อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๑๓

๔. สุนทรีเถรีคาถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๓–๓๓๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 26 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๔. สุนทรีเถรีคาถา ๔. สุนทรีเถรีคาถา ภาษิตของพระสุนทรีเถรี (สุชาตพราหมณ์ผู้เป็นบิดา เมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบรรเทาความเศร้าโศก จึงถามพระวาสิฏฐีเถรีด้วยภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๓๑๓

นางผู้เจริญ เมื่อก่อน เจ้ากินลูกๆ ให้ตายไป เจ้าเดือดร้อนอย่างยิ่งทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อ ๓๑๔

พราหมณี วันนี้ เจ้านั้นกินลูกหมดทั้ง ๗ คน แม่วาสิฏฐี เพราะเหตุไร เจ้าจึงไม่เดือดร้อนหนักหนาเล่า (พระวาสิฏฐีเถรีกล่าวว่า)

ข้อ ๓๑๕

ท่านพราหมณ์ ในส่วนอดีต ลูกและหมู่ญาติของเราหลายร้อยคน เราและท่านก็กินกันมาแล้ว

ข้อ ๓๑๖

เรานั้นรู้นิพพานที่เป็นธรรมเครื่องสลัด ซึ่งความเกิดและความตายออกเสีย จึงไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ และไม่เดือดร้อน (พราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๓๑๗

แม่วาสิฏฐี น่าอัศจรรย์จริงหนอที่เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ เจ้ารู้ธรรมของใครเล่า จึงกล่าววาจาเช่นนี้ (พระวาสิฏฐีเถรีกล่าวว่า)

ข้อ ๓๑๘

ท่านพราหมณ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสด็จมาถึงเมืองมิถิลา ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์เพื่อละทุกข์ทั้งปวง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๔. สุนทรีเถรีคาถา

ข้อ ๓๑๙

ท่านพราหมณ์ เราฟังธรรมที่ปราศจากอุปธิกิเลส ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น รู้แจ้งพระสัทธรรมในธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงบรรเทาความเศร้าโศกถึงลูกเสียได้ (สุชาตพราหมณ์กล่าวว่า)

ข้อ ๓๒๐

ถึงเรานั้นก็จักไปเมืองมิถิลาเหมือนกัน ถ้าอย่างไร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ก็คงจะทรงช่วยปลดเปลื้องเราจากทุกข์ทั้งสิ้นได้แน่

ข้อ ๓๒๑

พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส พระมุนีผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น

ข้อ ๓๒๒

คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์

ข้อ ๓๒๓

สุชาตพราหมณ์รู้แจ้งพระสัทธรรม ในพระธรรมเทศนาคืออริยสัจ ๔ นั้นแล้ว เข้าบวชได้ ๓ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว (พระสุชาตพราหมณ์กล่าวกับนายสารถีว่า)

ข้อ ๓๒๔

มานี่สิ สารถี เธอจงกลับไป จงมอบรถคันนี้ให้พราหมณีด้วย และช่วยบอกนางพราหมณีถึงความสบาย ไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้ สุชาตพราหมณ์บวชได้ ๓ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว

ข้อ ๓๒๕

ลำดับนั้น นายสารถีนำรถและทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ ไปมอบให้นางพราหมณี และได้บอกนางพราหมณีถึงความสบาย ไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้ สุชาตพราหมณ์บวชได้ ๓ วัน ก็ได้บรรลุ วิชชา ๓ แล้ว @เชิงอรรถ : @ ปราศจากทุกข์ (ขุ.เถรี.อ. ๓๑๙/๒๙๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๔. สุนทรีเถรีคาถา (พราหมณีกล่าวว่า)

ข้อ ๓๒๖

นายสารถี ฉันฟังเรื่องพราหมณ์ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ขอมอบรถม้าคันนี้และทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ เป็นรางวัลตอบแทนเจ้าที่ให้ข่าวดี (นายสารถีไม่ยอมรับ กลับกล่าวว่า)

ข้อ ๓๒๗

ข้าแต่พราหมณี รถม้ากับทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ จงเป็นของแม่เจ้าตามเดิมเถิด ถึงตัวข้าพเจ้าก็จักบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ (พราหมณีกล่าวกับสุนทรีธิดาว่า)

