อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ

๓. ปิฐวิมาน ที่ ๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 8 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. ปิฐวิมานที่ ๓ ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปิฐวิมานที่ ๓

ข้อ

|๓.๑๕| ปีฐนฺเต โสวณฺณมยํ อุฬารํ มโนชวํ คจฺฉติ เยนกามํ อลงฺกเต มาลฺยธเร สุวตฺเถ โอภาสสิ วิชฺชุริวพฺภกูฏํ |๓.๑๖| เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๓.๑๗| ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๓.๑๘| สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลาเนน ปุจฺฉิตา ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๓.๑๙| อปฺปสฺส กมฺมสฺส ผลํ มเมทํ เยนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก |๓.๒๐| อทฺทสํ วิรชํ ภิกฺขุํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ ตสฺส อทาสิหํ ปีฐํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ |๓.๒๑| เตน เมตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา |๓.๒๒| อกฺขามิ เต ภิกฺขุ มหานุภาว มนุสฺสภูตา ยมกาสิ ปุญฺญํ เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาวา วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ ปีฐวิมานํ ตติยํ ฯ

พระโมคคัลลานะถามว่า ตั่งทองคำของท่านอันใหญ่โต ลอยไปในที่ต่างๆ ได้เร็วดังใจตามปรารถนา ท่านมีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัย นุ่งห่มผ้าสวยงาม มีรัศมีเปล่งปลั่ง ดังสายฟ้าอันแลบออกจากกลีบเมฆ ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็น ที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรนาง เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่าน สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะถามแล้วมีใจยินดีได้พยากรณ์ปัญหา แห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ เพราะผลกรรมอันน้อยของดิฉัน เมื่อดิฉัน เกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลกในชาติก่อน ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือ ทั้งสองของตน ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ ดิฉันในที่นี้เพราะบุญนั้น และโภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ดิฉันเพราะบุญนั้น ข้าแต่ภิกษุผู้มีมหานุภาพ ดิฉันขอบอก แก่ท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญนั้น. จบ ปิฐวิมานที่ ๓

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๓. ตติยปีฐวิมาน ๓. ตติยปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่ง เรื่องที่ ๓ (พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)

ข้อ ๑๕

เทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรงภูษาสวยงาม วิมานตั่งทองคำของเธอช่างโอ่อ่า ล่องลอยไปในที่ต่างๆ ได้รวดเร็วสมใจปรารถนา เธอเปล่งรัศมีสว่างไสว ดังสายฟ้าแลบออกจากกลีบเมฆ

ข้อ ๑๖

เพราะบุญอะไรผิวพรรณเธอจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่เธอในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่เธอ

ข้อ ๑๗

เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามว่า เมื่อเธอเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไรเธอจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

ข้อ ๑๘

เทพธิดานั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมตามที่พระเถระถามว่า

ข้อ ๑๙

ดิฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ เพราะผลกรรมน้อยนิดของดิฉัน ชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก

ข้อ ๒๐

ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสประดุจธุลี มีใจผ่องใสไม่มัวหมอง เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายตั่งแด่ท่าน ด้วยมือทั้งสองของตน @เชิงอรรถ : @ กิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.วิ.อ. ๒๐/๒๙) @ ภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้วมีใจผ่องใสไม่มัวหมองด้วยกิเลสและไม่มีความดำริที่เศร้าหมอง (ขุ.วิ.อ. ๒๐/๒๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๔. จตุตถปีฐวิมาน

ข้อ ๒๑

เพราะบุญนั้นผิวพรรณดิฉันจึงงามเช่นนี้ ผลอันพึงปรารถนาจึงสำเร็จแก่ดิฉันในวิมานนี้ และโภคะทั้งมวลล้วนน่าพอใจจึงเกิดขึ้นแก่ดิฉัน

ข้อ ๒๒

ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอกราบเรียนว่า เพราะบุญที่ได้ทำไว้สมัยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ตติยปีฐวิมานที่ ๓ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาตติยปีฐวิมาน

ตติยปีฐวิมาน มีคาถาว่า ปีฐนฺเต โสวณฺณมยํ เป็นต้น.

