อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๓

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัฏฐกุณฑลีวิมาน

ข้อ ๘๓

|๘๓.๙๒๘| ๙ อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี มาลาธารี หริจนฺทนุสฺสโท พาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ วนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ ฯ |๘๓.๙๒๙| โสวณฺณมโย ปภสฺสโร อุปฺปนฺโน รถปญฺชโร มม ตสฺส จกฺกยุคํ น วินฺทามิ เตน ทุกฺเขน ชหิสฺสามิ ชีวิตนฺติ ฯ |๘๓.๙๓๐| โสวณฺณมยํ มณิมยํ โลหิตงฺคมยํ อถ รูปิยมยํ อาจิกฺข เม ตุวํ ภทฺทมาณว จกฺกยุคํ ปฏิลาภยามิ เตติ ฯ |๘๓.๙๓๑| โส มาณโว ตสฺส ปาวทิ จนฺทิมสุริยา อุภเยตฺถ ทิสฺสเร โสวณฺณมโย รโถ มม เตน จกฺกยุเคน โสภตีติ ฯ |๘๓.๙๓๒| พาโล โข ตฺวมสิ มาณว โย ตฺวํ ปตฺถยสิ อปตฺถิยํ มญฺญามิ ตุวํ มริสฺสสิ น หิ ตุวํ ลจฺฉสิ จนฺทิมสุริเยติ ฯ |๘๓.๙๓๓| คมนาคมนํปิ ทิสฺสติ วณฺณธาตุ อุภยตฺถ วีถิยา เปโต ปน กาลกโต น ทิสฺสติ โก นีธ กนฺทตํ พาลฺยตโรติ ฯ |๘๓.๙๓๔| สจฺจํ โข วเทสิ มาณว อหเมว กนฺทตํ พาลฺยตโร จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ เปตํ กาลกตาภิปตฺถยนฺติ |๘๓.๙๓๕| อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ |๘๓.๙๓๖| อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ |๘๓.๙๓๗| สฺวาหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ สีตภูโตสฺมิ นิพฺพุโต น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ |๘๓.๙๓๘| เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ |๘๓.๙๓๙| ยญฺจ กนฺทสิ ยญฺจ โรทสิ ปุตฺตํ อาฬาหเน สยํ ฑหิตฺวา สฺวาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ฯ |๘๓.๙๔๐| อปฺปํ วา พหุํ วา น อทฺทสามิ ทานํ ททนฺตสฺส สเก อคาเร อุโปสถกมฺมํ วา ตาทิสํ เกน กมฺเมน คโตสิ เทวโลกนฺติ ฯ |๘๓.๙๔๑| อาพาธิโกหํ ทุกฺขิโต คิลาโน อาตูรรูโปมฺหิ สก นิเวสเน พุทฺธํ วิคตรชํ วิติณฺณกงฺขํ อทฺทกฺขึ สุคตํ อโนมปญฺญํ |๘๓.๙๔๒| สฺวาหํ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต อญฺชลึ อกรึ ตถาคตสฺส ตาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ฯ |๘๓.๙๔๓| อจฺฉริยํ วต อพฺภูตํ วต อญฺชลีกมฺมสฺส อยมีทิโส วิปาโก อหํปิ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชามีติ ฯ |๘๓.๙๔๔| อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชาหิ ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต ตเถว สิกฺขาย ปทานิ ปญฺจ อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ |๘๓.๙๔๕| ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ อมชฺชโป โน จ มุสา ภณาหิ สเกน ทาเรน น โหหิ ตุฏฺโฐติ ฯ |๘๓.๙๔๖| อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม |๘๓.๙๔๗| อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ |๘๓.๙๔๘| ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐติ ฯ มฏฺฐกุณฺฑลิวิมานํ นวมํ ฯ

