๕. อัมพวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อัมพวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่บุรุษผู้รับจ้างรดน้ำต้นมะม่วง ได้ถวายน้ำสรงแด่พระสารีบุตร (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)
วิมานมีเสาทำด้วยแก้วมณีนี้สูงมาก วัดโดยรอบได้ ๑๒ โยชน์ เป็นปราสาท ๗๐๐ ยอด ดูโอฬาร มีเสาประดิษฐ์ด้วยแก้วไพฑูรย์ มีพื้นปูลาดด้วยแผ่นทองคำสวยงาม
ท่านสถิต ดื่ม กินอยู่ในวิมานนั้น มีทวยเทพพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ดังไพเราะ ในวิมานของท่านนี้มีเบญจกามคุณอันเป็นทิพรส และเหล่าเทพนารีประดับด้วยอาภรณ์ทองคำฟ้อนรำอยู่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๕. อัมพวิมาน [๑๑๔๘-๑๑๔๙] เพราะบุญอะไรท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า
เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดูร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างรดน้ำสวนมะม่วงของคนเหล่าอื่น
ขณะนั้น พระสารีบุตรซึ่งเหน็ดเหนื่อยกาย แต่ใจมิได้เหน็ดเหนื่อย ได้เดินมาทางสวนมะม่วงนั้น
ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วงเห็นท่านกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ขอโอกาสเถิดขอรับ กระผมขอนิมนต์ให้ท่านสรงน้ำ ข้อนั้นจะนำความสุขมาให้กระผม
พระคุณเจ้าสารีบุตรวางบาตรจีวรไว้ เหลือผ้าสบงผืนเดียว นั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้านั้น
ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส นำน้ำใสมาถวายให้ท่าน ซึ่งมีผ้าสบงผืนเดียวสรงที่ร่มเงาโคนต้นไม้
ต้นมะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้สรงน้ำแล้ว และบุญมิใช่น้อยเราก็ขวนขวายแล้ว เพราะเหตุดังนี้ คนผู้นั้นจึงมีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน
ชาตินั้น ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั่นเอง ละร่างมนุษย์แล้ว มาเกิดยังสวนนันทวัน
ข้าพเจ้ามีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวันอันน่ารื่นรมย์ มีหมู่นกนานาชนิดมากมาย อัมพวิมานที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๔๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. อัมพวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
|๗๙.๘๖๙| ๕ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา เวฬุริยตฺถมฺภา รุจิรตฺถตา สุภา |๗๙.๘๗๐| ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณฉนฺนา |๗๙.๘๗๑| เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ... วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ |๗๙.๘๗๒| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๗๙.๘๗๓| คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส ปตาปนฺเต ทิวงฺกเร ปเรสํ ภตโก โปโส อมฺพารามํ อสิญฺจหํ |๗๙.๘๗๔| อถ เตนาคมา ภิกฺขุ สารีปุตฺโตติ วิสฺสุโต กิลนฺตรูโป กาเยน อกิลนฺโตปิ เจตสา |๗๙.๘๗๕| ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ อโวจ อมฺพสิญฺจโก สาธุ ตํ ภนฺเต นฺหาเปยฺยํ ยํ มมสฺส สุขาวหํ |๗๙.๘๗๖| ตสฺส เม อนุกมฺปาย นิกฺขิปิ ปตฺตจีวรํ นิสีทิ รุกฺขมูลสฺมึ ฉายาย เอกจีวโร |๗๙.๘๗๗| ตญฺจ อจฺเฉน วารินา ปสนฺนมานโส เถรํ นฺหาปยึ รุกฺขมูลสฺมึ ฉายาย เอกจีวรํ |๗๙.๘๗๘| อมฺโพ จ สิตฺโต สมโณ นหาปิโต มยา จ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ อิติ โส ปีติยา กายํ สพฺพํ ผรติ อตฺตโน |๗๙.๘๗๙| ตเทว เอตฺตกํ กมฺมํ อกาสึ ตาย ชาติยา ปหาย มานุสํ เทหํ อุปปนฺโนมฺหิ นนฺทนํ |๗๙.๘๘๐| นนฺทเน ปวเร รมฺเม นานาทิชคณายุเต รมามิ นจฺจคีเตหิ อจฺฉราหิ ปุรกฺขิโตติ ฯ อมฺพวิมานํ ปญฺจมํ ฯ
วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสา ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ตัวของ ท่านก็อยู่ ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มี เสียงอันไพเราะ พากันมาบรรเลงเพลงพิณทิพย์ให้ฟัง เบญจกามคุณซึ่งมี รสอันเป็นทิพย์มีอยู่พรั่งพร้อมในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีมีร่างอัน ประดับด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญ อะไร? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นบุรุษรับจ้างของ ชนเหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ได้ตักน้ำรดสวนมะม่วงอยู่ ครั้งนั้นภิกษุปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจได้มาทางสวนมะม่วงนั้น ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนรดน้ำต้น มะม่วง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ขอโอกาสเถิด ขอนิมนต์ท่านสรงน้ำ ข้อนั้นจะพึงนำความสุข มาให้แก่ข้าพเจ้า ท่านพระสารีบุตรวางบาตรและจีวรไว้ เหลือแต่จีวร ตัวเดียวนั่งที่ร่มโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีใจ เลื่อมใส เอาน้ำอันใสสรงพระเถระผู้มีจีวรตัวเดียว นั่งอยู่ที่ร่ม ณ โคน ต้นไม้ ต้นมะม่วง ข้าพเจ้าได้รดน้ำแล้ว และสมณะข้าพเจ้าได้สรงน้ำ แล้ว ข้าพเจ้าได้ประสบบุญมีประมาณมิใช่น้อย บุรุษนั้นย่อมซาบซ่าน ไปทั่วกายของตนด้วยความปีติด้วยคิดว่า เราได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้ ในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้ว ได้มาบังเกิดในสวนนันทวัน ข้าพเจ้าอัน นางเทพอัปสรพากันฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวัน อันประเสริฐ เป็นสถานอันรื่นรมย์เกลื่อนไปด้วยหมู่นกนานาพรรณ. จบ อัมพวิมานที่ ๕.