ข้อ ๓๒๘

บิดาของลูก ละช้าง ม้า โค แก้วมณี แก้วกุณฑล และเครื่องอุปกรณ์เรือนมากมายนี้ ออกบวชเสียแล้ว ลูกสุนทรีลูกจงบริโภคโภคสมบัติทั้งหลาย จงเป็นทายาทรับมรดกในตระกูล นะลูก (สุนทรีฟังคำของมารดานั้นแล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนตั้งใจจะออกบวชจึงได้กล่าวภาษิตนี้ว่า)

ข้อ ๓๒๙

บิดาของลูกกระทบกระเทือนใจ เพราะความเศร้าโศกถึงลูกชาย จึงละช้าง ม้า โค แก้วมณี แก้วกุณฑล และอุปกรณ์เรือนที่น่ารื่นรมย์นี้ออกบวช ถึงลูกก็กระทบกระเทือนใจ เพราะความเศร้าโศกถึงพี่ชายมาก ก็จักออกบวชด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๐๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๔. สุนทรีเถรีคาถา (ลำดับนั้น มารดาเมื่อจะชักนำสุนทรีธิดาในทางเนกขัมมะ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๓๓๐

ลูกสุนทรี ขอความดำริของลูกจงสำเร็จตามที่ลูกปรารถนาเถิด ลูกเมื่อใช้สอยสิ่งเหล่านี้ คือ ก้อนข้าวที่พึงลุกขึ้นยืนรับ การเที่ยวแสวงหาอาหาร และนุ่งห่มผ้าบังสุกุล จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในโลกหน้าเถิด (พระสุนทรีจึงกล่าวขออนุญาตพระภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌาย์ว่า)

ข้อ ๓๓๑

ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันเมื่อเป็นสิกขมานา ก็ชำระทิพยจักขุให้หมดจดได้แล้ว ดิฉันระลึกรู้ถึงชาติก่อนที่เคยอยู่อาศัยมาได้

ข้อ ๓๓๒

ข้าแต่แม่เจ้า ผู้มีคุณความดีเป็นผู้งามในหมู่พระเถรี เพราะอาศัยแม่ท่าน ดิฉันบรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว

ข้อ ๓๓๓

ข้าแต่แม่เจ้า โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ ดิฉันประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จักบันลือสีหนาทในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด (พระสุนทรีเถรีไปถึงกรุงสาวัตถีแล้ว เข้าไปยังพระวิหาร ได้เห็นพระศาสดา ประทับนั่งอยู่บนธรรมาสน์ จึงพูดกับตนเองว่า)

ข้อ ๓๓๔

สุนทรีท่านจงดูพระศาสดาผู้มีพระรัศมีดังทองคำ มีพระฉวีวรรณเรืองรองดังทองคำ ทรงฝึกเหล่าชนที่ใครๆ ฝึกไม่ได้ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ (กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๑๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๓. วีสตินิบาต] ๕. สุภากัมมารธีตุเถรีคาถา

ข้อ ๓๓๕

ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรหม่อมฉันผู้ชื่อว่าสุนทรี ซึ่งหลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส ปราศจากราคะ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้วมาเฝ้าอยู่

ข้อ ๓๓๖

ข้าแต่พระมหาวีระ สุนทรีสาวิกาของพระองค์ ออกจากกรุงพาราณสี มาเฝ้าพระองค์ ถวายอภิวาทพระยุคลบาทอยู่

ข้อ ๓๓๗

พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นพราหมณ์ หม่อมฉันเป็นธิดาซึ่งเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ของพระองค์ ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว (ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะชมเชยการมาเฝ้าของนาง จึงได้ตรัสว่า)

ข้อ ๓๓๘

สุนทรีผู้เจริญ เธอมาดีแล้ว มาไม่เลวเลย เพราะว่าผู้ที่ฝึกแล้วอย่างนี้ ปราศจากราคะ ไม่เกาะเกี่ยว ไม่มีอาสวะ ทำกิจเสร็จแล้ว ย่อมมากราบเท้าพระศาสดา

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา สุนทรีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางสุนทรีเถรี

