๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา ๒๐. สัฏฐินิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา ภาษิตของพระมหาโมคคัลลานเถระ (พระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลายด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)
เราทั้งหลายถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร พอใจอาหารในบาตรที่ได้มาด้วยการเที่ยวแสวงหา เป็นผู้มีจิตมั่นคงด้วยดีภายใน จึงทำลายเสนามัจจุราชได้
เราทั้งหลายถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร พอใจอาหารในบาตรที่ได้มาด้วยการเที่ยวแสวงหา จะกำจัดเสนามัจจุราชได้ เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ
เราทั้งหลายถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร มีความเพียรต่อเนื่อง พอใจในอาหารที่อยู่ในบาตรด้วยการเที่ยวแสวงหาได้มา เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีภายใน พึงทำลายเสนามัจจุราชได้
เราทั้งหลายถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร มีความเพียรต่อเนื่อง พอใจในอาหารที่อยู่ในบาตรด้วยการเที่ยวแสวงหาได้มา จะกำจัดเสนามัจจุราชได้ เหมือนช้างทำลายเรือนไม้อ้อ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา (พระเถระหวังจะสอนหญิงแพศยา จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
น่าติ กระท่อมคือเรือนร่างสำเร็จด้วยโครงกระดูก ฉาบทาด้วยเนื้อ รึงรัดไปด้วยเส้นเอ็น เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เธอยังมัวยึดถือเรือนร่างที่สัตว์อื่นหมายปองว่าเป็นของเรา
ในร่างกายซึ่งเหมือนถุงเต็มด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อไว้ของเธอผู้เปรียบเหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่อง ๙ ช่อง หลั่งของไม่สะอาดออกอยู่เป็นนิตย์
เรือนร่างของเธอที่เนื่องมาแต่การปฏิบัติโดยชอบ มีช่อง ๙ ช่อง ส่งกลิ่นเหม็น ท่านผู้เห็นภัยในสังสารวัฏย่อมเว้นเสียห่างไกล เหมือนคนรักความสะอาดเห็นคูถแล้วก็หลีกเสียห่างไกล
หากชนพึงรู้ถึงเรือนร่างของเธอเหมือนที่ฉันรู้ ก็จะพึงเว้นเสียห่างไกล เหมือนคนรักความสะอาด เห็นหลุมคูถในฤดูฝนก็หลีกเสียห่างไกล (หญิงแพศยาเกิดความสลดใจ จึงได้กล่าวตอบท่านด้วยภาษิตนี้ว่า)
ข้าแต่ท่านสมณะผู้มีความเพียรมาก เรื่องนี้เป็นจริงอย่างที่ท่านพูด แต่ผู้คนบางพวกยังจมอยู่ในร่างกายนี้ เหมือนโคแก่จมอยู่ในปลัก (พระเถระกล่าวตอบหญิงแพศยาด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)
ผู้ใดประสงค์จะใช้ขมิ้น หรือแม้เครื่องย้อมอย่างอื่น ย้อมอากาศ การกระทำของผู้นั้นเป็นเหตุให้เกิดความลำบากใจเท่านั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
จิตของฉันนี้เสมอด้วยอากาศ ตั้งมั่นดีแล้วในอารมณ์ภายใน เธอผู้มีความคิดเลวทราม เธออย่ามาหวังคนอย่างฉัน เหมือนตัวแมลงเม่าชอบเล่นกองไฟ (พระเถระเมื่อจะกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เชิญท่านดูอัตภาพที่ผ้าและอาภรณ์เป็นต้นทำให้วิจิตร มีกายเป็นแผล มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง กระสับกระส่าย ที่พวกคนเขลาดำริหวังกันส่วนมาก ซึ่งไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น
เชิญท่านดูรูปที่สตรีใช้แก้วมณีและต่างหูทำให้วิจิตร ซึ่งมีหนังหุ้มกระดูกไว้ภายใน งามพร้อมกับผ้า
เท้าทั้งสองย้อมด้วยครั่งสด หน้าทาด้วยจุรณ ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนแสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
ผมที่ตบแต่งให้เป็นลอนดังกระดานหมากรุก ตาทั้งสองที่หยอดด้วยยาหยอดตาก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
กายที่มีสภาพเปื่อยเน่าเป็นธรรมดาซึ่งตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาหยอดตาใหม่ๆ ที่งดงาม ก็สามารถทำคนเขลาให้ลุ่มหลง แต่ไม่สามารถทำคนที่แสวงหาฝั่งคือนิพพานให้ลุ่มหลงได้
นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ เนื้อไม่มาติดบ่วง เราทั้งหลาย(ฝูงเนื้อ)กินเหยื่อแล้วหลบหนีไป เมื่อนายพรานกำลังคร่ำครวญอยู่
เราทั้งหลาย(ฝูงเนื้อ)กัดบ่วงของนายพรานเนื้อขาดแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง เรากินเหยื่อแล้วหลบหนีไป ในเมื่อนายพรานเนื้อกำลังเศร้าโศกอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา (พระเถระปรารภการปรินิพพานของพระสารีบุตรเถระจึงกล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เวลานั้นก็เกิดเหตุน่าสะพรึงกลัว ขนพองสยองเกล้า เมื่อพระสารีบุตรผู้เพียบพร้อมด้วยอาการทุกอย่างนิพพานแล้ว
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีสภาวะเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบระงับไปแห่งสังขารเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง เป็นความสุข
