อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง
ฉบับมหาจุฬาฯ · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๒๘

๑๐. เสริสสกวิมาน

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๒๘–๑๒๘๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 54 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน ๑๐. เสริสสกวิมาน ว่าด้วยวิมานไม้ซึกที่เกิดขึ้นแก่เจ้าปายาสิ (พระควัมปติกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๒๘

ท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดาและพวกพ่อค้า ที่ได้มาพบกันในทะเลทรายในคราวนั้น และขอเชิญทุกท่านฟังถ้อยคำตามที่เทวดาและพวกพ่อค้าสนทนากัน

ข้อ ๑๒๒๙

ยังมีพระราชาพระนามว่าปายาสิได้เกิดร่วมกับหมู่ภุมเทวดา มีบริวารยศ บันเทิงอยู่ในวิมานของตน เป็นเทวดาแต่ได้มาสนทนากับพวกมนุษย์ (เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า)

ข้อ ๑๒๓๐

มนุษย์ทั้งหลาย ผู้กลัวทางคดเคี้ยว มีใจหวาดหวั่นอยู่ ในที่น่าระแวงว่ามีภัย ในป่า ในถิ่นของอมนุษย์ ในทางกันดารซึ่งมีน้ำ มีอาหารไม่เพียงพอ เดินไปได้แสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย

ข้อ ๑๒๓๑

ในทางทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ ในทางทะเลทรายนี้ จักหาอาหารได้แต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทรายที่แดดแผดเผาทั้งร้อนทั้งทารุณ

ข้อ ๑๒๓๒

ที่นี้เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ หาความสบายมิได้ เทียบเท่านรก สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้ามีปีศาจเป็นต้น เป็นภูมิประเทศเหมือนถูกสาปไว้

ข้อ ๑๒๓๓

อนึ่ง พวกท่านหวังอะไร เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามายังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภ ความกลัว หรือเพราะหลงทาง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน (พวกพ่อค้าตอบว่า)

ข้อ ๑๒๓๔

พวกข้าพเจ้านั้น เป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธและแคว้นอังคะ ต้องการทรัพย์ หวังกำไร จึงบรรทุกสินค้ามามาก พากันไปยังสินธุและโสวีระประเทศ

ข้อ ๑๒๓๕

กลางวัน พวกข้าพเจ้าทุกคนทนความกระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหวังจะอนุเคราะห์สัตว์พาหนะ จึงรีบเดินทางมาในกลางคืนซึ่งเป็นเวลาวิกาล

ข้อ ๑๒๓๖

พวกข้าพเจ้านั้นไปผิดทาง จึงหลงทาง สับสนเหมือนคนตาบอด เดินหลงเข้าไปในป่าที่ไปได้ยากแสนยาก ท่ามกลางทะเลทราย เกิดงุนงงสงสัยไม่รู้ทิศทาง

ข้อ ๑๒๓๗

ท่านที่ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ และตัวท่านซึ่งไม่เคยพบเห็นมาก่อนนี้ จึงหวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะได้เห็นจึงพากันร่าเริง ดีใจและเบิกบานใจ (เทพบุตรถามว่า)

ข้อ ๑๒๓๘

เพราะโภคทรัพย์เป็นเหตุ พวกท่านจึงพากันไปยังทิศต่างๆ คือ ฝั่งสมุทร ทะเลทราย ทางที่ต้องใช้เครือหวาย ทางที่ต้องตอกทอย ทางที่มีแม่น้ำ และทางภูเขาที่ไปได้ยาก

ข้อ ๑๒๓๙

พ่อค้าทั้งหลาย พวกท่านได้ไปยังแคว้นของพระราชาอื่นๆ พบเห็นผู้คนชาวต่างประเทศ พวกเราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่พวกท่านได้ยินหรือได้เห็นมา (พวกพ่อค้าตอบว่า)

ข้อ ๑๒๔๐

พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งอัศจรรย์กว่าวิมานของท่านแม้นี้ พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นมาก่อน วิมานของท่านซึ่งมีรัศมีไม่เลว พวกข้าพเจ้าแลดูแล้วไม่อิ่มเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน

ข้อ ๑๒๔๑

ที่วิมานของท่านนี้ มีสระโบกขรณีลอยอยู่ในอากาศ มีสวนดอกไม้มากมาย มีบัวขาวมาก มีหมู่ไม้ผลิดอกออกผลเป็นนิตย์ โชยกลิ่นหอมตลบอบอวล