พราหมณ์ถามเทพบุตรนั้นว่า ท่านประดับแล้ว มีต่างหูอันเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีตัวลูบไล้ด้วย จันทน์แดง ประคองแขนทั้งสองข้างคร่ำครวญอยู่ในป่าช้า ท่านเป็น ทุกข์ถึงอะไรเล่า? มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาคู่ล้อ ของรถนั้นยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจักสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น. พราหมณ์กล่าวว่า ดูกรมาณพผู้เจริญ ท่านอยากได้คู่ล้อทำด้วยทองคำ ทำด้วยแก้ว ทำด้วย ทองแดง หรือทำด้วยเงิน ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้คู่ ล้อนั้น. มาณพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า พระจันทร์อาทิตย์ ย่อมปรากฏในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำ ย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น. พราหมณ์กล่าวว่า ดูกรมาณพ ท่านเป็นคนโง่ ที่ท่านมาปรารถนา สิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านจักตาย จักไม่ได้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง เลย. มาณพกล่าวว่า แม้การไปและการมาของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมี ของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้น ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคน ที่ตายล่วงลับไปแล้วย่อมไม่ปรากฏ เราทั้งสองคร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะ โง่กว่ากัน. พราหมณ์กล่าวว่า ดูกรมาณพ ท่านพูดจริง เราทั้งสองคนผู้คร่ำครวญอยู่ ข้าพเจ้าเองเป็น คนโง่กว่า เพราะข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้ อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น ท่านมารดข้าพเจ้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระ- วนกระวายทั้งปวงให้ดับเหมือนบุคคลดับไฟ ที่ลาดเปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ลูกศรคือความโศกอันเสียบแทงหทัยของข้าพเจ้า อันท่านผู้บรรเทาความ โศกถึงบุตรแก่ข้าพเจ้า ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้ว ดูกร- มาณพ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันท่านถอนขึ้นแล้ว เป็น ผู้เย็น ดับสนิท จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของท่าน ท่าน เป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร ไฉนข้าพเจ้าจะรู้จักท่านเล่า? มาณพกล่าวว่า ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใดบุตรคนนั้นคือ ข้าพเจ้า ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของเทพเจ้าชาวไตรทศ. พราหมณ์ถามว่า เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรม- เช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น ท่านไปสู่เทวโลกได้เพราะกรรมอะไร? มาณพกล่าวว่า เมื่อข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของ- ตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ข้ามพ้นความสงสัย ผู้เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ ทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าพเจ้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชาวไตรทศ เพราะทำกุศลกรรมนั้น. พราหมณ์กล่าวว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ผลของอัญชลีกรรมเป็นได้ถึงเช่นนี้ ถึงข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบานเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ ทีเดียว. มาณพกล่าวว่า ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็น ที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและ ด่างพร้อย คือ จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน จงเว้นการถือเอาสิ่งของ ที่เขามิได้ให้ในโลก จงยินดีด้วยภรรยาของตน อย่ากล่าวเท็จ อย่าดื่ม น้ำเมา. พราหมณ์กล่าวว่า ดูกรเทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งเกื้อกูล แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวก ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นนรเทพว่าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ โดยพลัน ของดเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ยินดีในภรรยา ของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา. จบ มัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่มัฏฐกุณฑลีมาณพ ผู้ทำใจให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าก่อนสิ้นใจ (พราหมณ์ถามเทพบุตรตนนั้นว่า)

ข้อ ๑๒๐๗

เจ้าประดับตกแต่งร่างกาย ใส่ต่างหูเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีกายลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญอยู่กลางป่า เจ้าเป็นทุกข์เรื่องอะไร @เชิงอรรถ : @ ห้วงน้ำคือกิเลส

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน (มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๐๘

เรือนรถที่ทำด้วยทองคำ งามผุดผ่องเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังหาล้อรถทั้งคู่นั้นไม่ได้ เพราะความทุกข์นั้น ข้าพเจ้าจักยอมสละชีวิต (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๐๙

พ่อมาณพผู้เจริญ ล้อทองคำ ล้อแก้วมณี ล้อทองแดง หรือล้อเงิน จงบอกข้ามา ข้าจะจัดล้อทั้งคู่ให้เจ้า

