๓. มหากัปปินเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๐. ทสกนิบาต] ๓. มหากัปปินเถรคาถา ๓. มหากัปปินเถรคาถา ภาษิตของพระมหากัปปินเถระ (พระมหากัปปินเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)
ผู้ใดย่อมเห็นประโยชน์ที่เกื้อกูลและไม่เกื้อกูล ทั้งสองที่ยังมาไม่ถึงนั้นได้ก่อน ผู้ที่เป็นศัตรูหรือมิตรของผู้นั้น คอยหาช่องทางอยู่ก็ย่อมไม่เห็น
ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดี อบรมมาโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนดวงจันทร์พ้นจากเมฆ
จิตของเราผ่องแผ้วหนอ ได้รับอบรมด้วยดีอย่างไม่มีประมาณ เป็นจิตรู้แจ้งแทงตลอดและประคองไว้ดีแล้ว ย่อมสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
ผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็เป็นอยู่ได้ ส่วนคนมีทรัพย์ แต่ไม่มีปัญญา ก็เป็นอยู่ไม่ได้
ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินเรื่องที่ได้ฟังมา เป็นเหตุเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ นรชนผู้ประกอบด้วยปัญญาในโลกนี้ แม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ยังประสบสุขได้
ธรรมนี้มิใช่มีแต่วันนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ ทั้งมิใช่ไม่เคยมีมา ในโลกที่สัตว์เกิดสัตว์ตายจะไม่เคยมีได้อย่างไร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๓๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๑๐. ทสกนิบาต] ๔. จูฬปันถกเถรคาถา
เมื่อสัตว์เกิดมาแล้วจะต้องตายต่อจากการมีชีวิตแน่แท้ สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้วๆ ในโลกนี้ย่อมตายทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายมีความเกิด ความตายเป็นธรรมดาอย่างนี้
การที่คนอื่นๆ ร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไป เพื่อต้องการให้ผู้ที่ตายไปนั้นมีชีวิต ไม่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ตายไป การร้องไห้นี้นำยศมาให้ไม่ได้ นำความสรรเสริญมาให้ก็ไม่ได้ ทั้งสมณพราหมณ์ก็ไม่สรรเสริญเลย
ดวงตาและร่างกายของผู้ร้องไห้ย่อมร่วงโรย ผิวพรรณ กำลัง และความคิดก็เสื่อม พวกคนที่เป็นศัตรูของผู้ร้องไห้นั้นย่อมยินดี ส่วนพวกที่เป็นมิตรของเขาก็ย่อมไม่มีความสุขไปด้วย
เพราะฉะนั้นแล บุคคลพึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ และท่านผู้เป็นพหูสูตซึ่งสามารถทำกิจของตนให้สำเร็จได้ ด้วยกำลังปัญญาให้อยู่ในสกุล เหมือนคนทั้งหลายข้ามแม่น้ำที่เต็มเปี่ยมได้ด้วยเรือ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. มหากัปปินเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระมหากัปปินเถระ
|๓๗๒.๕๔๗| ๓ อนาคตํ โย ปฏิกจฺจ ปสฺสติ หิตญฺจ อตฺถํ อหิตญฺจ ตํ ทฺวยํ วิทฺเทสิโน ตสฺส หิเตสิโน วา รนฺธํ น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา ฯ |๓๗๒.๕๔๘| อานาปานสตี ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ |๓๗๒.๕๔๙| โอทาตํ วต เม จิตฺตํ อปฺปมาณํ สุภาวิตํ นิพทฺธํ ปคฺคหีตญฺจ สพฺพา โอภาสเต ทิสา ฯ |๓๗๒.๕๕๐| ชีวเตวาปิ สปฺปญฺโญ อปิ วิตฺตปริกฺขยา ปญฺญาย จ อลาเภน วิตฺตวาปิ น ชีวติ ฯ |๓๗๒.๕๕๑| ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ปญฺญา กิตฺติสิโลกวฑฺฒนี ปญฺญาสหิโต นโร อิธ อปิ ทุกฺเขสุ สุขานิ วินฺทติ ฯ |๓๗๒.๕๕๒| นายํ อชฺชตโน ธมฺโม นจฺเฉโร นปิ อพฺภุโต ยตฺถ ชาเยถ มีเยถ ตตฺถ กึ วิย อพฺภุตํ ฯ |๓๗๒.๕๕๓| อนนฺตรํ หิ ชาตสฺส ชีวิตา มรณํ ธุวํ ชาตา ชาตา มรนฺตีธ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน ฯ |๓๗๒.๕๕๔| น เหตทตฺถาย มตสฺส โหติ ยํ ชีวิตตฺถํ ปรโปริสานํ มตมฺหิ รุณฺณํ น ยโส น โสกฺยํ น วณฺณิตํ สมณพฺราหฺมเณหิ ฯ |๓๗๒.๕๕๕| จกฺขุํ สรีรํ อุปหนฺติ โรณฺณํ นิหิยฺยติ วณฺณพลํ มตี จ อานนฺทิโน ตสฺส ทิสา ภวนฺติ หิเตสิโน จสฺส สุขี ภวนฺติ ฯ |๓๗๒.๕๕๖| ตสฺมา หิ อิจฺเฉยฺย กุเล วสนฺเต เมธาวิโน เจว พหุสฺสุเต จ เยสํ หิ ปญฺญาวิภเวน กิจฺจํ ตรนฺติ นาวาย นทึว ปุณฺณนฺติ ฯ มหากปฺปิโน เถโร ฯ
ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้งหรือแสวงหาประโยชน์ ย่อมพิจารณาเห็นกิจ ทั้งสอง คือ ที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ อันยังไม่มาถึง ได้ก่อนอมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้น เรียกว่า ผู้มีปัญญา ผู้ใดเจริญอานาปาณสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อม ยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์เพ็ญออกจากกลีบเมฆฉะนั้น จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้ว หาประมาณมิได้ เป็น จิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว บุคคล ผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมีชีวิตอยู่เป็นได้แน่แท้ ส่วนบุคคล ผู้ไม่มีปัญญาถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่ง ที่ตนฟังมาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ นรชน ในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่ตนตกทุกข์ ก็ ย่อมได้รับความสุข ธรรมนี้มิใช่มีในวันนี้ ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่เคยมีมาแล้ว แต่ดูเหมือนเป็นของที่ไม่เคยมีในโลก ซึ่ง เป็นที่เกิดที่ตาย เมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความ ตายแน่แท้ สัตว์ที่เกิดมาแล้วๆ ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ชีวิตอันใดเป็นประโยชน์ แก่บุรุษเหล่าอื่น ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว อันการร้องไห้ถึงผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมไม่ทำให้เกิดผล ไม่ทำให้ เกิดความสรรเสริญ สมณะและพราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย การ ร้องไห้ย่อมเบียดเบียนจักษุและร่างกาย ทำให้เสื่อมวรรณะ กำลัง และความคิด ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึกย่อมมีจิตยินดี ส่วนชน ผู้เป็นมิตรก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้น บุคคลพึงปรารถนา ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต ให้อยู่ในสกุลของตน เพราะ กิจทุกอย่างจะสำเร็จได้ ด้วยกำลังปัญญาของท่านที่เป็นนักปราชญ์ และเป็นพหูสูตเท่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำอันเต็มฝั่ง ด้วยเรือ ฉะนั้น.