ข้อ ๑๒๔๒

เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูง ๑๐๐ ศอก ประดับด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ แก้วเพทาย และทับทิม มีรัศมีโชติช่วง

ข้อ ๑๒๔๓

วิมานของท่านนี้มีเสา ๑,๐๐๐ ต้น ภายในประกอบด้วยแก้ว ภายนอกล้อมรอบด้วยไพทีทองคำ และมุงบังอย่างดีด้วยแผ่นทองคำ มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ งามอยู่บนเสาเหล่านั้น

ข้อ ๑๒๔๔

วิมานของท่านนี้สว่างไสวด้วยทองชมพูนุทชั้นเยี่ยม ทุกส่วนของวิมานเกลี้ยงเกลาดี ประกอบด้วยบันไดและพื้นน่าพอใจ มั่นคง งดงาม มีส่วนประกอบกลมกลืน ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าชอบใจ

ข้อ ๑๒๔๕

ภายในวิมานแก้ว มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ตัวท่านมีหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม กึกก้องด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดุริยางค์ เป็นผู้ที่ทวยเทพนอบน้อมแล้วด้วยการชมเชยและกราบไหว้

ข้อ ๑๒๔๖

ตัวท่านนั้นมีอานุภาพสุดที่จะคิด ประกอบด้วยคุณทุกอย่าง อันหมู่เทพนารีปลุกเร้า บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทที่ประเสริฐ น่ารื่นรมย์ ดังท้าวเวสวัณ บันเทิงอยู่ในนฬินีสถาน

ข้อ ๑๒๔๗

ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ เป็นท้าวสักกะจอมเทพหรือเป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน โปรดบอกเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร @เชิงอรรถ : @ สถานที่ทรงเล่นกีฬา, สนามกีฬา (ขุ.วิ.อ. ๑๒๔๖/๔๐๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน (เทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๔๘

ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดาร คุ้มครองทางทะเลทราย ทำตามคำสั่งของท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่ (พวกพ่อค้าถามว่า)

ข้อ ๑๒๔๙

วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนาหรือเกิดโดยความเปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายมอบให้ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานที่น่าชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร (เทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๕๐

วิมานนี้มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา มิใช่เกิดโดยการเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง ทั้งมิใช่เทวดาทั้งหลายมอบให้ วิมานที่น่าชอบใจนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามของตน (พวกพ่อค้าถามว่า)

ข้อ ๑๒๕๑

อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พวกพ่อค้าเกวียนถามท่านว่า วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร (เทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๕๒

ข้าพเจ้าได้มีนามว่า ปายาสิ เมื่อครั้งข้าพเจ้าครองราชสมบัติในแคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็นนัตถิกทิฏฐิ เป็นคนตระหนี่ มีธรรมเลวทราม และมีปกติกล่าวว่าขาดสูญ @เชิงอรรถ : @ ลัทธิที่ถือว่า ไม่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้สัตว์บริสุทธิ์หรือเศร้าหมอง (ที.สี.อ. ๑๖๘/๑๔๖)@ ลัทธิที่ถือว่า ตายแล้วไม่เกิดอีก (ที.สี.อ. ๘๔/๑๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน

ข้อ ๑๒๕๓

ได้มีสมณะนามว่า กุมารกัสสปะ เป็นพหูสูต ผู้เลิศทางกล่าวธรรมได้อย่างวิจิตรไพเราะ ครั้งนั้นท่านได้กล่าวธรรมกถาโปรดข้าพเจ้า ได้ช่วยบรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกทางใจ ของข้าพเจ้าได้

ข้อ ๑๒๕๔

ข้าพเจ้าฟังธรรมกถาของท่านนั้นแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ จากการลักทรัพย์ ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

ข้อ ๑๒๕๕

ข้อนั้นเป็นวัตร และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญกรรมนั้นที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมอันดีงามนั้นนั่นเอง (พวกพ่อค้าถามว่า)

ข้อ ๑๒๕๖

ทราบมาว่า คนมีปัญญาทั้งหลายพูดแต่คำจริง คำพูดของบัณฑิตทั้งหลายจึงไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่น คนทำบุญไว้จะไปในที่ใดย่อมมีแต่สิ่งที่น่ารักน่าใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้น

