อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๐๒

๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๒–๔๔๙พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 48 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา ๑๕. จัตตาฬีสนิบาต ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา ภาษิตของพระอิสิทาสีเถรี (พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๔๐๒

ในเมืองปาฏลีบุตรได้ชื่อว่าเป็นเมืองดอกไม้ เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส มีพระภิกษุณี ผู้ทรงคุณธรรม เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ๒ รูป

ข้อ ๔๐๓

ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่าอิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อว่าโพธิ ล้วนมีศีลสมบูรณ์ ยินดีเข้าฌาน เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสได้แล้ว

ข้อ ๔๐๔

ทั้งสองรูปนั้นเที่ยวบิณฑบาต ฉันและล้างบาตรแล้ว ก็นั่งพักอย่างสบายในที่สงัด ได้เปล่งถ้อยคำเหล่านี้ถามตอบกัน (พระโพธิเถรีถามว่า)

ข้อ ๔๐๕

แม่เจ้าอิสิทาสี แม่เจ้าเป็นผู้น่าเลื่อมใสอยู่ แม้วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็นโทษอะไร จึงขวนขวายในเนกขัมมะเล่า

ข้อ ๔๐๖

พระอิสิทาสีเถรีนั้นฉลาดในการแสดงธรรม เมื่อถูกซักถามในที่สงัด จึงได้กล่าวตอบดังนี้ว่า แม่เจ้าโพธิ ขอแม่เจ้าจงฟังเหตุที่ฉันออกบวช (ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา)

ข้อ ๔๐๗

ในกรุงอุชเชนนีราชธานี บิดาของดิฉันเป็นเศรษฐี สำรวมในศีล ดิฉันเป็นธิดาคนเดียวของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปราน และน่าเอ็นดู

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๐๘

ภายหลังพวกคนสนิทของดิฉัน ที่มีตระกูลสูงมาจากเมืองสาเกต ขอดิฉันว่า เศรษฐีมีรัตนะมากขอดิฉัน บิดาได้ให้ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น

ข้อ ๔๐๙

ดิฉันต้องเข้าไปทำความนอบน้อมพ่อผัวและแม่ผัวทุกเช้าเย็น ต้องกราบเท้าด้วยเศียรเกล้า ตามที่ถูกสั่งสอนมา

ข้อ ๔๑๐

พี่สาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย หรือบ่าวไพร่ของสามีดิฉันไม่ว่าคนใด ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็หวาดกลัวต้องให้ที่นั่งเขา

ข้อ ๔๑๑

ดิฉันต้องรับรองเขาด้วยข้าว น้ำ ของเคี้ยว และสิ่งของที่จัดเตรียมไว้ในที่ที่เขาเข้าไปนั้น นำเข้าไปให้ และต้องให้ของที่สมควรแก่เขา

ข้อ ๔๑๒

ดิฉันลุกขึ้นตามเวลา เข้าไปยังเรือนสามี ล้างมือและเท้าที่ใกล้ประตู ประนมมือเข้าไปหาสามี

ข้อ ๔๑๓

ต้องจัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา และกระจก แต่งตัวให้สามีเอง เสมอเหมือนหญิงรับใช้

ข้อ ๔๑๔

หุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเองทั้งนั้น ปรนนิบัติสามี เสมือนมารดาปรนนิบัติบุตรน้อยคนเดียว

ข้อ ๔๑๕

จงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิกถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามีก็ยังเกลียด

ข้อ ๔๑๖

สามีนั้น บอกมารดาและบิดาว่า ลูกจักลาไปละ ลูกไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๓}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา (มารดาบิดาของเขากล่าวว่า)

ข้อ ๔๑๗

อย่าพูดอย่างนี้สิลูก อิสิทาสีเป็นบัณฑิต ฉลาดรอบครอบ ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไมลูกจึงไม่ชอบใจล่ะ (สามีของดิฉันพูดว่า)

ข้อ ๔๑๘

อิสิทาสี ไม่ได้เบียดเบียนอะไรลูกดอก แต่ลูกไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ลูกเกลียด ลูกพอแล้ว จักขอลาไป

ข้อ ๔๑๙

แม่ผัวและพ่อผัว ฟังคำของสามีดิฉันนั้นแล้ว ได้ถามดิฉันว่า เจ้าประพฤติผิดอะไร เจ้าจึงถูกเขาทอดทิ้ง จงพูดไปตามความเป็นจริงสิ (ดิฉันตอบว่า)

ข้อ ๔๒๐

ดิฉันไม่ได้ประพฤติผิดอะไร ไม่ได้เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ดิฉันกล้าหรือ ที่จะทำสิ่งที่สามีเกลียดดิฉันได้นะคุณแม่