ข้อ ๔๗๐

|๔๗๐.๓๑๒| ๔ เปตานิ โภติ ปุตฺตานิ ขาทมานา ตุวํ ปุเร ตุวํ ทิวา จ รตฺโต จ อตีว ปริตปฺปสิ ฯ |๔๗๐.๓๑๓| สาชฺช สพฺพานิ ขาทิตฺวา สตฺต ปุตฺตานิ พฺราหฺมณิ วาสิฏฺฐิ เกน วณฺเณน น พาฬฺหํ ปริตปฺปสิ |๔๗๐.๓๑๔| พหูนิ เม ปุตฺตสตานิ ญาติสงฺฆสตานิ จ ขาทิตานิ อตีตํเส มม ตุยฺหญฺจ พฺราหฺมณ ฯ |๔๗๐.๓๑๕| สาหํ นิสฺสรณํ ญตฺวา ชาติยา มรณสฺส จ น โสจามิ น โรทามิ น จาหํ ปริตปฺปามิ ฯ |๔๗๐.๓๑๖| อพฺภูตํ วต วาสิฏฺฐิ วาจํ ภาสสิ เอทิสึ กสฺส ตฺวํ ธมฺมมญฺญาย คิรํ ภาสสิ เอทิสึ ฯ |๔๗๐.๓๑๗| เอส พฺราหฺมณ สมฺพุทฺโธ นครํ มิถิลํ ปติ สพฺพทุกฺขปฺปหานาย ธมฺมํ เทเสสิ ปาณินํ ฯ |๔๗๐.๓๑๘| ตสฺสาหํ พฺราหฺมณ อรหโต ธมฺมํ สุตฺวา นิรูปธึ ตตฺถ วิญฺญาตสทฺธมฺมา ปุตฺตโสกํ พฺยปานุทึ ฯ |๔๗๐.๓๑๙| โส อหํปิ คมิสฺสามิ นครํ มิถิลํ ปติ อปฺเปว มํ โส ภควา สพฺพทุกฺขา ปโมจเย ฯ |๔๗๐.๓๒๐| อทฺทส พฺราหฺมโณ พุทฺธํ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ ตสฺส ธมฺมมเทเสสิ มุนิ ทุกฺขสฺส ปารคู |๔๗๐.๓๒๑| ทุกฺขํ ทุกฺขสมุปฺปาทํ ทุกฺขสฺส จ อติกฺกมํ อริยฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ทุกฺขูปสมคามินํ ฯ |๔๗๐.๓๒๒| ตตฺถ วิญฺญาตสทฺธมฺโม ปพฺพชฺชํ สมโรจยิ สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ |๔๗๐.๓๒๓| เอหิ สารถิ คจฺฉาหิ รถํ นียาทยาหิมํ อาโรคฺยํ พฺราหฺมณึ วชฺช ปพฺพชิโต ทานิ พฺราหฺมโณ สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ |๔๗๐.๓๒๔| (ตโต จ รถมาทาย สหสฺสญฺจาปิ สารถิ อาโรคฺยํ พฺราหฺมณึ อโวจ ปพฺพชิโต ทานิ พฺราหฺมโณ สุชาโต ตีหิ รตฺตีหิ ติสฺโส วิชฺชา อผสฺสยิ ฯ) |๔๗๐.๓๒๕| เอตญฺจาหํ อสฺสรถํ สหสฺสญฺจาปิ สารถิ เตวิชฺชํ พฺราหฺมณํ สุตฺวา ปุณฺณปตฺตํ ททามิ เต ฯ |๔๗๐.๓๒๖| ตุเมฺหว โหตุ อสฺสรโถ สหสฺสญฺจาปิ พฺราหฺมณิ อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ วรปญฺญสฺส สนฺติเก ฯ |๔๗๐.๓๒๗| หตฺถิควสฺสํ มณิกุณฺฑลญฺจ ผีตญฺจิมํ เคหวิคตํ ปหาย ปิตา ปพฺพชิโต ตุยฺหํ ภุญฺช โภคานิ สุนฺทริ ตุวํ ทายาทิกา กุเล ฯ |๔๗๐.๓๒๘| หตฺถิควสฺสํ มณิกุณฺฑลญฺจ รมฺมญฺจิมํ เคหวิคตํ ปหาย ปิตา ปพฺพชิโต มยฺหํ ปุตฺตโสเกน อทฺธิโต อหํปิ ปพฺพชิสฺสามิ ภาตุโสเกน อทฺธิตา |๔๗๐.๓๒๙| โส เต อิชฺฌตุ สงฺกปฺโป ยํ ตฺวํ ปตฺเถสิ สุนฺทริ อุตฺติฏฺฐปิณฺโฑ อุญฺโฉ จ ปํสุกูลญฺจ จีวรํ เอตานิ อภิสมฺโภนฺตี ปรโลเก อนาสวา ฯ |๔๗๐.๓๓๐| สิกฺขมานาย เม อยฺเย ทิพฺพจกฺขุํ วิโสธิตํ ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ฯ |๔๗๐.๓๓๑| ตุวํ นิสฺสาย กลฺยาณิ เถรี สงฺฆสฺส โสภเณ ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๗๐.๓๓๒| อนุชานาหิ เม อยฺเย อิจฺเฉ สาวตฺถึ คนฺตเว สีหนาทํ นทิสฺสามิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ฯ |๔๗๐.๓๓๓| ปสฺส สุนฺทริ สตฺถารํ เหมวณฺณํ หริตฺตจํ อทนฺตานํ ทเมตารํ สมฺพุทฺธมกุโตภยํ ฯ |๔๗๐.๓๓๔| ปสฺส สุนฺทริมายนฺตึ วิปฺปมุตฺตํ นิรูปธึ วีตราคํ วิสํยุตฺตํ กตกิจฺจมนาสวํ ฯ |๔๗๐.๓๓๕| พาราณสีโต นิกฺขมฺม ตว สนฺติกมาคตา สาวิกา เต มหาวีร ปาเท วนฺทติ สุนฺทรี ฯ |๔๗๐.๓๓๖| ตุวํ พุทฺโธ ตุวํ สตฺถา ตุยฺหํ ธีตมฺหิ พฺราหฺมณ โอรสา มุขโต ชาตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ |๔๗๐.๓๓๗| ตสฺสา เต สฺวาคตํ ภทฺเท ตโต เต อทุราคตํ เอวํ หิ ทนฺตา อายนฺติ สตฺถุ ปาทานิ วนฺทิกา วีตราคา วิสํยุตฺตา กตกิจฺจา อนาสวา ฯ สุนฺทรี ฯ

สุชาตพราหมณ์ผู้บิดา เมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบรรเทาความเศร้าโศก จึงกล่าว คาถาถามว่า ดูกรแม่สุนทรีผู้เจริญ เมื่อก่อนท่านเคี้ยวกินบุตรทั้งหลายที่ตายแล้วเป็น อันมาก ท่านเดือดร้อนอย่างยิ่งทั้งกลางวันและกลางคืน ดูกรนางพราหมณี ผู้เป็นเหล่ากอวาเสฏฐโคตร วันนี้ท่านได้เคี้ยวกินบุตรรวมทั้งหมด ๗ คน เพราะเหตุไรจึงไม่เดือดร้อนเล่า. พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ ในเวลาที่ล่วงมาแล้ว บุตรและหมู่ญาติของเราหลายร้อย อันเราและท่านได้กินแล้ว เรานั้นได้รู้นิพพานอันเป็นธรรมเครื่องสลัด ออกซึ่งชาติและมรณะ จึงไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ และไม่เดือดร้อน. พราหมณ์กล่าวว่า ดูกรนางวาสิฏฐี วาจาที่ท่านพูดนี้เป็นวาจาที่น่าอัศจรรย์หนอ ท่านรู้ธรรม ของใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้? พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า ดูกรพราหมณ์ พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองมิถิลา ทรงแสดงธรรม แก่หมู่สัตว์เพื่อให้ละทุกข์ทั้งปวง ดูกรพราหมณ์ เราฟังธรรมอันหา อุปธิกิเลสมิได้ ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วเป็น ผู้มีสัทธรรมอันรู้แจ้งแล้ว ณ ที่นั้น จึงบรรเทาความเศร้าโศกถึงบุตร เสียได้. แม้เราก็จักไปสู่เมืองมิถิลาบ้าง ถึงอย่างไร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ก็คงเปลื้องเราจากสรรพทุกข์ได้เป็นแน่ พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส พระพุทธเจ้าเป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ทรงแสดงธรรม คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ และ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันเป็นทางดำเนินถึงความดับ- ทุกข์ พราหมณ์มีพระสัทธรรมอันรู้แจ้งแล้ว ณ สำนักพระพุทธเจ้านั้น พอใจการออกบวช พอบวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ มานี่เถิด นายสารถี ไปเถิด เรามอบรถนี้ให้ท่าน ขอท่านจงบอกพราหมณีว่าเรา สบายดี แต่เดี๋ยวนี้พราหมณ์ได้บวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ ลำดับนั้น นายสารถีได้พารถ และกหาปณะพันหนึ่งไปมอบให้นางพราหมณี และได้บอกนางพราหมณีว่า พราหมณ์สบายดีแต่เดี๋ยวนี้บวชเสียแล้ว พอบวชแล้วได้ ๓ ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓. นางพราหมณีกล่าวว่า ดูกรนายสารถี เราให้รถม้านี้กับกหาปณะพันหนึ่งและบาตรอันเต็มแล้ว แก่ท่าน เพราะได้ฟังว่าพราหมณ์ได้บรรลุวิชชา ๓. เมื่อนางพราหมณีให้รางวัลอย่างนี้ นายสารถีไม่รับ กลับกล่าวว่า ดูกรนางพราหมณี รถม้าและกหาปณะพันหนึ่ง ขอจงเป็นของท่านตามเดิม เถิด แม้ข้าพเจ้าก็จักออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญา อันประเสริฐ. ก็เมื่อนายสารถีออกบวชแล้ว นางพราหมณีเรียกนางสุนทรีธิดาของตนมาแล้ว ได้กล่าว คาถาใจความว่า