ข้อ ๑๒๑๐

มาณพนั้นกล่าวแก่พราหมณ์นั้นว่า ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทั้งสองย่อมปรากฏในท้องฟ้านั้น รถทองคำของข้าพเจ้าย่อมงามด้วยล้อทั้งคู่นั้น (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๑๑

พ่อมาณพ เจ้าโง่นัก ที่มาปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ข้าเข้าใจว่า เจ้าจักตายเสียเปล่า เพราะเจ้าไม่มีทางที่จะได้ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เลย (มาณพกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๑๒

แม้การโคจรไปมาของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ยังปรากฏอยู่ รัศมีก็ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตายไปแล้วย่อมไม่ปรากฏ เราทั้งสองผู้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครหนอโง่กว่ากัน (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๑๓

พ่อมาณพ เจ้าพูดจริงแท้ เราทั้งสองผู้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ข้านี่แหละโง่กว่า ที่มาปรารถนาคนที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้ดวงจันทร์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน

ข้อ ๑๒๑๔

เจ้าช่วยระงับข้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนคนใช้น้ำราดดับไฟที่ติดเปรียง

ข้อ ๑๒๑๕

เจ้าบรรเทาความเศร้าโศกถึงบุตรของข้าผู้กำลังเศร้าโศก ชื่อว่าได้ช่วยถอนลูกศรคือความโศก ซึ่งเสียบที่หัวใจของข้าขึ้นได้แล้วหนอ

ข้อ ๑๒๑๖

พ่อมาณพ ข้าซึ่งเจ้าช่วยถอนลูกศรคือความโศกขึ้นให้แล้ว ก็เย็นสงบแล้ว จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า (พราหมณ์เมื่อจะถามต่อไป จึงกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๑๗

เจ้าเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ เจ้าเป็นใคร เป็นบุตรของใครหรือ เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร (มาณพเปิดเผยตนแก่พราหมณ์นั้นว่า)

ข้อ ๑๒๑๘

ท่านเองเผาบุตรคนใดที่ป่าช้าแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใด บุตรคนนั้นคือข้าพเจ้า ซึ่งทำกุศลกรรมแล้ว ได้เกิดร่วมกับหมู่เทพชั้นไตรทศ (พราหมณ์ถามว่า)

ข้อ ๑๒๑๙

เมื่อเจ้าให้ทานน้อยหรือมาก ในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น ข้าพเจ้ามิได้เห็น เพราะกรรมอะไรเจ้าจึงไปเทวโลกได้ (มาณพตอบว่า)

ข้อ ๑๒๒๐

ข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ ทุกข์ทรมาน มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสดังธุลี ทรงข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ต่ำทราม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน

ข้อ ๑๒๒๑

ข้าพเจ้านั้นมีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใส ได้ทำอัญชลีกรรมแด่พระตถาคต ครั้นทำกุศลกรรมนั้นแล้ว ได้เกิดร่วมกับหมู่เทพชั้นไตรทศ (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๒๒

น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาแล้วหนอ อัญชลีกรรมมีผลเป็นได้ถึงเช่นนี้ แม้ข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกในวันนี้นี่เอง (มาณพกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๒๓

ท่านจงมีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกในวันนี้นี่แหละ อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย

ข้อ ๑๒๒๔

คือ จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ ยินดีเฉพาะภรรยาของตน อย่ากล่าวเท็จ อย่าดื่มน้ำเมา (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๒๕

เทวดาผู้น่าบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ หวังความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า

ข้อ ๑๒๒๖

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นเทพของนรชนเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ข้อ ๑๒๒๗

ข้าพเจ้าจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา มัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน

มัฏฐกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี เป็นต้น.

มัฏฐกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น พราหมณ์ชาวสาวัตถีคนหนึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ให้อะไรแก่ใครๆ เพราะไม่ให้นั่นเอง เขาจึงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า อทินนปุพพกะ ไม่เคยให้.

เขาไม่ต้องการเฝ้าพระตถาคต ไม่ต้องการแม้จะเห็นสาวกของพระตถาคต เพราะความเป็นคนโลภโดยเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาสอนบุตรของตนชื่อมัฏฐกุณฑลีว่า ลูก เจ้าไม่พึงไปหา ไม่พึงเห็นพระสมณโคดมและสาวกของพระองค์ แม้ตัวเขาเองก็ได้กระทำอย่างนั้น.

คราวนั้น บุตรของเขาป่วย พราหมณ์ไม่ได้ทำยารักษา เพราะกลัวเปลืองทรัพย์ เมื่อโรคกำเริบขึ้นจึงเชิญหมอมาดู. หมอทั้งหลายดูร่างกายของเขาแล้ว รู้ว่าเด็กนั้นรักษาไม่หายจึงหลีกไป. พราหมณ์คิดว่า เมื่อลูกตายในเรือน นำออกลำบาก จึงอุ้มบุตรให้นอนที่นอกซุ้มประตู.

ณ ราตรีปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นมัฏฐกุณฑลีมาณพหมดอายุ จะต้องตายในวันนั้นเอง และทรงเห็นโอกาสที่มาณพนั้นกระทำกรรมอันเป็นไปเพื่อนรก มีพระพุทธดำริว่า ถ้าเราไปในที่นั้น มาณพนั้นจักทำจิตให้เลื่อมใสเรา จักบังเกิดในเทวโลก จักเข้าไปหาบิดาที่ร้องไห้อยู่ในป่าช้า ให้บิดาสังเวช เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งเขาและบิดาของเขาจักมาหาเรา หมู่มหาชนจักประชุมกัน เมื่อเราแสดงธรรม จักมีการตรัสรู้ธรรมกันมากในที่นั้น.

ครั้นทรงทราบอย่างนี้แล้ว รุ่งเช้า ทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ประทับยืนเปล่งพระพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ ใกล้เรือนบิดาของมาณพมัฏฐกุณฑลี มาณพเห็นพระฉัพพัณณรังสีเหล่านั้นคิดว่า นั่นอะไร เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฝึกตนแล้ว คุ้มครองตนแล้ว มีพระอินทรีย์สงบโชติช่วงอยู่ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ และด้วยพระเกตุมาลาอันมีรัศมีวาหนึ่ง ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระพุทธสิริอันเปรียบมิได้ ด้วยพระพุทธานุภาพอันเป็นอจินไตย.

ครั้นเห็นแล้ว มาณพนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเสด็จถึงที่นี้แล้วหนอ ซึ่งพระองค์มีรูปสมบัติที่จะงำแม้พระอาทิตย์ ด้วยพระเดชของพระองค์ งำพระจันทร์ด้วยพระคุณที่น่ารัก งำสมณพราหมณ์ทั้งหมด ด้วยความเป็นผู้สงบระงับ อันความสงบระงับพึงมีในที่นี้นี่แหละ อัครบุคคลในโลกนี้ก็เห็นจะผู้นี้นี่เอง และก็เสด็จถึงที่นี้ก็เพื่อทรงอนุเคราะห์เราแน่แล้ว.

มาณพนั้นมีเรือนร่างอันปีติที่มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์สัมผัสแล้วตลอดกาล เสวยปีติโสมนัสไม่น้อย มีจิตเลื่อมใสนอนประคองอัญชลี.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเขาแล้ว มีพระดำริว่า เพียงเท่านี้ก็พอที่มาณพนี้จะเข้าถึงสวรรค์ ดังนี้ เสด็จหลีกไป.

แม้มาณพนั้นไม่ละปีติโสมนัสนั้นเลย ทำกาละตายไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ฝ่ายบิดาของเขาให้ทำสักการะสรีระแล้ว ในวันที่สองไปป่าช้าในเวลาเช้ามืด คร่ำครวญว่า โธ่เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี โธ่เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี เดินพลางร้องไห้พลาง วนไปรอบๆ ป่าช้า.