ข้อ ๔๒๑

มารดาบิดาของเขานั้น เสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำ หวังทะนุถนอมบุตร จึงนำดิฉันส่งกลับไปเรือนบิดา ฉันเป็นผู้ชนะสิริที่สวยงามแล้วหนอ

ข้อ ๔๒๒

ภายหลัง บิดาได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตร ผู้ร่ำรวยน้อยกว่าสามีคนแรกครึ่งหนึ่ง โดยสินสอดครึ่งหนึ่งจากสินสอดที่เศรษฐีให้เราครั้งแรก

ข้อ ๔๒๓

ดิฉัน อยู่ในเรือนสามีคนที่ ๒ นั้นได้เดือนเดียว ต่อมา เขาขับไล่ดิฉันซึ่งบำรุงบำเรออยู่ดุจทาสี ไม่คิดประทุษร้าย มีศีลสมบูรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๒๔

บิดาของดิฉัน บอกบุรษผู้หนึ่ง ที่ฝึกกายและวาจาแล้ว มีหน้าที่ฝึกจิตของชนเหล่าอื่น กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้าจงทิ้งผ้าเก่าๆ และกระเบื้องขอทานเสีย มาเป็นลูกเขยข้าเถิด

ข้อ ๔๒๕

แม้บุรุษนั้น อยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกับบิดาว่า โปรดคืนผ้าเก่า กระเบื้องขอทาน และภาชนะขอทานแก่ฉันเถิด ฉันจักไปขอทานตามเดิม

ข้อ ๔๒๖

ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันทุกคน พูดกับคนขอทานนั้นว่า เจ้าทำอะไรไม่ได้ในที่นี้ รีบบอกมา เธอจักทำกิจนั้นแทนเจ้าเอง

ข้อ ๔๒๗

เขาถูกบิดามารดาและหมู่ญาติของดิฉันถามอย่างนี้แล้ว จึงพูดว่า ถึงตัวฉันจะเป็นใหญ่และเป็นไท ฉันพอแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งไม่ขออยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกับเธอ

ข้อ ๔๒๘

ชายขอทานนั้นถูกบิดาปล่อยก็ไป แม้ดิฉันอยู่คนเดียว ก็คิดว่า จะลาบิดามารดาไปตายหรือไปบวชเสีย

ข้อ ๔๒๙

ขณะนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตาเถรี ผู้ทรงวินัย เป็นพหูสูต มีศีลสมบูรณ์ เที่ยวบิณฑบาตมายังตระกูลบิดา

ข้อ ๔๓๐

ดิฉันเห็นท่าน จึงลุกไปจัดที่นั่งของดิฉันถวายท่าน และเมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ดิฉันก็กราบเท้าแล้วถวายอาหาร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๓๑

ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วยข้าวน้ำ ของควรเคี้ยว และสิ่งของที่จัดไว้ในเรือนนั้นให้อิ่มหนำสำราญ จึงเรียนท่านว่า ดิฉันประสงค์จะบวช เจ้าค่ะ

ข้อ ๔๓๒

ลำดับนั้น บิดาพูดกับดิฉันว่า ลูกเอ๋ย ลูกจงประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำเถิด

ข้อ ๔๓๓

ขณะนั้น ดิฉันร้องไห้ประนมมือพูดกับบิดาว่า ความจริง ลูกทำบาปมามากแล้ว ลูกจักชำระกรรมนั้นให้เสร็จสิ้นกันเสียที

ข้อ ๔๓๔

ครั้งนั้น บิดาจึงให้พรดิฉันว่า ขอให้ลูกบรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผลอันเลิศ และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ ทรงกระทำให้แจ้งเถิด

ข้อ ๔๓๕

ดิฉันกราบลามารดาบิดาและหมู่ญาติทุกคน บวชได้ ๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓

ข้อ ๔๓๖

รู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่มีผลวิบากแก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้าโปรดสำรวมใจฟังวิบากกรรมนั้นเถิด

ข้อ ๔๓๗

ชาติก่อน ดิฉันเป็นช่างทองในเมืองเอรกกัจฉะ มีทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่ม ได้เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๓๘

ดิฉันนั้นตายจากชาตินั้นแล้ว ต้องไปหมกไหม้อยู่ในนรกเป็นเวลานาน ถูกไฟนรกเผาแล้ว ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว ก็เกิดในท้องนางลิง

ข้อ ๔๓๙

พอเกิดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ จ่าฝูง ก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๔๐

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว เกิดในท้องแม่แพะตาบอด และเป็นง่อยอยู่ในป่า แคว้นสินธุ

ข้อ ๔๔๑

พออายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขึ้นหลังไป ถูกเด็กตัดอวัยวะสืบพันธุ์ ป่วยเป็นโรค หมู่หนอนชอนไชที่อวัยวะสืบพันธุ์ นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๒

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดแพะนั้นแล้ว ก็เกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคมีขนแดงดังน้ำครั่ง อายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน

ข้อ ๔๔๓

ดิฉันถูกเขาใช้ให้ลากไถและเทียมเกวียน ป่วยเป็นโรคตาบอด มีความลำบาก นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๔

ดิฉันนั้นตายจากกำเนิดโคนั้นแล้ว เกิดในท้องสาวใช้ข้างถนนในพระนคร เป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง นี้เป็นผลกรรมที่ดิฉันเป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น

ข้อ ๔๔๕

อายุ ๓๐ ปีก็ตาย มาเกิดเป็นเด็กหญิง ในตระกูลช่างเกวียนที่เข็ญใจ มีโภคทรัพย์น้อย มีเจ้าหนี้มากมาย

ข้อ ๔๔๖

เมื่อหนี้พอกพูนทับถมมากขึ้น แต่นั้น นายกองเกวียนก็ริบเอาทรัพย์สมบัติแล้ว ฉุดคร่าดิฉันนั้นผู้กำลังรำพันอยู่ออกจากเรือนของสกุล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๑๕. จัตตาฬีสนิบาต] ๑. อิสิทาสีเถรีคาถา

ข้อ ๔๔๗

ภายหลัง บุตรของนายกองเกวียนนั้นชื่อคิริทาส เห็นดิฉันเป็นสาวรุ่นอายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ จึงขอไปเป็นภรรยา

ข้อ ๔๔๘

แต่นายคิริทาสนั้น มีภรรยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็นคนมีศีล มีคุณธรรม และมีชื่อเสียง รักใคร่สามีอย่างดียิ่ง ดิฉันได้ทำให้สามีเกลียดนาง

ข้อ ๔๔๙

ข้อที่สามีทั้งหลาย เลิกร้างดิฉัน ซึ่งปรนนิบัติอยู่เสมือนสาวใช้ไป ก็เป็นผลกรรมที่ดิฉันนั้นกระทำแล้วในครั้งนั้น ดิฉันสิ้นสุดกรรมนั้นแล้ว จัตตาฬีสนิบาต จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๖๒๘}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เถรีคาถาย จตฺตาฬีสนิปาโต

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในจัตตฬีสนิบาต อิสิทาสีเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางอิสิทาสี-โพธีเถรี

ข้อ ๔๗๓

|๔๗๓.๔๐๑| ๑ นครมฺหิ กุสุมนาเม ปาฏลิปุตฺตมฺหิ ปฐวิยา มณฺเฑ สกฺยกุลกุลีนาโย เทฺว ภิกฺขุนิโย คุณวติโย ฯ |๔๗๓.๔๐๒| อิสิทาสี ตตฺถ เอกา ทุติยา โพธีติ สีลสมฺปนฺนา จ ฌานชฺฌายนรตาโย พหุสฺสุตาโย ธุตกิเลสาโย ฯ |๔๗๓.๔๐๓| ตา ปิณฺฑาย จริตฺวาน ภตฺตตฺถํ กริย โธตาปตฺตาโย รหิตมฺหิ สุขนิสินฺนา อิมา คิรา อพฺภวเทสุํ ฯ |๔๗๓.๔๐๔| ปาสาทิกาสิ อยฺเย อิสิทาสิ วโยปิ เต อปริหีโน กึ ทิสฺวาน วลิกํ อถาสิ เนกฺขมฺมมนุยุตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๐๕| เอวมนุยุญฺชิยมานา สา รหิเต ธมฺมเทสนากุสลา อิสิทาสี อิทํ วจนมพฺรวิ สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ฯ อิโต ปรํ วิสชฺชนกถา |๔๗๓.๔๐๖| อุชฺเชนิยา ปุรวเร มยฺหํ ปิตา สีลสํวุโต เสฏฺฐี ตสฺสมฺหิ เอกา ธีตา ปิยา มนาปา ทยิตา จ ฯ |๔๗๓.๔๐๗| อถ เม สาเกตโต วรโก อาคจฺฉิ อุตฺตมกุลีโน เสฏฺฐี ปหูตรตโน ตสฺส มํ สุณฺหํ อทาสิ ตาโต ฯ |๔๗๓.๔๐๘| สสฺสุยา สสฺสุรสฺส จ สายํ ปาตํ ปณามมุปคมฺม สิรสา กโรมิ ปาเท วนฺทามิ ยถามฺหิ อนุสิฏฺฐา ฯ |๔๗๓.๔๐๙| ยา มยฺหํ สามิกสฺส ภคินิโย ภาตุโน ปริชโน วา ตํ เอกวารกํปิ ทิสฺวา อุพฺพิคฺคา อาสนํ เทมิ ฯ |๔๗๓.๔๑๐| อนฺเนน จ ปาเนน จ ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ ฉาเทมิ อุปนยามิ จ เทมิ ยํ ยสฺส ปฏิรูปํ ฯ |๔๗๓.๔๑๑| กาเลน อุฏฺฐหิตฺวา ปติฆรํ สมุปคมึ อุมฺมารโธตหตฺถปาทา ปญฺชลิกา สามิกมุเปมิหํ ฯ |๔๗๓.๔๑๒| โกจฺฉํ ปสาทํ อญฺชนญฺจ อาทาสกญฺจ คณฺหิตฺวา ปริกมฺมการิกา วิย สยเมว ปตึ วิภูเสมิ ฯ |๔๗๓.๔๑๓| สยเมว โอทนํ สาธยามิ สยเมว ภาชนํ โธวึ มาตาว เอกปุตฺตกํ ตถา ภตฺตารํ ปริจรามิ |๔๗๓.๔๑๔| เอวํ มํ ภตฺติกตํ อนุตฺตรํ การิกํ ตํ นิหตมานํ อุฏฺฐายิกํ อนลสํ สีลวตึ ทุสฺสเต ภตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๑๕| โส มาตรญฺจ ปิตรญฺจ ภณติ อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกาคาเรหํ สห วตฺถุํ ฯ |๔๗๓.๔๑๖| มา เอวํ ปุตฺต อวจ อิสิทาสี ปณฺฑิตา ปริพฺยตฺตาย อุฏฺฐายิกา อนลสา กึ ตุยฺหํ น โรจเต ปุตฺต ฯ |๔๗๓.๔๑๗| น จ เม หึสติ กิญฺจิ น จาหํ อิสิทาสิยา สห วจฺฉํ เทสฺสาว เม อลํ เม อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๑๘| ตสฺส วจนํ สุณิตฺวา สสฺสู สสฺสุโร จ มํ อปุจฺฉึสุ กิสฺส ตยา อปรทฺธํ ภณ กตํ วิสฺสฏฺฐา ยถาภูตํ ฯ |๔๗๓.๔๑๙| นปิหํ อปรชฺฌํ กิญฺจิ นปิ หึเสว น คณามิ ทุพฺพจนํ กึ สกฺกา กาตุเย ยํ มํ วิเทสฺสเต ภตฺตา ฯ |๔๗๓.๔๒๐| เต มํ ปิตุ ฆรํ ปฏิ นยึสุ วิมนา ทุกฺเขน อธิภูตา ปุตฺตมนุรกฺขมานา ชินามฺหเส รูปินึ ลจฺฉึ ฯ |๔๗๓.๔๒๑| อถ มํ อทาสิ ตาโต อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ตโต อุปฑฺฒสุงฺเกน เยน มํ วินฺทถ เสฏฺฐิ ฯ |๔๗๓.๔๒๒| ตสฺสปิ ฆรมฺหิ มาสํ อวสึ อถ โสปิ มํ ปฏิจฺฉติ ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ อทูสิกํ สีลสมฺปนฺนํ ฯ |๔๗๓.๔๒๓| ภิกฺขาย จ วิจรนฺตํ ทมกํ ทนฺตํ เม ปิตา ภณติ โส สิหิ เม ชามาตา นิกฺขิป โปนฺติญฺจ ฆฏิกญฺจ ฯ |๔๗๓.๔๒๔| โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ อถ ตาตํ ภณติ เทหิ เม โปนฺตึ ฆฏิกญฺจ กปลฺลกญฺจ ปุนปิ ภิกฺขํ จริสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๒๕| อถ นํ ภณติ ตาโต อมฺมา สพฺโพ จ เม ญาติคณวคฺโค กินฺเต น กิรติ อิธ ภณ ขิปฺปํ ยนฺเต กริหิติ ฯ |๔๗๓.