ท่านผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่พิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยเป็นสภาวะแปรปรวน และโดยมิใช่ตัวตน ย่อมรู้แจ้งได้อย่างสุขุมลุ่มลึก เหมือนนายขมังธนูใช้ลูกศรยิงปลายขนเนื้อทราย
อนึ่ง ท่านผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหลายที่พิจารณา เห็นสังขารทั้งหลาย โดยเป็นสภาวะแปรปรวน และโดยมิใช่ตัวตน รู้แจ้งได้อย่างละเอียด เหมือนนายขมังธนูใช้ลูกศรยิงปลายขนทราย
ภิกษุผู้มีสติพยายามละกามราคะ เหมือนคนพยายามใช้ศัสตราตัดเครื่องประหารที่ชื่อโอมัฏฐะ และเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะรีบดับไฟนั้นเสีย
ภิกษุผู้มีสติพยายามละภวราคะ เหมือนคนพยายามใช้ศัสตราตัดเครื่องประหารที่ชื่อว่าโอมัฏฐะ และเหมือนคนถูกไฟไหม้ศีรษะรีบดับไฟนั้น
เราอันพระผู้มีพระภาคผู้อบรมพระองค์เอง ทรงไว้ซึ่งพระวรกายมีในภพสุดท้าย ทรงเตือนแล้ว ได้ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า @เชิงอรรถ : @ ความกำหนัด(ยินดี)ในภพ (ขุ.เถร.อ. ๑๑๗๒/๕๓๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
บุคคลไม่พึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวงได้ เพราะความเพียรย่อหย่อน ทั้งบรรลุไม่ได้ด้วยกำลังความเพียรนิดหน่อย
ภิกษุนี้ยังหนุ่มและเป็นคนประเสริฐ ชนะมารพร้อมทั้งเสนามาร ยังทรงร่างกายซึ่งมีในภพสุดท้ายอยู่
ภิกษุผู้เป็นบุตรของพระพุทธองค์ซึ่งคงที่ หาผู้เสมอเหมือนมิได้อยู่ที่ซอกเขาเข้าฌาน เหมือนสายฟ้าแลบส่องลอดเข้าไป ตามช่องภูเขาเวภาระ และภูเขาปัณฑวะ
ภิกษุผู้สงบ งดเว้นจากการทำชั่ว อยู่แต่ในเสนาสนะที่สงัดเป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธองค์ผู้ประเสริฐ อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดากราบไหว้ (พระเถระ เมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ หลานชายพระสารีบุตรเถระจึงได้กล่าว ภาษิตเหล่านี้ว่า)
พราหมณ์ เชิญท่านไหว้พระมหากัสสปะผู้สงบระงับ งดเว้นจากการกระทำความชั่ว อยู่แต่ในเสนาสนะที่สงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธองค์ผู้ประเสริฐ
อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเป็นพราหมณ์ สืบเชื้อสายพราหมณ์ติดต่อกันมาทั้งหมดถึง ๑๐๐ ชาติ เพียบพร้อมด้วยความรู้
ถึงแม้จะพึงเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ จบไตรเพท การเรียนสำเร็จวิชาเป็นต้นนั้นของผู้นั้น ย่อมมีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งบุญที่ได้ไหว้พระมหากัสสปะนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
ในเวลาเช้า ภิกษุเช่นใดเข้าวิโมกขสมาบัติ ๘ ทั้งอนุโลมและ ปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว จึงเที่ยวไปบิณฑบาต
พราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้น อย่าได้ทำลายตนเสียเลย เชิญทำใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่ รีบประนมมือไหว้เสีย ศีรษะของท่านอย่าได้แตก (พระเถระเห็นพระโปฏฐิละปฏิบัติ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
พระโปฏฐิละนี้ไม่เห็นพระสัทธรรม ถูกสังสารวัฏหุ้มห่อไว้ เดินทางผิด ซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน
พระโปฏฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภสักการะ ดังตัวหนอนที่ติดคูถ จึงเป็นคนเปล่า (พระเถระเมื่อจะสรรเสริญท่านพระสารีบุตร จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เชิญท่านดู ท่านพระสารีบุตรมีคุณน่าดู น่าชม หลุดพ้นได้ด้วยวิกขัมภนปหานและสมุจเฉทปหานทั้ง ๒ ส่วน มีจิตตั้งมั่นดีภายใน
ผู้ปราศจากลูกศรคือราคะเป็นต้น สิ้นสังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุเสียได้ ควรแก่ทักษิณา เป็นเนื้อนาบุญอย่างยอดเยี่ยมของหมู่มนุษย์ (พระสารีบุตรเถระเมื่อจะสรรเสริญพระมหาโมคคัลลานเถระ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
อุบัติเทพมีฤทธิ์ มีเกียรติยศ มีจำนวนมากถึง ๑๐,๐๐๐ เหล่านี้ และพรหมปุโรหิตทั้งหมดก็พา กันมายืนประนมมือนอบน้อมพระโมคคัลลานะ พร้อมกับกล่าวว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่ท่าน ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านสิ้นอาสวะแล้วเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา
พระโมคคัลลานะผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เกิดโดยอริยชาติ ครอบงำความตายเสียได้ ไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่กับน้ำ
พระโมคคัลลานะรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียว เหมือนท้าวมหาพรหมเป็นผู้ชำนาญในคุณคือฤทธิ์ ในจุติและอุบัติของเหล่าสัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายได้ด้วยทิพยจักษุในกาลอันสมควร (พระมหาโมคคัลลานะ เมื่อจะประกาศคุณของตนได้กล่าวภาษิตว่า)
พระสารีบุตรเท่านั้นเยี่ยมกว่าภิกษุผู้ทรงคุณธรรมชั้นสูง ทั้งทางด้านปัญญา ศีล และอุปสมะ
พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ ทั้งเป็นผู้ชำนาญด้วยฤทธิ์
ภิกษุโมคคัลลานโคตรผู้ถึงความสำเร็จโดยความเป็นผู้ชำนาญ ในสมาธิและวิชชา เป็นปราชญ์ มีอินทรีย์มั่นคงในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาอาศัยไม่ได้ ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสเสียได้อย่างเด็ดขาด เหมือนช้างทำลายปลอกที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดเสีย
เราได้ปรนนิบัติพระศาสดา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระที่หนักเสียได้ ถอนตัณหาที่นำไปสู่ภพได้ขาดแล้ว
เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวงเราก็ได้บรรลุแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
นรกที่ทุสสิมาร ได้ทำร้ายพระวิธุรอัครสาวก และพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ไปหมกไหม้อยู่ เป็นเช่นไร
คือ นรกที่มีขอเหล็กเป็นร้อย ทั้งให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทั่วถึงหมด นรกที่ทุสสิมารได้ทำร้ายพระวิธุระองค์อัครสาวก และพระกกุสันธสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ไปหมกไหม้อยู่ เป็นเช่นนี้
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้กรรมและผลกรรมนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์
วิมานทั้งหลายที่อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร อยู่ได้ตลอดกัป มีสีดังแก้วไพฑูรย์งดงาม แสงไฟสว่างดุจกองไฟที่ลุกโพลง ทั้งเพียบพร้อมด้วยรัศมี มีหมู่นางอัปสรจำนวนมาก มีผิวพรรณต่างกันฟ้อนรำอยู่
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้าจะต้องได้รับทุกข์
ภิกษุใดอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้ไหวด้วยปลายนิ้วเท้า
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์ @เชิงอรรถ : @ ทุสสิมาร คือมารผู้ชอบประทุษร้าย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา
ภิกษุใดมีพลังฤทธิ์กล้าแข็ง ได้ทำเวชยันตปราสาทให้ไหวด้วย ปลายนิ้วเท้า ทั้งทำเทพทั้งหลายให้สลดใจ
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้วิมานนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์
ภิกษุนั้นใดไต่ถามท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตร ท้าวเธอทรงทราบวิมุตติซึ่งเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างไหม ท้าวสักกเทวราชถูกถามปัญหา ได้ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนาที่ พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น (พระมหาโมคคัลลานเถระได้พูดทักทายท้าวมหาพรหมนั้นด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้วิมุตติเป็นที่สิ้นตัณหานี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์
ภิกษุใดยืนอยู่ที่สุธรรมสภาสอบถามท้าวมหาพรหมว่า ท่านผู้เจริญ แม้วันนี้ ท่านยังมีความเห็นอยู่อย่างเมื่อก่อน หรือท่านยังเห็นอยู่ว่ารัศมีของพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งสาวกพวยพุ่งรุ่งเรืองยิ่งนัก
ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว ได้พยากรณ์ตามแนวเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้มีความเห็นอย่างเมื่อก่อนแล้ว
ข้าพเจ้าเห็นว่า รัศมีของพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งสาวกเป็นไปล่วงเลยรัศมีในพรหมโลก วันนี้ ข้าพเจ้านั้นละทิ้งคำพูดของพระเจ้า ผู้เห็นว่า เราเป็นผู้เที่ยง มีความยั่งยืน เสียได้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๒๐. สัฏฐินิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต (พระมหาโมคคัลลานเถระได้พูดทักทายท้าวมหาพรหมนั้นด้วยภาษิตเหล่านี้ ว่า)
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้ทิฏฐินี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์
ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุให้ชนชาวชมพูทวีป ปุพพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีป เห็นกันได้ด้วยวิโมกข์
ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ย่อมรู้วิโมกข์ตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้แล้วนี้ได้โดยประจักษ์แจ้ง กัณหมาร ท่านทำร้ายภิกษุเช่นนั้นเข้า จะต้องได้รับทุกข์
ไฟไม่ได้ตั้งใจเลยว่า เราจะไหม้คนพาล แต่คนพาลกระโดดเข้าไปหาไฟที่ลุกโพลง ให้ไหม้ตัวเอง ฉันใด