เทพบุตรตรวจดูความสมบูรณ์แห่งสมบัติของตน ทบทวนดูว่า เราทำกรรมอะไร จากไหนจึงมาที่นี้ ได้รู้อัตภาพก่อนของตน และเห็นความเลื่อมใสแห่งจิตที่เป็นไปในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงทำอัญชลีที่น่าจับใจ ในเวลาจะตายในอัตภาพนั้น เกิดความเลื่อมใสและความนับถือเป็นอันมากในพระตถาคตอย่างดียิ่งว่า โอ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพมาก.

ใคร่ครวญดูว่า อทินนปุพพกพราหมณ์ทำอะไรหนอ เห็นมาร้องไห้อยู่ในป่าช้า จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ เมื่อก่อน ไม่ทำแม้เพียงยารักษาเรามาบัดนี้ร้องไห้อยู่ในป่าช้า หาประโยชน์มิได้ เอาเถอะ เราจักให้พราหมณ์นั้นสังเวชแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศล ดังนี้แล้ว มาจากเทวโลกแปลงตัวเป็นมัฏฐกุณฑลีร้องไห้อยู่ ยืนประคองแขนคร่ำครวญอยู่ใกล้ๆ บิดาว่า โอ้ พระจันทร์ โอ้ พระอาทิตย์.

ครั้งนั้น พราหมณ์คิดว่า นี้มัฏฐกุณฑลีมาแล้ว ได้กล่าวกะเขาด้วยคาถาว่า

เจ้าแต่งตัว มีตุ้มหูเกลี้ยง ทรงมาลัยดอกไม้ ทาตัวด้วยจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ในกลางป่า เจ้าเป็นทุกข์หรือ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต แปลว่า ประดับแล้ว.

บทว่า มฏฺฐกุณฺฑลี ได้แก่ มีตุ้มหูที่ทำอย่างเกลี้ยงๆ ไม่แสดงลายดอกไม้และเครือเถาเป็นต้น เพื่อไม่ครูดสีร่างกาย.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มฏฺฐกุณฺฑลี แปลว่า ตุ้มหูที่บริสุทธิ์. อธิบายว่า ตุ้มหูที่ต้มแล้วเช็ดล้างด้วยหญิงคุธรรมชาติ แล้วเช็ดด้วยขนสุกร.

บทว่า มาลธารี ได้แก่ ทัดทรงมาลัยดอกไม้. อธิบายว่า ประดับมาลัยดอกไม้.

บทว่า หริจนฺทนุสสโท ความว่า เอาจันทน์แดงไล้ทาทั่วตัว.

บทว่า กึ เป็นคำถาม.

บทว่า ทุกฺขิโต แปลว่า ถึงความทุกข์.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กึ ทุกฺขิโต เป็นบทเดียวกัน ความว่า ถึงทุกข์ ด้วยความทุกข์อะไร.

ลำดับนั้น เทพบุตรกล่าวกะพราหมณ์ว่า

เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่องเกิดขึ้นแก่ข้า ข้าหาคู่ล้อรถนั้นยังไม่ได้ ข้าจะสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรนั้นว่า

พ่อมาณพผู้เจริญ เจ้าอยากได้คู่ล้อทองคำ แก้วมณี ทองแดงหรือเงินก็จงบอกแก่ข้า ข้าจะจัดคู่ล้อให้เจ้า.

มาณพได้ฟังดังนั้น คิดว่า พราหมณ์นี้ไม่ทำยารักษาลูก เห็นเราคล้ายลูกร้องไห้ พูดว่าจะทำล้อรถทองเป็นต้นให้ ช่างเถอะ จำเราจักข่มเขา จึงกล่าวว่า ท่านจักทำคู่ล้อแก่ข้าใหญ่เท่าไร เมื่อพราหมณ์กล่าวว่าใหญ่เท่าที่เจ้าต้องการ จึงขอว่า ข้าต้องการพระจันทร์และพระอาทิตย์ ขอท่านจงให้พระจันทร์พระอาทิตย์แก่ข้าเถิด.

