๕. สุสารทเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. สุสารทเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับการพบเห็นคนดี
|๒๑๒.๗๕| ๕ สาธุ สุวหิตานํ ทสฺสนํ กงฺขา ฉิชฺชติ พุทฺธิ วฑฺฒติ พาลมฺปิ กโรนฺติ ปณฺฑิตํ ตสฺมา สาธุ สตํ สมาคโมติ ฯ สุสารโท เถโร ฯ
การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้เพรียบพร้อมด้วยศีลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษ จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. สุสารทเถรคาถา ภาษิตของพระสุสารทเถระ ทราบว่า ท่านพระสุสารทเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
การได้พบเห็นเหล่าสัตบุรุษผู้อบรมตนดีแล้วเป็นการดี เป็นเหตุให้ตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม เหล่าสัตบุรุษย่อมทำคนแม้ที่เป็นพาลให้กลายเป็นบัณฑิตได้ ฉะนั้น การสมาคมกับเหล่าสัตบุรุษจึงเป็นการดี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๓๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสุสารทเถรคาถา
คาถาของท่านพระสุสารทเถระ เริ่มต้นว่า สาธุ สุวิหิตาน ทสฺสนํ
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ ประสบความสำเร็จในบางส่วนของวิชชา เห็นโทษในกามทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรม อยู่ที่ชัฏแห่งป่าในหิมวันตประเทศ.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงเสด็จเข้าไปในเวลาภิกษาจาร. เขาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแต่ไกลทีเดียว มีใจเลื่อมใส ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตร แล้วใส่ผลไม้ที่มีรสหวาน แล้วน้อมถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับบาตรนั้นแล้วทรงทำอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้เป็นญาติของพระธรรมเสนาบดี ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามตามที่เขาขนานให้ว่า สุสารทะ เพราะเป็นคนมีปัญญาน้อย ในเวลาต่อมาฟังธรรมในสำนักของพระธรรมเสนาบดี ได้มีศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท อยู่ในอาศรม ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เครื่องบูชาไฟและเมล็ดบัวขาวของเรามีอยู่ เราใส่ไว้ในห่อ แล้วห้อยไว้บนยอดไม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา พระองค์ทรงพระประสงค์จะถอนเราขึ้น จึงเสด็จมาภิกขาเรา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้ถวายเมล็ดบัวแด่พระพุทธเจ้า
พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดังทองคำ สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังปีติให้เกิดแก่เรา ทรงนำสุขมาให้ในปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า
ด้วยการถวายเมล็ดบัวนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้ชอบ ท่านจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป
ด้วยกุศลมูลนั้นนั่นแล เราได้เสวยสมบัติแล้ว ละความชนะและความแพ้ บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชามีนามว่าสุมังคละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลโดยการชี้ถึงอานิสงส์และกิตติคุณในการพบท่านผู้เป็นสัตบุรุษ ได้กล่าวคาถาว่า
การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้เพียบพร้อมด้วยศีลาทิคุณ
ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสีย
ได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้งหลายย่อม
กระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น การ
สมาคมกับสัตบุรุษ จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ ได้แก่ เป็นความดีงาม. อธิบายว่า เป็นความเจริญ.
บทว่า สุวิหิตาน ทสฺสนํ ความว่า การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้เพียบพร้อมแล้ว เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึงลบนิคหิตเสีย.
ประกอบความว่า การเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีอัตภาพอันอบรมดีแล้ว ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้มีการแสดงธรรมอันจำแนกแจกจ่ายดีแล้วด้วยความอนุเคราะห์ในผู้อื่น เป็นความดี.
บทว่า ทสฺสนํ พึงทราบว่าเป็นตัวอย่าง เพราะเหตุที่แม้การฟังเป็นต้นก็นับว่ามีอุปการะมาก.
สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้กล่าวสอน ทำให้รู้แจ้ง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง เป็นผู้สามารถบอกพระสัทธรรมได้เป็นอย่างดี
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าวการเห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่านั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี ว่ามีอุปการะมาก ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ในคาถานี้ท่านกล่าวความเห็นไว้อย่างเดียว เพราะเหตุคุณสมบัตินอกนี้ มีความเห็นเป็นมูล.
บทว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นต้นเป็นคำบอกเหตุในการเห็นนั้น.
อธิบายว่า เมื่อการเห็นกัลยาณมิตรเช่นนั้น มีอยู่ กุลบุตรผู้มุ่งหาความรู้ ผู้ใคร่ประโยชน์ ย่อมเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมไต่ถามปัญหาโดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ดังนี้.
และกัลยาณมิตรเหล่านั้นย่อมบรรเทาความสงสัย ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีอย่างมิใช่น้อย แก่เขาได้
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ดังนี้. และเพราะเหตุที่กัลยาณมิตรเหล่านั้น ครั้นบรรเทาความสงสัยของกุลบุตรเหล่านั้นได้ ด้วยการแสดงธรรมแล้ว ย่อมยังความเห็นชอบในกรรมบถ และยังความเห็นชอบในวิปัสสนา ให้บังเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้น ฉะนั้น ความรู้ย่อมเจริญแก่กุลบุตรเหล่านั้น (อีกด้วย).
ก็ในกาลใด กุลบุตรเหล่านั้นเจริญวิปัสสนาแล้ว แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย (อริยสัจ) ในกาลนั้น วิจิกิจฉามีวัตถุ ๑๖ และมีวัตถุ ๘ ย่อมถูกตัด คือถูกถอนขึ้น ปัญญาคือความรู้ ย่อมเจริญโดยตรง สัตบุรุษทั้งหลายย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ ฉะนี้.
บทว่า ตสฺมา เป็นต้น เป็นคำเครื่องกล่าวซ้ำ (คำลงท้าย).
อธิบายว่า เพราะเหตุที่การเห็นสาธุชนทั้งหลาย เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้งหลายย่อมทำพาลชน ให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น คือ ด้วยเหตุนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษคือคนดี ได้แก่พระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ คือเป็นความดี หมายความว่า การประชุมร่วมกับสัตบุรุษเหล่านั้นเป็นความเจริญโดยชอบ ดังนี้.
จบอรรถกถาสุสารทเถรคาถา -----------------------------------------------------