มาร ท่านก็ฉันนั้นเหมือนกันทำร้ายพระตถาคตและอริยสาวก นั้นแล้ว ก็จะเผาตนเอง เหมือนคนพาลถูกไฟไหม้
มารทำร้ายพระตถาคตและอริยสาวกนั้น จึงได้ประสบสิ่งมิใช่บุญ มารผู้ชั่วช้า หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา
มารผู้มุ่งแต่ความตาย เมื่อท่านทำแต่บาปท่านก็ย่อมตายด้วย ความทุกข์สิ้นกาลนาน ท่านอย่าได้รังเกียจสาวกของพระพุทธเจ้า แล้วมุ่งทำร้ายภิกษุทั้งหลายเลย
พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่าเภสกฬาวันดังนี้แล้ว เพราะเหตุนั้น มารนั้นเสียใจ จึงได้หายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวภาษิตทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้แล สัฏฐินิบาต จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ พระมหาโมคคัลลานเถระผู้มีฤทธิ์มากรูปเดียวเท่านั้น และในสัฏฐินิบาตนี้มี ๖๘ ภาษิต ฉะนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๓๗}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เถรคาถาย สฏฺฐิกนิปาโต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมหาโมคคัลลานเถระ
|๔๐๐.๑๑๔๔| ๑ อารญฺญิกา ปิณฺฑปาติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ทาเลมุ มจฺจุโน เสนํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตา ฯ |๔๐๐.๑๑๔๕| อารญฺญิกา ปิณฺฑปาติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ธุนามุ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ฯ |๔๐๐.๑๑๔๖| รุกฺขมูลิกา สาตติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ทาเลมุ มจฺจุโน เสนํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตา ฯ |๔๐๐.๑๑๔๗| รุกฺขมูลิกา สาตติกา อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ธุนามุ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ฯ |๔๐๐.๑๑๔๘| อฏฺฐิกงฺกลกุฏิเก มํสนฺหารุปฺปสิพฺพิเต ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ ปรคตฺเต มมายเส ฯ |๔๐๐.๑๑๔๙| คูถภสฺเต ตโจนทฺเธ อุรคณฺฑปิสาจินิ นว โสตานิ เต กาเย ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ฯ |๔๐๐.๑๑๕๐| ตว สรีรํ นวโสตํ ทุคฺคนฺธกํ ปริวชฺเชยฺย ภิกฺขุ ปริวชฺชยเต ตํ มีฬฺหํว ยถา สุจิกาโม ฯ |๔๐๐.๑๑๕๑| เอวญฺเจ ตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ อารกา ปริวชฺเชยฺย คูถฏฺฐานํว ปาวุเส ฯ |๔๐๐.๑๑๕๒| เอวเมตํ มหาวีร ยถา สมณ ภาสสิ เอตฺถ เจเก วิสีทนฺติ ปงฺกมฺหิว ชรคฺคโว ฯ |๔๐๐.๑๑๕๓| อากาสมฺหิ หลิทฺทาย โย มญฺเญถ รเชตเว อญฺเญน วาปิ รงฺเคน วิฆาตุทยเมว ตํ ฯ |๔๐๐.๑๑๕๔| ตทากาสสมํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตํ มา ปาปจิตฺเต อาสาทิ อคฺคิกฺขนฺธํว ปกฺขิมา ฯ |๔๐๐.๑๑๕๕| ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ฯ |๔๐๐.๑๑๕๖| ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ อเนกาการสมฺปนฺเน สารีปุตฺตมฺหิ นิพฺพุเต ฯ |๔๐๐.๑๑๕๗| อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข ฯ |๔๐๐.๑๑๕๘| สุขุมํ เต ปฏิวิชฺฌนฺติ วาลคฺคํ อุสุนา ยถา เย ปญฺจกฺขนฺเธ ปสฺสนฺติ ปรโต โน จ อตฺตโต ฯ |๔๐๐.๑๑๕๙| เย จ ปสฺสนฺติ สงฺขาเร ปรโต โน จ อตฺตโต ปจฺจพฺยาธึสุ นิปุณํ วาลคฺคํ อุสุนา ยถา ฯ |๔๐๐.๑๑๖๐| สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก กามราคปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ |๔๐๐.๑๑๖๑| สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก ภวราคปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ฯ |๔๐๐.๑๑๖๒| โจทิโต ภาวิตตฺเตน สรีรนฺติมธารินา มิคารมาตุ ปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยึ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๓| น ยิทํ สิถิลมารพฺภ น ยิทํ อปฺเปน ถามสา นิพฺพานมธิคนฺตพฺพํ สพฺพคนฺถปโมจนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๔| อยญฺจ ทหโร ภิกฺขุ อยมุตฺตมโปริโส ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๕| วิวรมนุปตนฺติ วิชฺชุตา เวภารสฺส จ ปณฺฑวสฺส จ นควิวรคโต จ ฌายติ ปุตฺโต อปฺปฏิมสฺส ตาทิโน ฯ |๔๐๐.๑๑๖๖| อุปสนฺโต อุปรโต ปนฺตเสนาสโน มุนิ ทายาโท พุทฺธเสฏฺฐสฺส พฺรหฺมุนา อภิวนฺทิโต ฯ |๔๐๐.๑๑๖๗| อุปสนฺตํ อุปรตํ ปนฺตเสนาสนํ มุนึ ทายาทํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส วนฺท พฺราหฺมณ กสฺสปํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๘| โย จ ชาติสตํ คจฺเฉ สพฺพา พฺราหฺมณชาติโย โสตฺถิโย เวทสมฺปนฺโน มนุสฺเสสุ ปุนปฺปุนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๖๙| อชฺฌายโกปิ เจ อสฺส ติณฺณํ เวทาน ปารคู เอตสฺส วนฺทนาเยกํ กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๐| โย โส อฏฺฐ วิโมกฺขานิ ปุเรภตฺตํ อผุสฺสยิ อนุโลมํ ปฏิโลมํ ตโต ปิณฺฑาย คจฺฉติ |๔๐๐.๑๑๗๑| ตาทิสํ ภิกฺขุํ มาสาทิ มาตฺตานํ ขณิ พฺราหฺมณ อภิปฺปสาเทหิ มนํ อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ขิปฺปํ ปญฺชลิโก วนฺท มา เต วิชฏิ มตฺถกํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๒| น โส ปสฺสติ สทฺธมฺมํ สํสาเรน ปุรกฺขโต อจงฺกมํ ชิมฺหปถํ กุมคฺคมนุธาวติ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๓| กิมีว มีฬฺหปลิตฺโต สงฺขาเร อธิมุจฺฉิโต ปคาโฬฺห ลาภสกฺกาเร ตุจฺโฉ คจฺฉติ โปฏฺฐิโล ฯ |๔๐๐.๑๑๗๔| อิมญฺจ ปสฺส อายนฺตํ สารีปุตฺตํ สุทสฺสนํ ฯ วิมุตฺตํ อุภโตภาเค อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๕| วิสลฺลํ ขีณสํโยคํ เตวิชฺชํ มจฺจุหายินํ ทกฺขิเณยฺยํ มนุสฺสานํ ปุญฺญกฺเขตฺตมนุตฺตรํ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๖| เอเต สมฺพหุลา เทวา อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน ทส เทวสหสฺสานิ สพฺเพ พฺรหฺมปุโรหิตา โมคฺคลฺลานํ นมสฺสนฺตา ติฏฺฐนฺติ ปญฺชลีกตา |๔๐๐.๑๑๗๗| นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม ยสฺส เต อาสวา ขีณา ทกฺขิเณยฺโยสิ มาริส ฯ |๔๐๐.๑๑๗๘| ปูชิโต นรเทเวน อุปฺปนฺโน มรณาภิภู ปุณฺฑรีกํว โตเยน สงฺขาเรโนปลิมฺปติ ฯ |๔๐๐.๑๑๗๙| ยสฺส มุหุตฺเตน สหสฺสธา โลโก สํวิทิโต สพฺรหฺมกปฺโป วสี อิทฺธิคุเณ จุตูปปาเต กาเล ปสฺสติ เทวตา ส ภิกฺขุ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๐| สารีปุตฺโตว ปญฺญาย สีเลน อุปสเมน จ โยปิ ปารงฺคโต ภิกฺขุ เอตาวปรโม สิยา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๑| โกฏิสตสหสฺสสฺส อตฺตภาวํ ขเณน นิมฺมิเน อหํ วิกุพฺพนาสุ กุสโล วสีภูโตมฺหิ อิทฺธิยา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๒| สมาธิวิชฺชาวสี ปารมีคโต โมคฺคลฺลานโคตฺโต อสิตสฺส สาสเน ธีโร สมุจฺฉินฺทิ สมาหิตินฺทฺริโย นาโค ยถา ปูติลตํว พนฺธนํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๓| ปริจิณฺโณ มยา สตฺถา ฯเปฯ ภวเนตฺติ สมูหตา ฯ |๔๐๐.๑๑๘๔| ยสฺส จตฺถาย ปพฺพชิโต อคารสฺมา อนคาริยํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๔๐๐.๑๑๘๕| กีทิโส นิรโย อาสิ ยตฺถ ทุสฺสี อปจฺจถ วิธุรํ สาวกมาสชฺช กกุสนฺธญฺจ พฺราหฺมณํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๖| สตํ อาสิ อโยสงฺกู สพฺเพ ปจฺจตฺตเวทนา อีทิโส นิรโย อาสิ ยตฺถ ทุสฺสี อปจฺจถ วิธุรํ สาวกมาสชฺช กกุสนฺธญฺจ พฺราหฺมณํ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๗| โย เอตมภิชานาติ ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก ตาทิสํ ภิกฺขุมาสชฺช กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๘๘| มชฺเฌ สาครสฺมึ ติฏฺฐนฺติ วิมานา กปฺปฏฺฐายิโน เวฬุริยวณฺณา รุจิรา อจฺจิมนฺโต ปภสฺสรา อจฺฉรา ตตฺถ นจฺจนฺติ ปุถู นานตฺตวณฺณิโย |๔๐๐.๑๑๘๙| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๐| โย จ พุทฺเธน โจทิโต ภิกฺขุสงฺฆสฺส เปกฺขโต มิคารมาตุ ปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๑| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๒| โย เวชยนฺตปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเฐน กมฺปยิ อิทฺธิพเลนุปตฺถทฺโธ สํเวเชสิ จ เทวตา ฯ |๔๐๐.๑๑๙๓| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๔| โย เวชยนฺตปาสาเท สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ อปิ อาวุโส ชานาสิ ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย ตสฺส สกฺโก วิยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ |๔๐๐.๑๑๙๕| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๑๙๖| โย พฺรหฺมานํ ปริปุจฺฉติ สุธมฺมายํ อภิโตสภํ อชฺชาปิ เต อาวุโส สา ทิฏฺฐิ ยา เต ทิฏฺฐิ ปุเร อหู ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ |๔๐๐.๑๑๙๗| ตสฺส พฺรหฺมา วิยากาสิ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ ยถาตถํ น เม มาริส สา ทิฏฺฐิ ยา เม ทิฏฺฐิ ปุเร อหู ฯ |๔๐๐.๑๑๙๘| ปสฺสามิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ โสหมชฺช กถํ วชฺชํ อหํ นิจฺโจมฺหิ ปสฺสโต ฯ |๔๐๐.๑๑๙๙| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๐| โย มหาเนรุโน กูฏํ วิโมกฺเขน อปสฺสยิ วนํ ปุพฺพวิเทหานํ เย จ ภูมิสยา นรา |๔๐๐.๑๒๐๑| โย เอตมภิชานาติ ฯเปฯ กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๒| น เว อคฺคิ เจตยติ อหํ พาลํ ฑหามีติ พาโล จ ชลิตมคฺคึ อาสชฺช นํ ปฑยฺหติ |๔๐๐.๑๒๐๓| เอวเมว ตุวํ มาร อาสชฺช นํ ตถาคตํ สยํ ฑหิสฺสติ อตฺตานํ พาโล อคฺคึว สมฺผุสํ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๔| อปุญฺญํ ปสวี มาโร อาสชฺช นํ ตถาคตํ กินฺนุ มญฺญสิ ปาปิม น เม ปาปํ วิปจฺจติ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๕| กรโต เต มิยฺยเต ปาปํ จิรรตฺตาย อนฺตก มาร นิพฺพินฺท พุทฺธมฺหา อาสํ มากาสิ ภิกฺขุสุ ฯ |๔๐๐.๑๒๐๖| อิติ มารํ อตชฺเชสิ ภิกฺขุ เภสกฬาวเน ตโต โส ทุมฺมโน ยกฺโข ตตฺเถวนฺตรธายตีติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เถโร คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุทฺทานํ ภวติ สฏฺฐิกมฺหิ นิปาตมฺหิ โมคฺคลฺลาโน มหิทฺธิโก เอโกว เถโร คาถาโย อฏฺฐสฏฺฐี ภวนฺติ ตาติ ฯ สฏฺฐิโก นิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ ---------------
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาเบื้องต้น ความว่า ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดี เฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วย ดีในภายใน พึงทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือ การอยู่ในป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะ อาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา พึงกำจัดเสนาแห่ง พระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ภิกษุ ผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดี เฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึง ทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลายผู้ถือการอยู่โคน ไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารในบาตร อันเนื่องแต่การแสวงหา พึงกำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือน ช้างกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น. อีก ๔ คาถาต่อไป ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตไว้ ด้วยอำนาจ สอนหญิงเพศยาซึ่งมาเล้าโลมท่านว่า เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครงกระดูก อันฉาบทา ด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่นและเป็นของตน ในร่างกาย ของเธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้เหมือนนาง- ปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออกเนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้น สรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบ สะอาด หลีกเลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกล ฉะนั้น หากว่าคนพึงรู้จักสรีระ ของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีกเธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาดเห็นหลุมคูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสีย ห่างไกล ฉะนั้น. เมื่อหญิงแพศยาคนนั้นได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงตอบพระเถระเป็นคาถา ความว่า ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น แต่คน บางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกายอันนี้ เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตม ฉะนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อจะชี้แจงให้นางรู้ว่า การประพฤติตามใจชอบเช่นนี้ไม่มี ประโยชน์ มีแต่นำโทษมาให้โดยถ่ายเดียว จึงกล่าวเป็นคาถา ๒ คาถาความว่า ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อมอย่างอื่น การกระทำ ของผู้นั้นก็ลำบากเปล่าๆ จิตของเรานี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่น ด้วยดีในภายใน เพราะฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิต อันลามกของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟย่อมถึงความ พินาศ ฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นตั้งไว้ มีแผล ทั่วๆ ไป อันบุญกรรมกระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพา กันดำริโดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด. พระมหาโมคคัลลานะ ปรารภการนิพพานของพระสารีบุตรเถระเป็นเหตุจึงกล่าวคาถา ขึ้น ๔ คาถาความว่า เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วยอุฏฐานะ เป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว ก็เกิดเหตุน่าสะพรึงกลัว ขนพอง สยองเกล้า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อม ไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชนเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศร ฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้มี ความเพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของแปร- ปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความเพียรเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอด ธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศร ฉะนั้น. พระมหาโมคคัลลานะปรารภพระติสสเถระ จึงกล่าวเป็นคาถาหนึ่งคาถาความว่า ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกามารมณ์เสีย เหมือน บุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และเหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่ บนศีรษะตน ฉะนั้น ภิกษุผู้มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับไฟ ซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตน ฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคซึ่งได้ทรงอบรม พระองค์มาแล้วผู้ทรงไว้ซึ่งพระสรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้หวั่นไหวด้วยปลายนิ้วเท้า บุคคล ปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลด- เปลื้อง กิเลส เครื่อง ร้อยกรอง ทั้งปวงด้วยกำลังความเพียร อันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความเพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็น บุรุษผู้สูงสุดชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกายอันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลายฟาดลงไปตามช่องภูเขาเวภารบรรพต และภูเขาปัณฑว- บรรพต ส่วนอาตมาเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้าไปสู่ช่องภูเขาเจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ใน ธรรมอันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้ง เทวดากราบไหว้ ดูกรพราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปผู้สงบระงับ ผู้ยินดีแต่ในธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาท แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็น กษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์สืบวงศ์ตระกูลมาเป็นลำดับๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วยไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง เวทนา ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อยๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยว ๑๖ อันจำแนก ออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ไหว้กระกัสสปนี้เพียงครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลา เช้าเข้าวิโมกข์ ๘ โดยอนุโลมและปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้วเที่ยว ไปบิณฑบาต ดูกรพราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ ทำลายตนเสียเลย ท่านจงยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่เถิด จงรีบประณมอัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่านอย่าแตกไปเสียเลย, พระ- โปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว เดินไป สู่ทางผิดซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน พระโปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะ ดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึงเป็นผู้ไม่มีแก่น- สาร อนึ่ง เชิญท่านมาดู ท่านพระสารีบุตรผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณ ที่น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลสด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นใน ภายใน เป็นผู้ปราศจากลูกศร สิ้นสังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้ เป็นพระทักขิเณยยบุคคล ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรืองยศศักดิ์นับจำนวนหมื่น พร้อมด้วย พรหมชั้นพรหมปโรหิต ได้พากันมาประณมอัญชลีนมัสการพระโมคคัล- ลานเถระ โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบน้อม แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิร- ทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้งหลายสิ้นไป เป็นทักขิเณยยบุคคล พระโมค- คัลลานเถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิดโดยอริยชาติ ครอบงำความตายได้แล้วไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วย น้ำ ฉะนั้น พระโมคคัลลานเถระรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียวเสมอด้วย ท้าวมหาพรหม เป็นผู้ชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุบัติของ สัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาลอันสมควร ภิกษุใดทรงคุณธรรม ชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือพระสารีบุตร เป็นผู้สูงสุด อย่างยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่างๆ เป็นผู้ถึงความชำนาญ ในฤทธิ์พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่าโมคคัล- ลานะโดยโคตร เป็นผู้ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็นปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาไม่อาศัย มีอินทรีย์ มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสทั้งสิ้นเสียอย่างเด็ดขาด เหมือนกับ กุญชรชาติตัดปลอกที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไป ฉะนั้น เราคุ้น เคยกับพระศาสดา ฯลฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เราบรรลุ ถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึง ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวก นามว่าวิธุระและพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุสันธะ แล้วหมกไหม้ อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือ เป็นนรกที่มีขอเหล็กตั้งร้อย และ เป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทุกแห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียด เบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุ- สันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่ง พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมาน ทั้งหลายลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสีเหมือนแก้ว ไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงาม มีรัศมีพลุ่งออกเหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มีหมู่ นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตกต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวก แห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุ รูปใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ได้ทำ ปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์ เป็นแน่แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาทให้หวั่นไหว ได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และยังเทพเจ้าทั้งหลายให้สลดใจ ภิกษุใดเป็น สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มี- ธรรมดา ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถามท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรงทราบ วิมุติอันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักกเทวราชถูก ถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว แก่ภิกษุนั้น ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้ารู้กรรมและผลกรรมโดย- ประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหาพรหมว่า ดูกรอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิดอยู่เหมือนเมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่ บนพรหมโลกเท่านั้น ที่ดาวดึงสพิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมีความเห็น ผิดอยู่เหมือนก่อน คือ ท่านยังเห็นอยู่ว่า บนพรหมโลกมีแสงสว่างพวยพุ่ง ออกได้เองหรือ ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว ได้พยากรณ์ตาม ความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้ เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือ ไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่ง ออกไปได้เอง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับมี ความเห็นว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผล- กรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีป และปุพพวิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีปและชาว อุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูกรมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน ภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะ ไหม้คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้ไหม้ตนเอง ฉันใด ดูกรมาร ท่านประทุษร้ายพระตถาคตนั้นแล้ว ก็จักเผาตนเอง เหมือนกับคนพาลถูกไฟไหม้ ฉะนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมาร คอยแต่ประทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบแต่สิ่งซึ่งมิใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา แน่นะมารผู้มุ่งแต่ความตาย เพราะท่านได้ทำบาปมาโดยส่วนเดียว จะต้องเข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลาย ผู้สาวกของ พระพุทธเจ้าอีกต่อไปเลย พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่า เภสกฬาวันดังนี้แล้ว ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจจึงได้หายไป ณ ที่นั้น นั่นเอง. ได้ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมดด้วยประการฉะนี้แล. ----------------------------------------------------- ในสัฏฐิกนิบาตปรากฏว่า พระมหาโมคคัลลานเถระผู้มีฤทธิ์มากองค์เดียว เท่านั้น ได้ภาษิตคาถาเหล่านั้นไว้ ๖๘ คาถา. จบ สัฏฐิกนิบาต. -----------------------------------------------------