มาณพนั้นกล่าวตอบพราหมณ์นั้นว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ทั้งสองย่อมปรากฏในท้องฟ้านั้น รถทองของข้าย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรว่า

พ่อมาณพ เจ้าเป็นคนโง่ที่มาปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ข้าเข้าใจว่าเจ้าจักตาย [เสียก่อน] จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์แน่นอน.

ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะพราหมณ์ว่า คนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งที่ปรากฏอยู่เป็นคนโง่ หรือว่าคนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่เป็นคนโง่.

แล้วกล่าวว่า

แม้การไปการมาของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ยังเห็นกันอยู่ รัศมีของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ยังเห็นกันอยู่ในวิถีทั้งสอง คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว ใครก็ไม่เห็น บรรดาเราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครโง่กว่ากัน.

พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว กำหนดในใจว่า เจ้านี่พูดถูกจึงกล่าวว่า

พ่อมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ข้านี่แหละเป็นคนโง่กว่าปรารถนาบุตรที่ตายล่วงลับไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น. หายโศกเศร้าเพราะถ้อยคำของมาณพนั้น เมื่อจะชมเชยมาณพ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

เจ้ามารดข้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนเอาน้ำรดไฟที่ราดเปรียงฉะนั้นเจ้าผู้ที่บรรเทาความโศกเศร้าถึงบุตรของข้าผู้เฝ้าแต่เศร้าโศก ชื่อว่าได้ถอนลูกศรคือความโศกที่เกาะหัวใจของข้าขึ้นได้แล้วพ่อมาณพ ข้าเป็นผู้ที่เจ้าถอนลูกศร คือความโศกขึ้นได้แล้ว ก็เป็นผู้ดับร้อน เย็นสนิท ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องร้องไห้ เพราะฟังเจ้า ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รถปญฺชโร ได้แก่ ตัวรถ.

บทว่า น วินฺทามิ แปลว่า ย่อมไม่ได้.

บทว่า ภทฺทมาณว เป็นคำร้องเรียก.

บทว่า ปฏิปาทยามิ แปลว่า จะจัดให้ ประสงค์ความว่า ท่านอย่าสละชีวิตเพราะไม่มีคู่ล้อ.

บทว่า อุภเยตฺถ ทิสฺสเร ความว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์ แม้ทั้งสองยังเห็นกันได้ในท้องฟ้านี้.

ย อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. อีกอย่างหนึ่ง แยกบทเป็น อุภเย เอตฺถ.

บทว่า คมนาคมนํ ความว่า การไปและการมาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ ยังเห็นกันได้ โดยลงและขึ้นทุกๆ วัน.

บาลีว่า คมโนคมนํ ก็มี ความว่าขึ้นและลง.

บทว่า วณฺณธาตุ ได้แก่ แสงสว่างของวรรณะที่เหลือแต่ความเย็น เป็นแสงสว่างน่ารัก [พระจันทร์] ที่เหลือแต่ความร้อน เป็นแสงสว่างที่กล้า [พระอาทิตย์].

บทว่า อุภยตฺถ พึงประกอบความว่า รัศมีแม้ในพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองก็ยังเห็นกันอยู่.

บทว่า วิถิยา ได้แก่ ในวิถีที่เป็นไป หรือในวิถีมีนาควิถีเป็นต้น ในท้องฟ้า.

บาลีว่า อุภเยตฺถ ก็มีบ้าง แยกบทว่า อุภเย เอตฺถ.

บทว่า พาลฺยตโร แปลว่า โง่กว่า คือโง่อย่างที่สุด.

พราหมณ์ฟังคาถานี้แล้วก็พิจารณาดูว่า เราปรารถนาเรื่องที่ไม่น่าจะได้แล้วหนอ จึงถูกไฟคือความโศกเผาอยู่อย่างเดียว ทำไมเรายังจะต้องการด้วยความพินาศและความทุกข์ซึ่งไร้ประโยชน์.