๔๒๖| เอวํ ภณิโต ภณติ ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ อลํ มยฺหํ อิสิทาสิยา น สห วจฺฉํ เอกฆเรหํ สห วตฺถุํ ฯ |๔๗๓.๔๒๗| วิสฺสชฺชิโต คโต โส อหํปิ เอกากินี วิจินฺเตมิ อาปุจฺฉิตฺวาน คจฺฉามิ มริตุํ วา ปพฺพชิตุํ ฯ |๔๗๓.๔๒๘| อถ อยฺยา ชินทตฺตา อาคจฺฉิ โคจราย จรมานา ตาตกุลํ วินยธรี พหุสฺสุตา สีลสมฺปนฺนา ฯ |๔๗๓.๔๒๙| ตํ ทิสฺวาน อมฺหากํ อุฏฺฐายาสนํ ตสฺสา ปญฺญาปยึ นิสินฺนาย จ ปาเท วนฺทิตฺวา โภชนมทาสึ ฯ |๔๗๓.๔๓๐| อนฺนปาเนน ขชฺเชน จ ยญฺจ ตตฺถ สนฺนิหิตํ สนฺตปฺปยิตฺวาน อวจํ อยฺเย อิจฺฉามิ ปพฺพชิตุํ ฯ |๔๗๓.๔๓๑| อถ มํ ภณติ ตาโต อิเธว ปุตฺติเก จราหิ ตํ ธมฺมํ อนฺเนน จ ปาเนน จ สนฺตปฺปย สมเณ ทฺวิชาตี จ ฯ |๔๗๓.๔๓๒| อถาหํ ภณามิ ตาตํ โรทนฺตี อญฺชลึ ปณาเมตฺวา อนุชานาหิ มํ ตาต มยา ปกตํ กมฺมํ ตํ นิชฺชเรสฺสามิ ฯ |๔๗๓.๔๓๓| อถ มํ ภณติ ตาโต ปาปุณ โพธิญฺจ อคฺคธมฺมญฺจ นิพฺพานญฺจ ลภสฺสุ ยํ สจฺฉิกริ ทฺวิปทเสฏฺโฐ ฯ |๔๗๓.๔๓๔| มาตาปิตู อภิวาทยิตฺวา สพฺพญฺจ ญาติคณวคฺคํ สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ติสฺโส วิชฺชา อผุสฺสยึ ฯ |๔๗๓.๔๓๕| ชานามิ อตฺตโน สตฺต ชาติโย ยสฺสา ยํ ผลํ วิปาโก ตํ ตว อาจิกฺขิสฺสํ ตํ เอกมนา นิสาเมหิ |๔๗๓.๔๓๖| นครมฺหิ เอรกกจฺเฉ สุวณฺณกาโร อหํ ปหูตธโน โยพฺพนมเทน มตฺโต โส ปรทารํ อเสวิหํ ฯ |๔๗๓.๔๓๗| โสหํ ตโต จวิตฺวา นิรยมฺหิ อปจฺจิสํ จิรํ ปกฺโก ตโต จ อุฏฺฐหิตฺวา มกฺกฏิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ |๔๗๓.๔๓๘| สตฺตาหํ ชาตกมฺมํ มหากปิ ยูถโป นิลฺลจฺเฉสิ ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๓๙| โสหํ ตโต จวิตฺวา กาลํ กริตฺวา สินฺธวารญฺเญ กาณาย จ ขญฺชาย จ เอฬกิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ฯ |๔๗๓.๔๔๐| ทฺวาทสวสฺสานิ อหํ นิลฺลจฺฉิโต ทารเก ปริวหิตฺวา กิมินาวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๑| โสหํ ตโต จวิตฺวา โควาณิชกสฺส คาวิยา ชาโต วจฺโฉ ลาขาตมฺโพ นิลฺลจฺฉิโต ทฺวาทเส มาเส ฯ |๔๗๓.๔๔๒| เต ปุน นงฺคลมหํ สกฏํ จ ธารยามิ อนฺโธวฏฺโฏ อกลฺโล ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๓| โสหํ ตโต จวิตฺวา วีถิยา ทาสิยา ฆเร ชาโต เนว มหิลา น ปุริโส ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ฯ |๔๗๓.๔๔๔| ตึสติวสฺสมฺหิ มโต สากฏิกกุลมฺหิ ทาริกา ชาตา กปณมฺหิ อปฺปโภเค ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ฯ |๔๗๓.๔๔๕| ตํ มํ ตโต สตฺถวาโห อุสฺสนฺนาย วิปุลาย วฑฺฒิยา โอกฑฺฒติ วิลปนฺตึ อจฺฉินฺทิตฺวา กุลฆรสฺส ฯ |๔๗๓.๔๔๖| อถ โสฬสเม วสฺเส ทิสฺวาน มํ ปตฺตโยพฺพนํ กญฺญํ โอรุทฺธตสฺส ปุตฺโต คิริทาโส นาม นาเมน ฯ |๔๗๓.๔๔๗| ตสฺสปิ อญฺญา ภริยา สีลวตี คุณวตี ยสวตี จ อนุรตฺตา ภตฺตารํ ตสฺสาหํ วิทฺเทสนมกาสึ ฯ |๔๗๓.๔๔๘| ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ยํ มํ อปกิริตูน คจฺฉนฺติ ทาสีว อุปฏฺฐหนฺตึ ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยาติ ฯ อิสิทาสี ฯ จตฺตาฬีสนิปาโต สมตฺโต ฯ -------------

ภิกษุณี ๒ รูปผู้ทรงคุณธรรม เป็นกุลธิดาในศากยสกุล ในนคร อันมีชื่อว่าโกสุม คือ เมืองปาตลีบุตร เดี๋ยวนี้ จักเป็นมณฑลแห่ง แผ่นดิน ในภิกษุณี ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่ออิสิทาสี รูปหนึ่งชื่อโพธี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน เป็นพหูสูต เป็นผู้ กำจัดกิเลสได้แล้ว ภิกษุณีทั้ง ๒ รูปนั้น ไปเที่ยวบิณฑบาตกลับมา แล้ว ทำภัตกิจเสร็จล้างบาตรแล้ว นั่งพักสบายอยู่ในที่อันสงัด ได้ ไต่ถามและแก้ไขต่อกันอย่างนี้. พระโพธีถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าอิสิทาสี พระแม่เจ้าเป็นที่น่าเลื่อมใสอยู่ แม้วัยของท่าน ก็ยังไม่เสื่อม ก็พระแม่เจ้าเห็นโทษอะไรจึงประกอบเนกขัมมะ? พระอิสิทาสีนั้นเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรมในฐานะแห่งบุญ เมื่อถูก ถามอย่างนี้ จึงได้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าโพธี ขอพระ- แม่เจ้าจงฟังตามเรื่องที่ฉันบวชแล้ว. ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนา โยมบิดาของดิฉันอยู่ในบุรีอันประเสริฐชื่อว่าอุชเชนี เป็นเศรษฐีผู้สำรวม แล้วด้วยศีล ดิฉันเป็นธิดาผู้เดียวของท่าน ซึ่งเป็นที่รักที่ชอบใจและเป็น ผู้อันท่านเอ็นดู ในเวลาที่ดิฉันเจริญวัยแล้ว เศรษฐีผู้มีรัตนะมาก เป็นสกุล อันอุดมคนหนึ่งในเมืองสาเกต มาขอดิฉันเป็นสะใภ้ โยมบิดาได้ให้ ดิฉันเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น ดิฉันได้ไปสู่สำนักมารดาและบิดาของสามี ทำการนอบน้อมด้วยเศียรเกล้า ไหว้เท้าท่านทั้ง ๒ ทุกเช้าเย็น ท่านทั้ง ๒ สอนดิฉันอย่างไร ดิฉันก็ทำอย่างนั้น พี่หญิงน้องหญิง พี่ชายน้องชายหรือ บ่าวไพร่ของสามีดิฉัน ไม่ว่าคนใด ดิฉันเห็นแล้วแม้ครั้งเดียว ก็มีความ ยำเกรงให้อาสนะ ดิฉันต้อนรับด้วยข้าวน้ำและของเคี้ยว ซึ่งเป็นของที่ เขาจัดหาไว้ที่เรือน และสิ่งใดควรแก่ผู้ใด ก็ให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น ดิฉัน ลุกขึ้นแต่เช้าเข้าไปยังเรือนสามี ล้างมือล้างเท้าที่ธรณีประตูแล้ว ประนม มือเข้าไปกราบสามี จัดหาหวี เครื่องผัดหน้า ยาหยอดตา แว่นส่องหน้า มาตบแต่งสามีเสียเองเหมือนสาวใช้ ดิฉันหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะ เอง มารดาบำรุงบำเรอบุตรน้อยคนเดียว ฉันใด ดิฉันก็บำเรอสามี ฉันนั้น ดิฉันมีความจงรักภักดี มีวัตรอันยอดยิ่ง ทำการงานอันหญิงพึง ทำทุกอย่าง ไม่มีความถือเนื้อถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน สมบูรณ์ด้วย ศีลอย่างนี้ สามีก็ยังโกรธ สามีของดิฉันพูดกะมารดาของเขาว่า ฉันจัก ลาไป จักไม่อยู่ร่วมกับนางอิสิทาสี ฉันไม่ควรอยู่ร่วมในเรือนหลัง เดียวกับนางอิสิทาสี. มารดาบิดาของเขาจึงห้ามว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าพูดอย่างนั้นเลย นางอิสิทาสีเป็นบัณฑิตฉลาดรอบคอบ ขยันไม่เกียจคร้าน ไฉนจึงไม่ชอบใจเจ้าล่ะลูก. นางอิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนอะไรฉันเลย แต่ว่าฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับ นางอิสิทาสีเท่านั้น ฉันไม่อยากเห็น ไม่ต้องการ ฉันจักลาบิดามารดา ไปละ. และบิดาของสามีของดิฉันฟังคำของเขาแล้ว ได้ถามดิฉันว่า เจ้าทำผิด อย่างไร สามีของเจ้าจักละทิ้งเจ้าเช่นนี้ เจ้าจงบอกสิ่งที่เจ้าได้ทำตามจริงเถิด. ดิฉันตอบว่า ดิฉันไม่ได้ทำผิดอะไร ทั้งไม่ได้ทำให้เขาเดือดร้อนอะไร และไม่ได้ ดูหมิ่นอะไร ดิฉันจักอาจกล่าวคำชั่วหยาบอะไร อันเป็นเหตุให้สามี โกรธดิฉันได้เล่า มารดาและบิดาแห่งสามีเสียใจ ถูกทุกข์ครอบงำแล้ว เหมือนกัน แต่หวังจักรักษาบุตรไว้ จึงได้นำดิฉันกลับไปส่งคืนให้โยม บิดาของฉันที่เรือน ดิฉันเป็นหญิงหม้ายมีรูปสวยเที่ยวไป ภายหลัง โยมบิดาของดิฉัน ได้ยกดิฉันให้แก่กุลบุตรผู้มีทรัพย์สมบัติน้อยกว่าสามี เก่าครึ่งหนึ่ง โดยสินสอดครึ่งหนึ่ง ต่อกับสินสอดที่เศรษฐีคนเก่าได้มั่น ดิฉัน ดิฉันอยู่ที่เรือนของสามีคนที่สองนั้นเดือนหนึ่ง ต่อมาเขาได้ขับ ดิฉันผู้บำรุงบำเรออยู่ดังนางทาสี ประพฤติตัวดีมีศีลจากเรือนเขาอีก โยมบิดาของดิฉันบอกกะบุรุษคนหนึ่งเป็นผู้ฝึกจิตแห่งชนเหล่าอื่น มีกาย และวาจาอันฝึกแล้ว เที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้าจงทิ้งผ้าขี้ริ้วและหม้อเสีย จงมาเป็นลูกเขยเราเถิด เขาอยู่กับดิฉันได้ครึ่งเดือน ก็บอกโยมบิดาของ ดิฉันว่า ท่านจงให้ผ้าขี้ริ้ว หม้อ และกระเบื้องขอทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะไปเที่ยวขอทานอีก ลำดับนั้น โยมบิดามารดากับพวกหมู่ญาติ ของดิฉันทั้งหมดพากันถามคนขอทานนั้นว่า สิ่งใดที่เจ้าทำไม่สำเร็จใน ที่นี้ ขอเจ้าจงรีบบอกเร็วๆ เขาจักทำสิ่งนั้นๆ ให้เจ้า เมื่อโยมบิดา มารดาและพวกญาติของดิฉันพูดอย่างนี้แล้ว คนขอทานนั้นจึงตอบว่า เราอาจทำตัวของเราให้เป็นไทยโดยแท้ แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการอยู่ร่วม เรือนหลังเดียวกับนางอิสิทาสีได้ โยมบิดาของดิฉันปล่อยให้เขาไป ดิฉันผู้เดียวคิดว่า จักลาโยมมารดา โยมบิดาไปตาย หรือไปบวชดีกว่า ลำดับนั้น พระแม่เจ้า ชินทัตตาผู้ทรงไว้ซึ่งวินัย เป็นพหูสูต มีศีล สมบูรณ์ มาเที่ยวบิณฑบาตที่สกุลโยมบิดาของดิฉัน ดิฉันเห็นท่าน จึงลุกไปจัดอาสนะของดิฉันถวายท่าน และเมื่อท่านนั่งเสร็จแล้ว ดิฉัน กราบเท้าและถวายโภชนาหารแก่ท่าน ดิฉันเลี้ยงดูท่านด้วย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว และสิ่งที่จัดไว้ในเรือนให้อิ่มหนำแล้ว จึงกราบเรียนว่า พระแม่เจ้า ดิฉันปรารถนาจะบวช ลำดับนั้น โยมบิดาบอกกะดิฉันว่า ลูกเอ๋ย ขอเจ้าจงอยู่ประพฤติธรรมในเรือนนี้เถิด และเจ้าจงเลี้ยงดู สมณะพราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าวน้ำเถิด ครั้งนั้น ดิฉันประนมอัญชลี ร้องไห้ พูดกะโยมบิดาว่า ขอคุณพ่อจงอนุญาตลูกเถิด ลูกจักยังกรรมที่ ทำมาแล้วให้พินาศ โยมบิดาพูดกะดิฉันว่า ของเจ้าจงบรรลุโพธิญาณ แลธรรมอันประเสริฐ และจงได้นิพพานที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่า สัตว์ทรงทำให้แจ้งแล้ว ดิฉันไหว้โยมบิดามารดาและพวกญาติทั้งปวง แล้วออกบวชได้ ๗ วัน ก็ได้บรรลุวิชชา ๓ ดิฉันระลึกชาติหนหลัง ของตนได้ ๗ ชาติ วิบากแห่งกรรมอันชั่วช้าใด ซึ่งเป็นผลให้เกิดความ ไม่พอใจแก่สามี ดิฉันจะบอกวิบากแห่งกรรมนั้นแก่ท่าน ขอท่านจง มีใจเป็นหนึ่งแน่นอนฟังวิบากแห่งกรรมนั้นเถิด เมื่อก่อนดิฉันเป็นนาย ช่างทอง มีทรัพย์มาก อยู่ในนครเอรกกัจฉะ เป็นคนมัวเมาเพราะความ มัวเมาด้วยความเป็นหนุ่ม ได้คบชู้ภรรยาของบุคคลอื่น ดิฉันจุติจากชาติ นั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในนรกตลอดกาลนาน ครั้นพ้นจากนรกนั้นแล้ว เกิดในท้องแห่งนางวานร พอคลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่ที่เป็นนายฝูง ก็กัดอวัยวะสืบพันธุ์ของดิฉันเสีย นี่เป็นผลกรรมของดิฉันที่ได้คบชู้ ภรรยาของชายอื่น ดิฉันทำกาละจุติจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว เกิดในท้อง นางแพะตาบอดทั้งขาก็ฉิ่งในแคว้นสินธู อยู่มาได้ ๑๒ ปี ก็ถูกเด็กตัด อวัยวะสืบพันธุ์เสีย ต่อมาเป็นโรคถูกหมู่หนอนฟอนที่อวัยวะสืบพันธุ์ นี่ เพราะโทษที่ดิฉันคบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดแพะนั้นแล้ว เกิดในท้องแม่โคของพ่อค้าคนหนึ่ง เป็นลูกโคมีขนแดงเหมือนสีครั่ง เมื่อล่วงได้ ๑๒ เดือน ก็ถูกตอน ดิฉันถูกเขาใช้เทียมไถและเข็นเกวียน ต่อมาเป็นโคตาบอด เป็นโคกระจอก เป็นโคขี้โรค นี่เพราะโทษที่ดิฉัน คบชู้ภรรยาของชายอื่น ดิฉันจุติจากกำเนิดโคนั้นแล้ว เกิดในเรือนของ นางทาสีในถนน จะเป็นหญิงก็ไม่ใช่ เป็นชายก็ไม่เชิง นี่เพราะโทษที่ ดิฉันคบชู้กับภรรยาของชายอื่น ดิฉันมีอายุได้ ๓๐ ปี ก็ถึงแก่กรรม แล้วมาเกิดเป็นลูกหญิงในสกุลช่างสานเสื่อ เป็นสกุลขัดสน มีทรัพย์ น้อย ถูกแต่เจ้าหนี้รุมทวงอยู่เป็นนิตย์ ต่อมาเมื่อหนี้เจริญมากขึ้น พ่อค้าเกวียนคนหนึ่งมาริบทรัพย์สมบัติแล้ว ฉุดเอาดิฉันลงจากเรือนแห่ง สกุล ภายหลังที่ดิฉันมีอายุครบ ๑๖ ปี บุตรของพ่อค้าเกวียนนั้นมีชื่อว่า คิริทาส ได้เห็นดิฉันเป็นสาวกำลังรุ่น มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ขอไปเป็นภรรยา แต่นายคิริทาสนั้นมีภรรยาอื่นอีกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนมีศีลทรงคุณสมบัติ ทั้งมียศ รักใคร่สามีเป็นอย่างดียิ่ง ดิฉันบังคับนายคิริทาสให้ขับไล่ ภรรยาของตน สามีทุกคนได้หย่าร้างดิฉันผู้บำรุงอยู่เหมือนนางทาสีไป นี่ผลกรรมที่ขับไล่ภรรยาของชายอื่น และการบังคับสามีให้ขับไล่ภรรยา ตน ที่สุดแห่งบาปกรรมนั้นดิฉันทำเสร็จแล้ว. จบ จัตตาฬีสนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/