ลูกสุนทรี บิดาของเจ้าละช้าง โค ม้า แก้วมณี แก้วกุณฑล และ เครื่องอุปกรณ์แห่งเรือนเป็นอันมากนี้ออกบวชแล้ว เจ้าจงบริโภคโภคะ เหล่านี้เถิด เพราะว่าเจ้าเป็นทายาทในสกุลนี้. นางสุนทรีฟังคำมารดาแล้ว เมื่อจะประกาศความตั้งใจในการออกบวชของตน จึงกล่าว คาถาความว่า บิดาของดิฉันถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำจึงละช้าง โค ม้า แก้วมณี แก้วกุณฑล และเครื่องอุปกรณ์แห่งเรือนอันรื่นรมย์นี้แล้ว ออกบวช ดิฉันผู้ถูกความเศร้าโศกถึงพี่ชายครอบงำแล้ว จักออกบวชบ้าง. ลำดับนั้น มารดาเมื่อจะชักนำนางสุนทรีในทางเนกขัมมะจึงได้กล่าวคาถาความว่า ลูกสุนทรี ขอความดำริในการออกบวชของเจ้าจงสำเร็จตามที่เจ้าปรารถนา เถิด เจ้าจงบริโภคก้อนข้าวอันต้องยืนรับ จงมีการเที่ยวแสวงหา จงเป็น ผู้นุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรและจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในโลกหน้า. นางสุนทรีกล่าวกับนางภิกษุณีผู้เป็นอุปัชฌายะว่า ข้าแต่แม่เจ้า ดิฉันศึกษาอยู่ ได้ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว รู้ระลึกถึง ขันธ์ที่เคยอยู่มาแล้วก่อนๆ ได้ ข้าแต่แม่เจ้าผู้มีคุณอันดีงาม เป็นผู้งาม ในหมู่พระเถรี วิชชา ๓ ดิฉันได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ทำเสร็จแล้ว เพราะอาศัยท่าน ข้าแต่ท่านแม่ ดิฉันปรารถนาจะ ไปยังนครสาวัตถี ขอท่านแม่จงอนุญาตให้ดิฉันไปเถิด ดิฉันจักบันลือ สีหนาทในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. พระสุนทรีไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว เข้าไปยังพระวิหารได้เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงกล่าวคาถาความว่า ดูกรแม่สุนทรี ท่านจงดูพระศาสดาผู้มีพระวรรณะดุจทองคำ มีพระ- ฉวีวรรณเหลืองดังทองคำ ทรงฝึกคนที่ผู้อื่นฝึกไม่ได้ ผู้ตรัสรู้ด้วย พระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรนาง สุนทรีผู้หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิกิเลส ปราศจากราคะ ผู้ไม่เกาะเกี่ยว ไม่มีอาสวะ เสร็จกิจแล้วมาเฝ้าอยู่ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า นางสุนทรี สาวิกาของพระองค์ ออกจากพระนครพาราณสีมาสู่สำนักของพระองค์ แล้ว ถวายบังคมพระยุคลบาทอยู่ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ เป็นพระศาสดา ของหม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ หม่อม ฉันเป็นธิดาผู้ซึ่งเกิดแต่พระอุระ แต่พระโอฐของพระองค์ เป็นผู้ทำกิจ เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนางสุนทรีผู้เจริญ การที่เธอมานี้ ชื่อว่าเป็นการมาดีแล้ว เธอมาแต่ ที่ไกลก็เหมือนมาใกล้ เพราะว่า ผู้ที่มีอินทรีย์อันฝึกแล้ว ปราศจากความ กำหนัด ไม่เกาะเกี่ยว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้า ของพระศาสดาอย่างนี้.

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/