อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๑๔

๔. ภุสเปตวัตถุ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 6 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. ภุสเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรต ๔ ตน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ ด้วยคาถานี้ความว่า

ข้อ ๑๑๔

|๑๑๔.๔๓๐| ๔ ภูสานิ เอโก สาลึ ปุนาปโร อยญฺจ นารี สกมํสโลหิตํ ตฺวญฺจ คูถํ อสุจึ อกนฺตํ ปริภุญฺชสิ กิสฺส อยํ วิปาโกติ ฯ |๑๑๔.๔๓๑| อยํ ปุเร มาตรํ หึสติ อยํ ปน กูฏวาณิโช อยํ มํสานิ ขาทิตฺวา มุสาวาเทน วญฺเจติ ฯ |๑๑๔.๔๓๒| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา ฯ สนฺเตสุ ปริคูยฺหามิ มา จ กิญฺจิ อิโต อทํ |๑๑๔.๔๓๓| มุสาวาเทน ฉาเทมิ นตฺถิ เอตํ มม เคเห สเจ สนฺตํ ปริคูยฺหามิ คูถํ เม โหตุ โภชนํ ฯ |๑๑๔.๔๓๔| ตสฺส กมฺมวิปาเกน มุสาวาทสฺส จูภยํ สุคนฺธสาลิโน ภตฺตํ คูถํ เม ปริวตฺตติ ฯ |๑๑๔.๔๓๕| อวชฺชานิ จ กมฺมานิ น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ทุคฺคนฺธํ กิมีนํ มีฬฺหํ ภุญฺชามิ จ ปิวามิ จาติ ฯ ภุสเปตวตฺถุ จตุตฺถํ ฯ

ท่านทั้ง ๔ นี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟลุกโชนโปรยใส่ ศีรษะของตนเอง อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยค้อนเหล็ก ส่วน คนที่เป็นหญิงเอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของตนเอง ส่วนท่านกิน คูถอันเป็นของไม่สะอาดไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร? ภรรยาของพ่อค้าโกงตอบว่า เมื่อชาติก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีศีรษะของฉันผู้เป็นมารดา ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้เป็นลูก สะใภ้ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท ดิฉันเมื่อ เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่กว่าสกุล ทั้งปวง เมื่อสิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้ อะไรจากของที่มีอยู่ ปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตแห่งข้าวสาลีอัน มีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถเพราะวิบากแห่งกรรม คือ มุสาวาท ของดิฉัน ก็กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะ ฉะนั้นดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถอันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน. จบ ภุสเปตวัตถุที่ ๔.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๔. ภุสเปตวัตถุ ๔. ภุสเปตวัตถุ เรื่องเปรตกอบแกลบ (พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามถึงบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ ตน ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๔๔๗

ท่านทั้ง ๔ ตนนี้ ตนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟกำลังลุกโชน โปรยใส่ศีรษะของตนเอง อีกตนหนึ่งเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะตนเองจนศีรษะแตก ส่วนตนนี้เป็นหญิงกินเนื้อส่วนหลังและโลหิตของตนเอง ส่วนท่านกินคูถซึ่งเป็นของไม่สะอาด ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นผลกรรมอะไร (นางเปรตซึ่งอดีตเคยเป็นภรรยาพ่อค้าโกงตอบว่า)

ข้อ ๔๔๘

เมื่อก่อน ผู้นี้ทำร้ายมารดา ส่วนผู้นี้เป็นพ่อค้าโกง ผู้นี้กินเนื้อแล้วแก้ตัวด้วยการกล่าวเท็จ

ข้อ ๔๔๙

ครั้งที่ดิฉันเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นหญิงแม่เรือน ใหญ่กว่าทุกคนในสกุล เมื่อสิ่งของที่ชนเหล่าอื่นขอได้ยังมีอยู่ก็เก็บซ่อนเสีย (โดยคิดว่า) เราจะไม่ให้อะไรๆ จากของที่มีอยู่นี้

ข้อ ๔๕๐

ปกปิดไว้ด้วยการกล่าวเท็จว่า ในเรือนของเราไม่มีสิ่งนี้ ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา

ข้อ ๔๕๑

เพราะวิบากทั้งสอง คือ วิบากแห่งการกระทำนั้นด้วย วิบากแห่งการกล่าวเท็จด้วย ภัตข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมจึงกลับกลายเป็นคูถสำหรับดิฉัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๓๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ [๓. จูฬวรรค] ๕. กุมารเปตวัตถุ

ข้อ ๔๕๒

อนึ่งกรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล เพราะกรรมย่อมไม่สูญหาย ฉะนั้น ดิฉันจึงต้องทั้งกินทั้งดื่มคูถ ซึ่งมีกลิ่นเหม็น มีหนอนภุสเปตวัตถุที่ ๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔

เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเปรต ๔ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสานิ เอโก สาลี ปุนาปโร ดังนี้.

ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี มีพ่อค้าโกงคนหนึ่งเลี้ยงชีพด้วยอเนสนากรรมมีการโกงด้วยตาชั่งเป็นต้น. เขาถือเอาฟ่อนข้าวสาลีเคล้าด้วยดินแดง ทำให้หนักกว่าเดิม ปนกับข้าวสาลีแดงแล้วขาย.

บุตรของเขาโกรธว่า คุณพ่อไม่ยอมให้เกียรติยกย่องมิตรสหายของเราผู้มาสู่เรือนเสียเลย ได้ถือเอาเชือกหนัง ๒ เส้น ตีศีรษะมารดา.

หญิงสะใภ้ของเขาลักกินเนื้อที่เก็บไว้สำหรับชนทั้งปวงแล้ว เมื่อถูกชนเหล่านั้นซักไซร้จึงให้คำสบถว่า ถ้าเรากินเนื้อนั้นจริง ก็ขอให้เราพึงเฉือนเนื้อสันหลังของตนแล้วกินทุกๆ ภพไปเถิด.

ฝ่ายภริยาของเขา เมื่อชนทั้งหลายพากันขออุปกรณ์บางอย่าง ก็ตอบว่าไม่มี. เมื่อถูกชนเหล่านั้นรบเร้า จึงได้ทำสบถด้วยมุสาวาทว่า ถ้าเรากล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่มีไซร้ ขอให้เราพึงเป็นผู้มีคูถเป็นอาหาร ในที่ที่เกิดแล้วเถิด.

สมัยต่อมาชนทั้ง ๔ คนนั้นทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตในดงไฟไหม้.

ในคน ๔ คนนั้น พ่อค้าโกงใช้มือทั้งสองข้างกอบเอาแกลบที่ลุกโพลงด้วยผลกรรมแล้ว เกลี่ยลงบนศีรษะของตนเอง เสวยทุกข์เป็นอันมาก. บุตรของเขาก็ใช้ค้อนเหล็กตีศีรษะตนเอง เสวยทุกข์ไม่ใช่น้อยเลย. หญิงสะใภ้ของเขาด้วยผลกรรม จึงใช้เล็บทั้งหลายที่ทั้งกว้างและยาวยิ่งนัก คมเป็นอย่างดี กรีดเนื้อแผ่นหลังของตนเองกิน เสวยทุกข์หาประมาณมิได้. พอภริยาของเขาน้อมนำข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ดี ปราศจากด่างดำ เข้าไปเท่านั้นก็กลายสำเร็จเป็นคูถ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอนนานาชนิด มีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดยิ่งนัก. ภริยานั้นเอามือทั้งสองข้างกอบคูถนั้นกิน เสวยทุกข์อย่างมหันต์.

เมื่อชนทั้ง ๔ คนเหล่านั้นเกิดในหมู่เปรตเสวยทุกข์อย่างมหันต์ด้วยอาการอย่างนี้. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อจาริกไปบนภูเขา วันหนึ่งไปถึงที่นั้น เห็นเปรตเหล่านั้น จึงถามถึงกรรมที่เปรตเหล่านั้น กระทำด้วยคาถานี้ว่า :-

ท่านทั้ง ๔ คนนี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟลุกโชน โปรยใส่ศีรษะตนเอง อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยค้อนเหล็ก ส่วนคนที่เป็นหญิง เอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุสานิ ได้แก่ ข้าวรีบ.