เรื่องของตติยปีฐวิมานนั้นเกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์.

ดังได้สดับมา พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้อาหารแล้วประสงค์จะฉันในเวลาจวนแจ จึงเข้าไปยังเรือนหลังหนึ่งซึ่งเปิดประตูไว้.

ในเรือนหลังนั้น สตรีเจ้าของเรือนมีศรัทธาปสาทะ สังเกตรู้อาการของพระเถระ จึงกล่าวว่า มาเถิดเจ้าข้า ขอท่านโปรดนั่งตรงนี้ฉันอาหารเถิดค่ะ แล้วจัดตั่งอย่างดี ปูผ้าสีเหลืองข้างบน ได้บริจาคโดยมิได้มุ่งอะไร และตั้งความปรารถนาว่า ขอบุญของเรานี้จงเป็นปัจจัยให้ได้ตั่งทองในอนาคตกาลเถิด.

เมื่อพระเถระนั่งฉันอาหาร ณ ที่นั้น ล้างบาตรแล้วก็ลุกไป.

นางจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อาสนะนี้ ดีฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ขอได้โปรดใช้สอยเพื่ออนุเคราะห์ดีฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ.

พระเถระรับตั่งนั้น เพื่ออนุเคราะห์นาง แล้วให้ถวายแก่สงฆ์.

สมัยต่อมา นางเป็นโรคอย่างหนึ่งตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์.

คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในกถาพรรณนาปฐมวิมานนั่นแล.

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงถามว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรง

พัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร

เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกาย

คล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร

วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึง

สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.

ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน

ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร

ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน

จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

เทวดาองค์นั้นถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว

ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดีฉันอันเป็นเหตุ

ให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ครั้งเกิดเป็นมนุษย์

ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันได้พบ

ภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผู้ผ่องใส ไม่หม่นหมอง

ก็เลื่อมใส จึงได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือตนเอง เพราะ

บุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น

ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง

เกิดแก่ดีฉัน.

ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก

แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใด เพราะ

บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ

ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.

ก็ในคำคาถาที่ ๕ เป็นต้นว่า ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก ในชาติก่อนในมนุษยโลก นี้ ชาติศัพท์ใช้ในอรรถว่าสังขตลักษณะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ สงฺคหิตา ชาติจัดเข้ากับขันธ์ ๒.

ใช้ในอรรถว่านิกาย ได้ในบาลีเป็นต้นว่า นิคณฺฐา นาม สมณชาติ นิกาย [หมู่] สมณะ ชื่อนิครนถ์.

ใช้ในอรรถว่าปฏิสนธิ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยํ มาตุกุจฺฉิยํ ปฐมํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ปฐมํ วิญฺญาณํ ปาตุภูตํ ตทุปาทาย สาวสฺส ชาติ ปฐมจิต ปฐมวิญญาณอันใดเกิดปรากฏในท้องมารดา ความอาศัยปฐมจิตปฐมวิญญาณอันนั้นเกิด ชื่อว่าชาติ.

ใช้ในอรรถว่าตระกูล ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อกฺขิตฺโต อนุปกฏฺโฐ ชาติวาเทน เป็นผู้อันเขาไม่คัดค้าน ไม่รังเกียจ โดยกล่าวถึงชาติคือตระกูล.

ใช้ในอรรถว่าประสูติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สมฺปติชาโต อานนฺท โพธิสตฺโต ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ณ เดี๋ยวนี้.

ใช้ในอรรถว่าภพ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ชาติ [ภพ] ๑ บ้าง ๒ ชาติ [ภพ] บ้าง.

แม้ในที่นี้ ชาติศัพท์พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่าภพอย่างเดียว. เพราะฉะนั้น จึงมีความว่าในชาติก่อนคือในภพก่อน. อธิบายว่า ในอัตภาพก่อนที่ล่วงมาติดต่อกัน.

ก็คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ.

บทว่า มนุสฺสโลเก ได้แก่ ภพ คือมนุษยโลก. ท่านกล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์. ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาโอกาสโลก. ส่วนสัตวโลก ท่านกล่าวด้วยบทว่า มนุสฺเสสุ นี้แล้ว.

บทว่า อทฺทสํ แปลว่า เห็นแล้ว [พบแล้ว].

บทว่า วิรชํ ได้แก่ ชื่อว่าวิรชะ เพราะท่านปราศจากกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นแล้ว.

บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ ชื่อว่าภิกษุ เพราะท่านทำลายกิเลสเสียแล้ว. ชื่อว่าวิปปสันนะ เพราะท่านมีจิตผ่องใส เหตุไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส. ชื่อว่าอนาวิละ เพราะท่านมีความดำริไม่หม่นหมอง.

บทต้นๆ ในคำนี้เป็นคำกล่าวเหตุของบทหลังๆ ว่า เพราะเหตุที่ท่านปราศจากกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้น จึงชื่อว่าภิกษุ เพราะทำลายกิเลสเสียแล้ว เพราะเหตุที่ทำลายกิเลสเสียแล้ว จึงชื่อว่าวิปปสันนะ เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส ชื่อว่าอนาวิละ เพราะท่านเป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว.

หรือว่า บทหลังๆ เป็นคำกล่าวเหตุของบทต้นๆ. ชื่อว่าวิรชะ เพราะประกอบด้วยความไม่อาลัยในคุณเครื่องเป็นภิกษุ. จริงอยู่ ภิกษุเป็นผู้ทำลายกิเลสเสียแล้ว ชื่อว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้ผ่องใสแล้ว. จริงอยู่ ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส. ชื่อว่าวิปปสันนะ เพราะเป็นผู้มีความดำริไม่หม่นหมอง.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่าวิรชะ เพราะไม่มีกิเลสดุจธุลีคือราคะ. กล่าวว่าวิปปสันนะ เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วยโทสะ. กล่าวว่าอนาวิละ เพราะไม่มีความเกลือกกลั้วด้วยโมหะ. กล่าวว่าภิกษุ เพราะท่านผู้เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าภิกษุโดยปรมัตถ์.

คำว่า อทาสหํ ตัดบทว่า อทาสึ อหํ เราได้ถวายแล้ว.

บทว่า ปีฐํ ได้แก่ ตั่งอย่างดี [ภัทรบิฐ] ที่มีอยู่ในสำนักของดีฉันในครั้งนั้น.

บทว่า ปสนฺนา ได้แก่ มีจิตเลื่อมใส เพราะเชื่อในผลกรรมและเชื่อในพระรัตนตรัย.

บทว่า เสหิ ปาณิภิ ความว่า ดีฉันไม่ใช้คนอื่น จัดตั่งที่ควรน้อมเข้าไปด้วยมือของตนถวาย.

ในคาถานั้น เทวดาแสดงเขตสมบัติด้วยบทว่า วิรชํ ภิกขุํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นี้. แสดงเจตนาสมบัติด้วยบทว่า ปสนฺนา นี้. แสดงประโยคสมบัติด้วยบทว่า เสหิ ปาณิภิ นี้.

อนึ่ง เทวดาแสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ถวายโดยเคารพและถวายใกล้ชิด ด้วยบทว่า ปสนฺนา นี้. แสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ถวายด้วยมือตนเองและตามเข้าไปถวาย ด้วยบทว่า เสหิ ปาณิภิ นี้.

พึงทราบว่า เทวดาแสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ทำความยำเกรงถวาย ถวายตามกาล เพราะเป็นผู้รู้จักเวลานั่ง ด้วยการลาดผ้าสีเหลือง.

คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น.

จบอรรถกถาตติยปีฐวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา