๒. สุภูตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๕. ปัญจกนิบาต] ๒. สุภูตเถรคาถา ๒. สุภูตเถรคาถา ภาษิตของพระสุภูตเถระ (พระสุภูตเถระได้กล่าว ๕ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
คนผู้ประสงค์จะทำการงาน ประกอบตนอยู่ในการงานที่ไม่ควรประกอบ หากยังขืนทำอยู่ จะไม่ประสบความสำเร็จ การประกอบในการงานที่ไม่ควรประกอบนั้นแล เป็นลักษณะแห่งความล้มเหลว
บุคคลใดยังเพิกถอนความเป็นอยู่อย่างลำบากไม่ได้ หากละทิ้งความไม่ประมาทซึ่งเป็นธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้นเป็นเหมือนคนกาลกิณี หากละทิ้งธรรมอื่นๆ เสียแม้ทั้งหมด ก็จะพึงเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะมองไม่เห็นทั้งธรรมที่สงบและธรรมที่ไม่สงบ
บุคคลควรพูดถึงสิ่งที่ตนทำได้ ไม่พึงพูดถึงสิ่งที่ตนทำไม่ได้ บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคลผู้ไม่ทำ ดีแต่พูด
ดอกไม้งาม มีสีสวย(แต่)ไม่มีกลิ่น แม้ฉันใด วาจาสุภาษิตก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำตาม
ดอกไม้งาม มีทั้งสีและมีกลิ่น แม้ฉันใด วาจาสุภาษิต ก็ฉันนั้น ย่อมมีผลแก่ผู้ทำตามด้วยดี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๙๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๒. สุภูตเถรคาถา สุภาษิตสอนไม่ให้ดีแต่พูด
|๓๓๖.๓๒๐| ๒ อโยเค ยุญฺชมตฺตานํ ปุริโส กิจฺจมิจฺฉโก จรํ เจ นาธิคจฺเฉยฺย ตํ เว ทุพฺภคลกฺขณํ ฯ |๓๓๖.๓๒๑| อพฺพูฬฺหํ อฆตชีวิตํ เอกญฺเจ โอสฺสชฺเชยฺย กลีว สิยา สพฺพานิปิ เจ โอสฺสชฺเชยฺย อนฺโธว สิยา สมวิสมสฺส อทสฺสนโต ฯ |๓๓๖.๓๒๒| ยญฺหิ กยิรา ตญฺหิ วเท ยํ น กยิรา น ตํ วเท อกโรนฺตํ ภาสมานํ ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา ฯ |๓๓๖.๓๒๓| ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ อคนฺธกํ เอวํ สุภาสิตา วาจา อผลา โหติ อกุพฺพโต ฯ |๓๓๖.๓๒๔| ยถาปิ รุจิรํ ปุปฺผํ วณฺณวนฺตํ สคนฺธกํ เอวํ สุภาสิตา วาจา สผลา โหติ สุกุพฺพโตติ สุภูโต เถโร ฯ
บุรุษผู้ประสงค์จะทำธุรกิจ เมื่อประกอบตนในกิจที่ไม่ควรประกอบ ถ้า เมื่อขืนประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่พึงได้สำเร็จผล การประกอบในกิจที่ ไม่ควรประกอบนั้น มิใช่ลักษณะบุญ ถ้าบุคคลใด ไม่ถอนความเป็นอยู่ อย่างลำบากแล้วมาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้นก็พึงเป็นดังคนกาลี ถ้าสละทิ้งคุณธรรมแม้ทั้งปวง ผู้นั้นก็พึงเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะ ไม่เห็นธรรมที่สงบและธรรมไม่สงบ บุคคลพึงทำอย่างใด พึงพูดอย่าง นั้นแล ไม่พึงทำอย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อม กำหนดรู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ ดีแต่พูดนั้นมีมาก ดอกไม้งาม มีสีแต่ไม่มี กลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ ก็ฉันนั้น ดอกไม้งาม มีสี มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิตย่อม มีผลแก่บุคคลผู้ทำอยู่ ฉะนั้น.