๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา ภาษิตของพระนหาตกมุนีเถระ (พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า)
เธอเมื่ออยู่ในป่าใหญ่ เป็นสถานที่ลำบากหาปัจจัยได้ยาก ถูกโรคลมรบกวน จักทำอย่างไรละ ภิกษุ พระนหาตกมุนีเถระ(ได้กราบทูลว่า)
ข้าพระองค์จะแผ่ปีติสุขอันไพบูลย์ไปทั่วร่างกาย ครอบงำแม้ปัจจัยที่เศร้าหมอง อยู่ในป่าใหญ่
จะเจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่
พิจารณาเนืองๆ ถึงจิตที่บริสุทธิ์ ซึ่งหลุดพ้นจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว จะไม่มีอาสวะอยู่
อาสวะทั้งหมดของข้าพระองค์ที่มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้ไม่เหลือเลย และจะไม่เกิดขึ้นอีก
ขันธ์ ๕ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว ขันธ์เหล่านั้นดำรงอยู่อย่างถูกตัดรากถอนโคนแล้ว ข้าพระองค์ได้บรรลุความสิ้นทุกข์แล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๑๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา สุภาษิตแสดงความพอใจในการอยู่ป่า พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
|๓๕๗.๔๓๕| ๑๑ วาตโรคาภินีโต ตฺวํ วิหรํ กานเน วเน ปวิฏฺฐโคจเร ลูเข กถํ ภิกฺขุ กริสฺสสิ ฯ |๓๕๗.๔๓๖| ปีติสุเขน วิปุเลน ผริตฺวาน สมุสฺสยํ ลูขมฺปิ อภิสมฺโภนฺโต วิหริสฺสามิ กานเน ฯ |๓๕๗.๔๓๗| ภาเวนฺโต สตฺต โพชฺฌงฺเค อินฺทฺริยานิ พลานิ จ ฌานสุขุมสมฺปนฺโน วิหริสฺสํ อนาสโว ฯ |๓๕๗.๔๓๘| วิปฺปมุตฺตํ กิเลเสหิ สุทฺธจิตฺตํ อนาวิลํ อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขนฺโต วิหริสฺสํ อนาสโว ฯ |๓๕๗.๔๓๙| อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ เย เม วิชฺฌึสุ อาสวา สพฺเพ อเสสา อุจฺฉินฺนา น จ อุปฺปชฺชเร ปุน ฯ |๓๕๗.๔๔๐| ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺญาตา ติฏฺฐนฺติ ฉินฺนมูลกา ทุกฺขกฺขโย อนุปฺปตฺโต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ นฺหาตกมุนิ เถโร ฯ
ดูกรภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่อันปราศจากโคจร เป็นป่าเศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร? พระนหาตกมุนีกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักยังปีติ และความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไปสู่ร่างกายครอบงำ ปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ และจักเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ถึงพร้อมด้วยสุขอันเกิดแต่ฌาน จักเป็นผู้หมดอาสวะอยู่ ข้าพระองค์จักพิจารณาเนืองๆ ซึ่งจิตอันบริสุทธิ์ หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้หมดอาสวะอยู่ อาสวะทั้งปวงของข้าพระองค์ ซึ่งมีอยู่ ทั้งภายในและภายนอก ข้าพระองค์ถอนขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป เบญจขันธ์ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว มีรากอันขาดแล้ว ตั้งอยู่ ธรรม อันเป็นที่สิ้นทุกข์ ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี พระ- เจ้าข้า.