บทว่า เอโก แปลว่า ผู้หนึ่ง.

บทว่า สาลึ แปลว่า ข้าวสาลี.

จริงอยู่ บทว่า สาลึ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า โปรยแกลบแห่งข้าวสาลีที่ไฟลุกโชนลงบนศีรษะของตน.

บทว่า ปุนาปโร ตัดเป็น ปุน อปโร แปลว่า อีกคนหนึ่ง.

จริงอยู่ ท่านกล่าวหมายถึงผู้ตีศีรษะมารดาแล้วเอาค้อนเหล็กตีศีรษะตนเองจนถึงศีรษะแตก.

บทว่า สกมํสสโลหิตํ มีวาจาประกอบความว่า ย่อมกินเนื้อหลังและเลือดของตนเอง.

บทว่า อกนฺตํ แปลว่า ไม่น่าชอบใจ คือน่าเกลียด.

บทว่า กิสฺส อยํ วิปาโก ความว่า นี้เป็นผลแห่งบาปกรรมชนิดไหนซึ่งพวกท่านเสวย ณ บัดนี้.

เมื่อพระเถระถามถึงกรรมที่ชนเหล่านั้นกระทำอย่างนี้ ภริยาของพ่อค้าโกง เมื่อจะแจ้งถึงกรรมที่ชนทั้งหมดนั้นกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-

เมื่อก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีดิฉันผู้เป็นมารดา. ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ. ผู้นี้เป็นลูกสะใภ้ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท.

ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่แห่งสกุลทั้งปวง เมื่อสิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้อะไรๆ จากของที่มีอยู่เลยปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ไซร้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตรแห่งข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถ เพราะวิบากแห่งกรรม คือมุสาวาทของดิฉัน.

ก็กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถอันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน.

นางเปรตเมื่อจะแสดงถึงบุตรจึงได้กล่าวว่า อยํ ในคาถานั้น.

บทว่า หึสติ แปลว่า ใช้กำลังเบียดเบียน. อธิบายว่า ใช้ไม้ค้อนตี.

บทว่า กูฏวาณิโช แปลว่า พ่อค้าเลวทราม. อธิบายว่า ทำการค้าด้วยการหลอกลวง.

บทว่า มํสานิ ขาทิตฺวา ความว่า กินเนื้อที่ทั่วไปแก่คนเหล่าอื่นแล้ว หลอกลวงชนเหล่านั้นด้วยมุสาวาทว่า เราไม่ได้กิน.

บทว่า อคารินี ได้แก่ หญิงแม่เจ้าเรือน.

บทว่า สนฺเตสุ ความว่า เมื่อเครื่องอุปกรณ์ที่ชนเหล่าอื่นขอยังมีอยู่นั่นแล.

บทว่า ปริคุหามิ แปลว่า ปกปิด.

จริงอยู่ คำว่า ปริคุหามิ นี้ ท่านกล่าวด้วยกาลวิปลาส.

บทว่า มา จ กิญฺจิ อิโต อทํ ความว่า เราไม่ได้ให้แม้เพียงสิ่งอะไรๆ จากสิ่งอันเป็นของของเรานี้แก่ชนเหล่าอื่นผู้ต้องการ.

บทว่า ฉาเทมิ ความว่า ปกปิดด้วยมุสาวาทว่า สิ่งนี้ไม่มีอยู่ในเรือนของเรา.

บทว่า คูถํ เม ปริวตฺตติ ความว่า ข้าวสาลีมีกลิ่นหอมย่อมเปลี่ยนไป คือแปรไปโดยความเป็นคูถด้วยอำนาจกรรมของเรา.

บทว่า อวญฺฌานิ แปลว่า ไม่สูญเปล่า คือไม่ไร้ผล.

บทว่า น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ความว่า กรรมตามที่ตนได้สั่งสมไว้ยังไม่ให้ผล จะไม่สูญไปไหนเลย.

บทว่า กิมินํ ได้แก่ มีหนอน คือเกิดเป็นหมู่หนอนขึ้น.

บทว่า มีฬฺหํ แปลว่า คูถ.

คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.

พระเถระ ครั้นสดับคำของนางเปรตนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.

จบอรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา