๑๐. สามาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. สามาเถรีคาถา สุภาษิตชี้ผลการอยู่ในโอวาท
|๔๒๙.๓๗| ๑๐ จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ วิหารา อุปนิกฺขมึ อลทฺธา เจตโส สนฺตึ จิตฺเต อวสวตฺตินี ฯ ตสฺสา เม อฏฺฐมี รตฺติ ยโต ตณฺหา สมูหตา |๔๒๙.๓๘| พหูหิ ทุกฺขธมฺเมหิ อปฺปมาทรตาย เม ตณฺหกฺขโย อนุปฺปตฺโต กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ สามา ฯ ทุกนิปาโต สมตฺโต ฯ -------------
เรามีปกติไม่ยังใจให้อยู่ในอำนาจ จึงไม่ได้ความสงบใจ ต้องออกไปจาก วิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง จำเดิมแต่เราได้รับโอวาทในสำนักพระอานนทเถระ เป็นวันที่ ๘ ตัณหาอันเราถอนขึ้นแล้ว เราเป็นผู้อันทุกข์เป็นอันมาก ถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว. จบ ทุกนิบาต.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. สามาเถรีคาถา ภาษิตของพระสามาเถรี พระสามาเถรี(ได้กล่าวภาษิตนี้ว่า)
เราบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากที่อยู่ถึง ๔-๕ ครั้ง ตั้งแต่ได้รับโอวาทของพระอานนทเถระแล้ว ในคืนที่ ๘ เรานั้นจึงถอนตัณหาได้
เราถูกทุกข์มากมายกระทบแล้ว จึงยินดีในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ทุกนิบาต จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๖๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อรรถกถาสามาเถรีคาถา
คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรีชื่อสามา.
แม้พระเถรีชื่อสามานี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวอยู่ในในสุคติทั้งหลายนั่นแล ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาลในกรุงโกสัมพี มีชื่อว่าสามา.
นางสามานั้นรู้ความแล้ว เป็นสหายรักของอุบาสิกาสามาวดี เมื่ออุบาสิกาสามาวดีตาย เกิดความสังเวช บวชครั้นบวชแล้วไม่อาจบรรเทาความโศกที่เกิดขึ้นเพราะนึกถึงอุบาสิกาสามาวดี จึงไม่อาจยึดเอาอริยมรรคไว้ได้.
กาลต่อมา นางได้ฟังโอวาทของพระอานนทเถระผู้นั่งอยู่บนอาสนศาลา เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น.
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน เมื่อประกาศการปฏิบัตินั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาเป็นอุทานว่า
เราทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความ
สงบใจต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง เรานั้น
ถอนตัณหาขึ้นแล้วในวันที่ ๘ จากวันที่ได้รับโอวาท
ของพระอานนทเถระ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูก
ต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุความ
สิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ วิหารา อุปนิกฺขมึ ความว่า
เรานั่งมนสิการวิปัสสนาอยู่ในวิหารอันเป็นที่อยู่ของเรา ไม่อาจทำสมณกิจให้ถึงที่สุดได้ จึงคิดว่า วิปัสสนาของเราสืบต่อกับมรรค ไม่ได้เพราะไม่มีฤดูเป็นที่สบายหรือหนอ ได้ออกนอกวิหารซึ่งเป็นที่พักพิง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง รวมเป็น ๙ ครั้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลทฺธา เจตโส สนฺตึ จิตฺเต อวสวตฺตินี ดังนี้.
บทว่า เจตโส สนฺตึ ในคาถานั้น ท่านกล่าวหมายอริยมรรคสมาธิ.
บทว่า จิตฺเต อวสวตฺตินี ความว่า ทำภาวนาจิตของเราให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มีความเพียรสม่ำเสมอ.
ได้ยินว่า พระเถรีนั้นประคับประคองความเพียรมากเกินไป.
บทว่า ตสฺสา เม อฏฺฐมี รตฺติ ความว่า
พระเถรีไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน เจริญวิปัสสนาตั้งแต่ได้รับโอวาทในสำนักของพระอานนทเถระ ออกจากวิหารคืนหนึ่ง ๔-๕ ครั้ง ยังมนสิการให้เป็นไป ไม่บรรลุคุณวิเศษ ในราตรีที่ ๘ ได้ความเพียรสม่ำเสมอ ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปตามลำดับมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตสฺสา เม อฏฺฐมี รตฺติ ยโต ตณฺหา สมูหตา ดังนี้.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาสามาเถรีคาถาที่ ๑๐ จบอรรถกถาทุกนิบาต -----------------------------------------------------