาธิฌานเป็นโคจร ขวนขวายสัมมัปปธาน นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. ความเพียรของข้าพเจ้านำเอาธุระน้อยใหญ่ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ข้าพเจ้ามีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.

ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าเอาดอกไม้บูชา จึงไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.

____________________________

ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๔๘ สัตตอุปปลมาลิกาเถรีอปทาน

ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระอภยาเถรีได้เปลี่ยนคาถาเหล่านั้นแหละกล่าวเป็นอุทาน.

บรรดาบทเหล่านั้น พระอภยาเถรีเรียกตนเองด้วยบทว่า อภเย.

บทว่า ภิทุโร แปลว่า มีสภาพแตกทำลาย. ความว่า ไม่เที่ยง.

บทว่า ยตฺถ สตฺตา ปุถุชฺชนา ความว่า อันธปุถุชนเหล่านี้ข้องติด คือติดอยู่แล้วในกายใด ที่มีเวลาแตกทำลายเป็นปกติ เพราะสภาวะไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียดและปฏิกูล.

บทว่า นิกฺขิปิสฺสามิมํ เทหํ ความว่า เราไม่เพ่งเล็งเพราะไม่ยึดถืออีก จักซัด คือจักทิ้งร่างกาย คือกายที่เปื่อยเน่านี้.

ในคาถานั้น ท่านกล่าวเหตุ ด้วยบทว่า สมฺปชานา ปติสฺสตา.

บทว่า พหูหิ ทุกฺขธมฺเมหิ อธิบายว่า อันความทุกข์ไม่น้อยมีชาติและชราเป็นต้นถูกต้องแล้ว.

บทว่า อปฺปมาทรตาย ความว่า ยินดีแล้วในความไม่ประมาท กล่าวคือความไม่อยู่ปราศจากสติ เพราะได้ความสลดใจ ด้วยความเป็นผู้หยั่งลงสู่ทุกข์นั้นนั่นเอง.

คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.

ในคาถานี้มีปาฐะโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสว่า

ท่านพึงยินดีในความไม่ประมาท จงทอดทิ้ง

กายนี้ จงถึงความสิ้นตัณหา จงปฏิบัติคำสอนของ

พระพุทธเจ้า.

ก็คาถานี้ พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคีติตามทำนองที่พระเถรีกล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า อปฺปมาทรตาย เต ความว่า ท่านพึงเป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท.

จบอรรถกถาอภยาเถรีคาถาที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา