๖. กุมารเปตวัตถุ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๖. กุมารเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของกุมารเปรต
|๑๒๖.๖๕๔| ๖ สาวตฺถี นาม นครํ หิมวนฺตสฺส ปสฺสโต ตตฺถาสุํ เทฺว กุมารา ราชปุตฺตาติ เม สุตํ ฯ |๑๒๖.๖๕๕| ปมตฺตา รชนีเยสุ กามสฺสาทาภินนฺทิโน ปจฺจุปฺปนฺเน สุเข คิทฺธา น เต ปสฺสึสุ นาคตํ ฯ |๑๒๖.๖๕๖| เต ปุตฺตา จ มนุสฺสตฺตา ปรโลกํ อิโต คตา เต จ โฆเสนฺติ น ทิสฺสนฺโต ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ |๑๒๖.๖๕๗| พหูสุ วต สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเม อุปฏฺฐิเต นาสกฺขิมฺหา จ อตฺตานํ ปริตฺตโสตฺถึ กาตุํ สุขาวหํ ฯ |๑๒๖.๖๕๘| กึ ตโต ปาปกํ อสฺส ยนฺโน ราชกุลา จุตา อุปปนฺนา เปตวิสยํ ขุปฺปิปาสาสมปฺปิตา ฯ |๑๒๖.๖๕๙| สามิโน อิธ หุตฺวาน โหนฺติ อสฺสามิโน ตหึ มรนฺติ ขุปฺปิปาสาย มนุสฺสา อุนฺนโตนตา ฯ |๑๒๖.๖๖๐| เอวมาทีนวํ ญตฺวา อิสฺสรมานสมฺภวํ ปหาย อิสฺสรมทํ ภเว สคฺคคโต นโร กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ กุมารเปตวตฺถุ ฉฏฺฐํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า มีพระกุมาร ๒ องค์เป็นพระราชโอรสอยู่ใน พระนครสาวัตถี ข้างประเทศหิมพานต์ พระราชกุมารทั้ง ๒ องค์นั้นเป็น ผู้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจ ความยินดีในกาม ทรงติดอยู่ในความสุขปัจจุบัน ไม่ทรงเห็นสุขใน อนาคต ครั้นจุติจากความเป็นมนุษย์ไปจากโลกนี้สู่เปตโลกแล้ว เกิดเป็น เปรตไม่แสดงกายให้ปรากฏ ร้องประกาศกรรมชั่วของตนที่ได้กระทำไว้ ในกาลก่อนว่า เมื่อพระทักขิไณยบุคคลมีอยู่เป็นอันมาก และไทยธรรม อันเขาเข้าไปตั้งไว้ก็มีอยู่ พวกเราไม่อาจทำบุญอันนำมาซึ่งความสุขต่อไป แม้เล็กน้อย และทำตนให้มีความสวัสดีได้ อะไรจะพึงลามกกว่ากามนั้น พวกเราจุติจากราชกุลแล้วไปบังเกิดในเปตวิสัย พรั่งพร้อมไปด้วยความ หิวและความกระหาย เมื่อก่อน เคยเป็นเจ้าของในที่ใดในโลก ย่อม ไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นั้นอีก มนุษย์ทั้งหลายเจริญขึ้นแล้วเสื่อมลง ย่อม ตายเพราะความหิวและความกระหาย นรชนรู้โทษอันเกิดด้วยอำนาจ ความถือตัวว่าเป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว ละความเมาในความเป็นใหญ่ได้แล้ว พึงไปสู่สวรรค์ นรชนผู้มีปัญญาเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์. จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๖.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. กุมารเปตวัตถุ เรื่องกุมารเปรต (พระศาสดาตรัสว่า)
เราได้ฟังมาดังนี้ว่า ได้มีกุมารสององค์เป็นพระราชโอรส ในกรุงสาวัตถี ข้างป่าหิมพานต์
พระราชกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจ ความยินดีในกาม ทรงติดความสุขในปัจจุบัน ไม่ทรงเห็นถึงความสุขในอนาคต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๔. มหาวรรค] ๗. ราชปุตตเปตวัตถุ
ครั้นเคลื่อนจากความเป็นมนุษย์นี้ไปสู่ปรโลก ไม่ปรากฏกายให้ใครเห็น ร้องคร่ำครวญถึงกรรมชั่วครั้งก่อนของตน ณ ที่ใกล้กรุงสาวัตถีนี้ว่า
เมื่อพระทักขิไณยบุคคลมีอยู่มากหลาย และเมื่อไทยธรรมก็มีอยู่ แต่พวกเราไม่อาจทำบุญซึ่งจะนำความสุขมาให้ แล้วทำตนให้มีความสวัสดี(แม้เพียง)เล็กน้อย