ครั้งนั้น เทพบุตรคลายรูปมัฏฐกุณฑลีกลับเป็นรูปทิพย์ของตนอย่างเดิม แต่พราหมณ์ไม่ได้ตรวจดูเทพบุตรนั้น พูดโดยใช้โวหารว่ามาณพอยู่อย่างเดิม กล่าวว่า สจฺจํ โข วเทสิ มาณว เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ ความว่า เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์.

บทว่า กาลกตาภิปตฺถยึ ความว่า ปรารถนาถึงคนที่ตายแล้ว. บาลีว่า อภิปตฺถยํ ก็มี.

บทว่า อาทิตฺตํ ได้แก่ เร่าร้อนด้วยไฟคือความโศก.

บทว่า นิพฺพาปเย ทรํ ความว่า ดับความกระวนกระวาย คือความเร่าร้อน เพราะความโศก.

บทว่า อพฺพุหิ แปลว่า ถอน คือยกขึ้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์บรรเทาความโศกได้แล้ว เห็นผู้ให้คำชี้แจงแก่ตนอยู่ในรูปเป็นเทวดา เมื่อจะถามว่า ท่านชื่ออะไร จึงกล่าวคาถาว่า

ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ทานในชาติก่อน ท่านเป็นใครหรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.

เทพบุตรแม้นั้นก็ได้ชี้แจงตนแก่พราหมณ์นั้นว่า

ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใด ข้าคือบุตรคนนั้น ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺจ กนฺทสิ ยญฺจ โรทสิ ความว่า ท่านร้องไห้ คือหลั่งน้ำตา ถึงมัฏฐกุณฑลีบุตรของท่านคนใด.

ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรนั้นว่า

เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น พวกเราก็มิได้เห็นเพราะกรรมอะไร ท่านจึงไปเทวโลกได้.

ในคาถานั้นประกอบความว่า หรืออุโบสถกรรมเช่นนั้น เราก็ไม่เห็น.

ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะพราหมณ์ว่า

ข้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้านั้นมีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้กระทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าทำกุศลกรรมนั้นจึงถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาพาธิโก แปลว่า เพียบด้วยความเจ็บป่วย.

บทว่า ทุกฺขิโต ความว่า เกิดทุกข์เพราะความเป็นคนเจ็บป่วย.นั้นแหละ.

บทว่า คิลาโน ได้แก่ กำลังจับไข้.

บทว่า อาตุรรูโป แปลว่า มีกายอันทุกขเวทนาเสียดแทง.

บทว่า วิคตรชํ แปลว่า มีกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นไปปราศแล้ว.

บทว่า วิติณฺณกงฺขํ ความว่า ข้ามพ้นความสงสัย เพราะถอนความสงสัยได้ทุกอย่าง.

บทว่า อโนมปญฺญํ ได้แก่ มีปัญญาบริบูรณ์. อธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู.

บทว่า อกรึ แปลว่า ได้กระทำแล้ว.

บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ.

เมื่อมาณพกำลังกล่าวอยู่อย่างนี้นั่นแล ทั่วเรือนร่างของพราหมณ์เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ เมื่อเขาจะประกาศปีตินั้น จึงกล่าวว่า

น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีหนอ อัญชลีกรรมมีผลเป็นได้ถึงเช่นนี้ แม้ข้าก็มีใจเบิกบาน มีจิตเลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ.

ในคาถานั้น ชื่อว่าอัจฉริยะ เพราะควรปรบมือ โดยที่เป็นไปไม่บ่อยนัก. ชื่อว่าอัพภูตะ เพราะไม่เคยมี.

พราหมณ์ครั้นแสดงความประหลาดใจด้วยบททั้งสองแล้วกล่าวว่า แม้ข้าก็มีใจเบิกบานมีจิตเลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ.

ลำดับนั้น เทพบุตรเมื่อจะประกอบพราหมณ์นั้นไว้ในการถึงสรณะและสมาทานศีล จึงกล่าวสองคาถาว่า

ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ.

อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เสีย จงเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงไม่ดื่มน้ำเมาและไม่กล่าวเท็จ จงยินดีด้วยภรรยาของตน.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ความว่า ท่านมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้ฉันใด ท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ว่าพระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้ฉันนั้นเหมือนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านมีจิตเลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยว่าเป็นที่พึ่งฉันใด ท่านมีจิตเลื่อมใสว่า นี้นำประโยชน์และความสุขมาทั้งในปัจจุบันและอนาคตโดยส่วนเดียว จงสมาทานคือจงประพฤติถือมั่นซึ่งศีลห้า อันเป็นบทคือเป็นส่วนแห่งสิกขาคืออธิศีลสิกขา หรือเป็นอุบายทางดำเนินถึงอธิจิตตสิกขาและอธิปัญญาสิกขา ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย เพราะไม่กำเริบและไม่เศร้าหมอง ฉันนั้นเหมือนกัน.

พราหมณ์ถูกเทพบุตรประกอบไว้ในการถึงสรณะและการสมาทานศีลอย่างนี้แล้ว. เมื่อจะรับคำของเทพบุตรนั้นด้วยเศียรเกล้า จึงกล่าวคาถาว่า

ข้าแต่เทวดาผู้น่าบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าเถิด ดังนี้.

เมื่อดำรงอยู่ในคำนั้น ได้กล่าวสองคาถาว่า

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมว่าเป็นสรณะที่พึ่งอันยอดเยี่ยม และข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนรเทพว่า เป็นสรณะที่พึ่ง.

ข้าพเจ้างดเว้นจากการฆ่าสัตว์อย่างฉับพลัน งดการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ข้าพเจ้าไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ และเป็นผู้ยินดีด้วยภรรยาของตน ดังนี้.

แม้คำนั้นก็รู้ง่ายเหมือนกัน.

แต่นั้น เทพบุตรคิดว่ากิจที่ควรกระทำแก่พราหมณ์ เราก็กระทำเสร็จแล้ว บัดนี้พราหมณ์คงจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเองดังนี้แล้วได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง.

แม้พราหมณ์ก็เกิดเลื่อมใสและนับถือมากในพระผู้มีพระภาคเจ้า และถูกเทวดาเตือน จึงบ่ายหน้าไปวิหารด้วยหมายใจจักเข้าเฝ้าพระสมณโคดม. มหาชนเห็นดังนั้น คิดว่า พราหมณ์นี้ไม่เข้าเฝ้าพระตถาคตตลอดกาลเท่านี้ วันนี้เข้าเฝ้าเพราะโศกถึงบุตร จักมีพระธรรมเทศนาเช่นไรหนอ จึงพากันติดตามพราหมณ์นั้นไป.

พราหมณ์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำปฏิสันถารแล้ว กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม คนไม่ให้ทานอะไร ๆ หรือไม่รักษาศีล เพียงแต่เลื่อมใสในพระองค์อย่างเดียว จะบังเกิดในสวรรค์ได้หรือ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ เมื่อย่ำรุ่งวันนี้ มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรได้บอกเหตุที่เข้าถึงเทวโลกของตนแก่ท่านแล้วมิใช่หรือ.

ขณะนั้น มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรมาปรากฏองค์พร้อมกับวิมาน ลงจากวิมาน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสุจริตที่เทพบุตรนั้นกระทำแล้ว ในที่ประชุมนั้น ทรงทราบว่าที่ประชุมมีความสบายใจ จึงทรงแสดงสามุกกังสิกเทศนา ธรรมแบบยกขึ้นแสดงเอง.

จบเทศนา เทพบุตร พราหมณ์และบริษัทที่ประชุมกัน รวมเป็นสัตว์แปดหมื่นสี่พันได้ตรัสรู้ธรรมแล.

____________________________

สามุกกํสิกํ แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นถือของเอาเอง คือทรงเห็นด้วยพระสยัมภูภาณ (ครัสรู้เอง) ได้แก่อริยสัจจเทศนา,

ตามแบบเรียน แปลว่า ธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง คือไม่ต้องปรารภคำถามเป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่เทศนาเรื่องอริยสัจ.

จบอรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา