๑. ราชทัตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๕. ปัญจกนิบาต] ๑. ราชทัตตเถรคาถา ๕. ปัญจกนิบาต ๑. ราชทัตตเถรคาถา ภาษิตของพระราชทัตตเถระ (พระราชทัตตเถระได้กล่าว ๕ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
ภิกษุไปป่าช้าผีดิบ แล้ว ได้เห็นซากศพหญิงที่ถูกทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ทั้งถูกหมู่หนอนบ่อนกัดกินอยู่
ธรรมดาคนผู้รักสวยรักงามบางพวก พบเห็นซากศพอันเลวแล้วพากันเกลียดชัง (แต่)กามราคะปรากฏแก่เรา เรานั้นเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นของไม่สะอาด ที่ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น
ชั่วระยะเวลาที่ข้าวสุก เราหลีกออกจากสถานที่นั้น มีสติสัมปชัญญะ ได้เข้าไปยังสถานที่สมควรแห่งหนึ่ง
จากนั้น โยนิโสมนสิการจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษก็ปรากฏ ความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้นพร้อมกัน
ต่อแต่นั้น จิตของเราก็หลุดพ้น ท่านจงมองเห็นธรรมว่าเป็นธรรมดีงาม เราบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว @เชิงอรรถ : @ ภิกฺขุ อสุภกมฺมฏฺฐานตฺถํ อุปคนฺตฺวา ภิกษุไปป่าช้าผีดิบเพื่อเจริญอสุภกรรมฐาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๓๑๕/๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๙๒}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เถรคาถาย ปญฺจกนิปาโต
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรคาถา ปัญจกนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในปัญจกนิบาต ๑. ราชทัตตเถรคาถา สุภาษิตสอนให้พิจารณาสังขาร
|๓๓๕.๓๑๕| ๑ ภิกฺขุ สีวถิกํ คนฺตฺวา อทฺทส อิตฺถิมุชฺฌิตํ อปวิทฺธํ สุสานสฺมึ ขชฺชนฺตึ กิมิหี ผุฏํ ฯ |๓๓๕.๓๑๖| ยํ หิ เอเก ชิคุจฺฉนฺติ มตํ ทิสฺวาน ปาปกํ กามราโค ปาตุรหุ อนฺโธว สวตี อหุ ฯ |๓๓๕.๓๑๗| โอรํ โอทนปากมฺหา ตมฺหา ฐานา อปกฺกมึ สติมา สมฺปชาโนหํ เอกมนฺตํ อุปาวิสึ ฯ |๓๓๕.๓๑๘| ตโต เม มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ อาทีนโว ปาตุรหุ นิพฺพิทา สมติฏฺฐถ ฯ |๓๓๕.๓๑๙| ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ ราชทตฺโต เถโร ฯ
ภิกษุไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพหญิงคนหนึ่งซึ่งเขาทิ้งไว้ในป่าช้า มี หมู่หนอนฟอนกัดกินอยู่ ก็ธรรมดาคนที่ชอบสวยชอบงามบางพวก ได้ เห็นซากศพอันเป็นของเลวทราม ย่อมเกลียด แต่ความกำหนัดรักใคร่ ย่อมเกิดแก่เขา เขาเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นของไม่สะอาด ที่ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น ภายในเวลาหม้อข้าวสุกหนึ่ง เราหลีกออกจากที่นั้น เรามีสติสัมปชัญญะ เข้าไปสู่ที่ควรแห่งหนึ่ง ทีนั้นการกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันชอบจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษปรากฏ แก่เรา ความเหนื่อยหน่ายก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจาก กิเลส ขอท่านจงดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเลิศเถิด เพราะวิชชา ๓ เรา ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.