อะไรจะพึงเลวกว่ากามนั้น อันเป็นเหตุให้พวกเราเคลื่อนจากราชสกุลแล้วไปอยู่เปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหาย
มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เคยเป็นเจ้าของในที่ใด ย่อมไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นั้นอีก เป็นผู้เจริญขึ้นแล้วเสื่อมลง ย่อมหมุนไปตามความหิวกระหาย
นรชนทราบถึงโทษ ซึ่งเกิดมีด้วยอำนาจความเมาในความเป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว ละความเมาในความเป็นใหญ่ได้แล้ว พึงไปสวรรค์ได้ เขามีปัญญาเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสวรรค์กุมารเปตวัตถุที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๖
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรต ๒ ตน จึงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า สาวตฺถิ นาม นครํ ดังนี้
ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี พระเจ้าโกศลมีพระโอรส ๒ พระองค์น่าเลื่อมใส กำลังอยู่ในปฐมวัย มัวเมาในความเป็นหนุ่ม กระทำกรรมคือคบหาภรรยาของคนอื่น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตที่หลังคู. ในเวลากลางคืน เปรตเหล่านั้นพากันรำพันด้วยเสียงอันน่าสะพรึงกลัว.
พวกมนุษย์ได้ฟังเสียงนั้น พากันสะดุ้งกลัว คิดว่า เมื่อพวกเราทำอย่างนี้ อวมงคลนี้ย่อมสงบ จึงพากันถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกและอุบาสิกาทั้งหลาย เพราะได้ยินเสียงนั้น อันตรายอะไรๆ ย่อมไม่มีแก่พวกท่าน เพื่อจะตรัสบอกเหตุแห่งเสียงนั้นแล้วแสดงธรรมแก่มนุษย์เหล่านั้น จึงได้ตรัสพระคาถาว่า :-
ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า มีพระกุมารสองพระองค์ เป็นพระราชโอรสอยู่ในกรุงสาวัตถี ข้างหิมวันตประเทศ พระราชกุมารทั้งสองพระองค์นั้นเป็นผู้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจความยินดีในกาม ทรงติดอยู่ในความสุขปัจจุบัน ไม่ทรงเห็นสุขในอนาคต ครั้นจุติจากความเป็นมนุษย์ไปจากโลกนี้สู่เปตโลกแล้ว เกิดเป็นเปรตไม่แสดงกายให้ปรากฏ ร้องประกาศกรรมชั่วของตนที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า
เมื่อพระทักขิไณยบุคคลมีอยู่เป็นอันมาก และไทยธรรมอันเขาเข้าไปตั้งไว้ก็มีอยู่ พวกเราไม่อาจทำบุญอันนำมาซึ่งความสุขต่อไปแม้เล็กน้อย และทำตนให้มีความสวัสดีได้ อะไรจะพึงลามกกว่ากามนั้น พวกเราจุติจากราชสกุลแล้วไปบังเกิดในเปตวิสัย พรั่งพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย
เมื่อก่อนในโลกนี้เคยเป็นเจ้าของในที่ใด ย่อมไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นั้นอีก มนุษย์ทั้งหลายเจริญขึ้นแล้วกลับเสื่อมลง ย่อมตายเพราะความหิวและความกระหาย นรชนรู้โทษอันเกิดด้วยอำนาจความถือตัวว่าเป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว ละความมัวเมาในความเป็นใหญ่ได้แล้วพึงไปสู่สวรรค์ นรชนผู้มีปัญญาเมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิติ เม สุตํ ความว่า เราได้เห็นด้วยญาณของตนอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ โดยที่แท้ เราได้ฟังมาอย่างนี้โดยที่ปรากฏในโลก.
บทว่า กามสฺสาทาภินนฺทิโน ได้แก่ มีปกติเพลิดเพลินด้วยอำนาจความยินดีในกามคุณ.
บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนสุเข คิทฺธา ได้แก่ เป็นผู้ติด คือข้องในอารมณ์รักว่าความสุขที่เป็นปัจจุบัน.
บทว่า น เต ปสฺสึสุนาคตํ ความว่า พระราชกุมารทั้งสองนั้นละทุจริต ประพฤติสุจริต ไม่คิดถึงสุขที่จะพึงได้ในเทวดาและมนุษย์ในอนาคต คือในกาลต่อไป.
บทว่า เตธ โฆเสนฺตุทิสฺสนฺตา ความว่า เปรตเหล่านั้นเมื่อก่อนเป็นราชโอรส มีรูปไม่ปรากฏ ร้องคร่ำครวญอยู่ในที่ใกล้กรุงสาวัตถีนี้. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า คร่ำครวญว่าอย่างไร? ท่านจึงกล่าวว่า ตนได้ทำกรรมชั่วไว้ในกาลก่อน.
บัดนี้ เพื่อจะแสดงจำแนกเหตุแห่งการคร่ำครวญของเปรตเหล่านั้น โดยเหตุและผล ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อพระทักขิไณยบุคคลมีอยู่มาก ดังนี้เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูสุ วต สนฺเตสุ ได้แก่ เมื่อพระทักขิไณยเป็นอันมากมีอยู่.
บทว่า เทยฺยธมฺเม อุปฏฺฐิเต ความว่า แม้เมื่อไทยธรรมที่ควรให้อันเป็นของตนอันไว้แล้วในที่ใกล้. อธิบายว่า อันจะได้อยู่.
บทว่า ปริตฺตํ สุขาวหํ มีวาจาประกอบความว่า เราไม่อาจทำบุญอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขในอนาคตแม้มีประมาณน้อย แล้วทำตนให้มีความสวัสดี คือให้ปราศจากอุปัทวันตราย.
บทว่า กึ ตโต ปาปกํ อสฺส ความว่า ชื่อว่ากรรมอันเป็นบาปคือลามกกว่านั้น จะพึงกลายเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร.
บทว่า ยํ โน ราชกุลา จุตา ความว่า เพราะบาปกรรมอันใด พวกเราจึงจุติจากราชสกุล เกิดในเปตวิสัยนี้ คือบังเกิดในหมู่เปรตเพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหายเที่ยวไปอยู่.
บทว่า สามิโน อิธ หุตฺวาน ความว่า เมื่อก่อน ราชบุตรเป็นเจ้าของเที่ยวไปในที่ใดในโลกนี้ แต่ไม่เป็นเจ้าของในที่นั้นนั่นเอง.
ด้วยบทว่า มนุสฺสา อุนฺนโตนตา ท่านแสดงว่า ในเวลาเป็นมนุษย์ ราชกุมารเหล่านั้นเป็นเจ้าของ ทำกาละแล้วเสื่อมลงด้วยอำนาจกรรม เพราะความหิวกระหาย ท่านจงเห็นปกติของสงสาร.
บทว่า เอตมาทีนวํ ญตฺวา อิสฺสรมทสมฺภวํ ความว่า นรชนรู้โทษ กล่าวคือการเกิดในอบายอันเกิดด้วยความเมาในความเป็นใหญ่นี้ แล้วละความเมาในความเป็นใหญ่เสีย ขวนขวายเอาแต่บุญ.
บทว่า ภเว สคฺคคโต นโร ความว่า พึงไปสวรรค์ คือเทวโลกเท่านั้น.
พระศาสดาครั้นตรัสประวัติของเปรตเหล่านั้นด้วยประการดังนี้แล้ว ทรงให้อุทิศทานที่มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นกระทำแก่พวกเปรตเหล่านั้น แล้วทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัยของบริษัทผู้ประชุมกัน.
เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล.
จบอรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๖ -----------------------------------------------------