ข้อ ๑๒๕๗

ณ ที่ใดมีความโศก ความร่ำไห้ การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่องเลวร้าย คนทำบาปไว้ก็จะไปในที่นั้น ไม่พ้นจากคติที่ชั่วไปได้ ไม่ว่ากาลไหนๆ

ข้อ ๑๒๕๘

พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึงเป็นเสมือนผู้ฟั่นเฟือนไปในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำใสถูกกวนให้ขุ่น เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารนี้และตัวท่านจึงได้มีความโทมนัส @เชิงอรรถ : @ มิจฉาทิฏฐิ @ ความหายนะ (พินาศ) (ขุ.วิ.อ. ๑๒๕๗/๔๐๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน (เทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๕๙

พ่อทั้งหลาย กลิ่นทิพย์เหล่านี้โชยกลิ่นหอมระรื่นจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลไปทั่ววิมานนี้ กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ข้อ ๑๒๖๐

ล่วงไป ๑๐๐ ปี ฝักไม้ซึกเหล่านี้แต่ละฝักก็จะแตกออก เป็นที่รู้กันว่า ๑๐๐ ปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในหมู่เทวดานี้

ข้อ ๑๒๖๑

พ่อทั้งหลาย ข้าพเจ้ารู้เห็นแล้วว่า ข้าพเจ้าจักดำรงอยู่ในวิมานนี้เพียง ๕๐๐ ปีทิพย์ แล้วจึงจุติเพราะสิ้นบุญ สิ้นอายุ ข้าพเจ้าจึงซบเซาเพราะความโศกนั้นนั่นเอง (พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๖๒

ผู้ที่ได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานานเช่นนั้น จะพึงเศร้าโศกไปทำไมเล่า แต่พวกผู้มีบุญน้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้นๆ นั้นแหละควรเศร้าโศกแท้ (เทพบุตรกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๖๓

พ่อทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าววาจาที่น่ารักกับข้าพเจ้า นั่นเป็นการกล่าวตักเตือนอันสมควรแก่ข้าพเจ้า ส่วนข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองท่านทั้งหลาย เชิญท่านทั้งหลายไปยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาโดยความสวัสดีเถิด (พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๖๔

ข้าพเจ้าทั้งหลายต้องการทรัพย์ หวังกำไร จึงพากันไปยังสินธุและโสวีระประเทศ แล้วจักพยายามค้าขายตามที่ตั้งใจไว้ มีการเสียสละอย่างบริบูรณ์ ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน (เทพบุตรกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๖๕

ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรเลย สิ่งที่ท่านทั้งหลายพูดถึงทั้งหมดจักมีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจงงดเว้นกรรมชั่วและจงตั้งใจประพฤติธรรมเถิด

ข้อ ๑๒๖๖

ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต ประกอบด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีศีลเป็นที่รักยิ่ง มีวิจารณญาณ สันโดษ มีความรู้

ข้อ ๑๒๖๗

ไม่พูดเท็จทั้งที่รู้อยู่ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม

ข้อ ๑๒๖๘

เขามีความเคารพ ยำเกรง มีวินัย ไม่เป็นคนเลว เป็นคนบริสุทธิ์ในอธิศีล มีความประพฤติประเสริฐ เลี้ยงดูมารดาบิดาโดยชอบธรรม

ข้อ ๑๒๖๙

เขาเห็นจะแสวงหาโภคทรัพย์ เพราะเหตุแห่งมารดาบิดา มิใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป เขาก็น้อมไปในเนกขัมมะ ประพฤติพรหมจรรย์

ข้อ ๑๒๗๐

เขาเป็นคนซื่อตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่เจ้าเล่ห์ ไม่พูดมีเลศนัย เขาทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้รับทุกข์อย่างไรเล่า

ข้อ ๑๒๗๑

เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว พ่อค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเห็นธรรมเถิด เพราะเว้นอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะสับสน เหมือนคนตาบอดหลงเข้าไปในป่าเป็นเถ้าถ่านไป การทอดทิ้งผู้อื่นเป็นการง่ายสำหรับคนทั่วไป (แต่เป็นการยากสำหรับสัตบุรุษ) การคบหาสัตบุรุษจึงนำความสุขมาให้อย่างแท้จริง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน (พวกพ่อค้าถามว่า)

ข้อ ๑๒๗๒

อุบาสกคนนั้นคือใคร และทำงานอะไร เขาชื่ออะไร และโคตรอะไร เทวดา แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้น ที่ท่านมาที่นี้เพื่อช่วยเหลือ อุบาสกที่ท่านชอบ เป็นคนโชคดี (เทพบุตรตอบว่า)

ข้อ ๑๒๗๓

ผู้ใดเป็นกัลบก มีชื่อว่า สัมภวะ อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงรู้ว่าผู้นั้นเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นเขา เขาเป็นผู้มีศีลเป็นที่รักยิ่ง (พวกพ่อค้ากล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๗๔

เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ท่านพูดถึงดี แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นคนเช่นนี้เลย เทวดา แม้พวกเราฟังคำของท่านแล้ว ก็จักบูชาอุบาสกนั้นอย่างโอฬาร (เทพบุตรกล่าวว่า)

ข้อ ๑๒๗๕

พวกผู้คนในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่ หรือคนปูนกลาง ทุกคนนั้นแหละเชิญขึ้นวิมาน พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย (พระธรรมสังคีติกาจารย์กล่าว ๖ คาถาในตอนจบเรื่องว่า)

ข้อ ๑๒๗๖

พ่อค้าทุกคน ณ ที่นั้นต่างคนต่างเข้าห้อมล้อมช่างตัดผมนั้น พากันขึ้นวิมานซึ่งเสมือนภพดาวดึงส์ของท้าววาสวะ พร้อมกับกล่าวว่าเราก่อนๆ @เชิงอรรถ : @ ช่างแต่งกาย (ขุ.วิ.อ. ๑๒๗๓/๔๑๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๗. สุนิกขิตตวรรค ๑๐. เสริสสกวิมาน

ข้อ ๑๒๗๗

พ่อค้าทุกคนนั้นต่างก็ประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นว่า เราก่อนๆ แล้วได้เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ในโลก ยินดีเฉพาะภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา

ข้อ ๑๒๗๘

พ่อค้าทุกคนนั้นครั้นประกาศความเป็นอุบาสก ณ ที่นั้นแล้ว ได้ไปยังประเทศที่ตนปรารถนาโดยสวัสดี หมู่พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยฤทธิ์ของเทวดาเนืองๆ ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป

ข้อ ๑๒๗๙

พ่อค้าเหล่านั้นต้องการทรัพย์ หวังกำไร ไปถึงสินธุและโสวีระประเทศ พยายามค้าขายตามที่ตั้งใจไว้ มีลาภบริบูรณ์ กลับมาเมืองปาฏลีบุตรโดยปลอดภัย

ข้อ ๑๒๘๐

พ่อค้าเหล่านั้นไปเรือนของตน มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มีจิตเพลิดเพลิน ดีใจ ปลาบปลื้ม ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ได้ช่วยกันสร้างเทวาลัยชื่อเสริสสกะขึ้น

ข้อ ๑๒๘๑

การคบสัตบุรุษให้สำเร็จประโยชน์อย่างนี้ การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก พ่อค้าทั้งหมดได้ประสบความสุข เพราะผลอันสืบเนื่องมาจากอุบาสกคนเดียว เสริสสกวิมานที่ ๑๐ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๖๓}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. เสริสสกวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเสริสสกวิมาน

ข้อ ๘๔

|๘๔.๙๔๙| ๑๐ สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ สมาคโม ยตฺถ ตทา อโหสิ ยถา กถํ อิตรีตเรน จาปิ สุภาสิตํ ตญฺจ สุณาถ สพฺเพ |๘๔.๙๕๐| โย โส อหุ ราชา ปายาสิ นาม ภุมฺมานํ สหพฺยคโต ยสสฺสี โส โมทมาโน ว สเก วิมาเน อมานุโส มานุเส อชฺฌภาสีติ ฯ |๘๔.๙๕๑| สงฺเก อรญฺเญ อมนุสฺสฐาเน กนฺตาเร อปฺโปทเก อปฺปภกฺเข สุทุคฺคเม วนปถสฺส มชฺเฌ วงฺกมฺภยา นฏฺฐมนา มนุสฺสา |๘๔.๙๕๒| นยิธ ผลา มูลมยา จ สนฺติ อุปาทานํ นตฺถิ กุโตธ ภิกฺขา อญฺญตฺร ปํสูหิ จ วาลุกาหิ จ ตตฺตาหิ อุณฺหาหิ จ ทารุณาหิ |๘๔.๙๕๓| อุชฺชงฺคลํ ตตฺตมิทํ กปาลํ อนายสํ ปรโลเกน ตุลฺยํ ลุทฺทานมาวาสมิทํ ปุราณํ ภูมิปฺปเทโส อภิลตฺตรูโป |๘๔.๙๕๔| อถ ตุเมฺห เกน นุ วณฺเณน กิมาสมานา อิมํ ปเทสํ หิ อนุปวิฏฺฐา สหสา สเมจฺจ โลภา ภยา อถ วา สมฺปมูฬฺหาติ ฯ |๘๔.๙๕๕| มคเธสุ องฺเคสุ จ สตฺถวาหา อาโรปิยมฺห ปณิยํ ปหูตํ เต ยามเส สินฺธุโสวีรภูมึ ธนตฺถิกา อุทยํ ปตฺถยานา |๘๔.๙๕๖| ทิวา ปิปาสํนธิวาสยนฺตา โยคฺคานุกมฺปญฺจ สเมกฺขมานา เอเตน เวเคน อายาม สพฺเพ รตฺตึ มคฺคํ ปฏิปนฺนา วิกาเล |๘๔.๙๕๗| เต ทุปฺปยาตา อปรทฺธมคฺคา อนฺธากุลา วิปฺปนฏฺฐา อรญฺเญ สุทุคฺคเม วนปถสฺส มชฺเฌ ทิสํ น ชานาม ปมูฬฺหจิตฺตา |๘๔.๙๕๘| อิทญฺจ ทิสฺวาน อทิฏฺฐปุพฺพํ วิมานเสฏฺฐญฺจ ตุวญฺจ ยกฺข ตตุตฺตรึ ชีวิตมาสึสนา ทิสฺวา ปตีตา สุมนา อุทคฺคาติ ฯ |๘๔.๙๕๙| ปารํ สมุทฺทสฺส อิมญฺจ วนํ เวตฺตํ ปรํ สกุปถญฺจ มคฺคํ นทิโย ปน ปพฺพตานญฺจ ทุคฺคา ปุถุ ทิสา คจฺฉถ โภคเหตุ |๘๔.๙๖๐| ปกฺขนฺทิยาน วิชิตํ ปเรสํ เวรชฺชเก มานุเส เปกฺขมานา ยํ โว สุตํ อถ วาปิ ทิฏฺฐํ อจฺเฉรกํ ตํ โว สุโณม ตาตาติ ฯ |๘๔.๙๖๑| อิโตปิ อจฺเฉรตรํ กุมาร น โน สุตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํ อตีตมานุสฺสกเมว สพฺพํ ทิสฺวาน ตปฺปาม อโนมวณฺณํ |๘๔.๙๖๒| เวหาสยํ โปกฺขรญฺโญ สวนฺติ ปหูตมาลฺยา พหุปุณฺฑรีกา ทุมา จ เต นิจฺจผลูปปนฺนา อตีว คนฺธา สุรภี ปวายนฺติ |๘๔.๙๖๓| เวฬุริยตฺถมฺภา สตมุสฺสิตาเส สิลปฺปวาฬสฺส จ อายตํสา มสารคลฺลา สหโลหิตกา ถมฺภา อิเม โชติรสามยาเส |๘๔.๙๖๔| สหสฺสตฺถมฺภํ อตุลานุภาวํ เตสุปฺปริ สาธุมิทํ วิมานํ รตนนฺตรํ กญฺจนเวทิมิสฺสํ ตปนียปฏฺเฏหิ จ สาธุ ฉนฺนํ |๘๔.๙๖๕| ชมฺโพนทุตฺตมิทํ สุมฏฺโฐ ปาสาทโสปาณผลูปปนฺโน ทโฬฺห จ วคฺคู จ สุสงฺคโต จ อตีว นิชฺฌานขโม มนุญฺโญ |๘๔.๙๖๖| รตนนฺตรสฺมึ พหุ อนฺนปานํ ปริวาริโต อจฺฉราสงฺคเณน มุรชอาลมฺพรตุริยสงฺฆุฏฺโฐ อภิวนฺทิโตสิ ถูติวนฺทนาย |๘๔.๙๖๗| โส โมทสิ นาริคณปฺปโพธโน วิมานปาสาทวเร มโนรเม อจินฺติโย สพฺพคุณูปปนฺโน ราชา ยถา เวสฺสวโณ นลินฺยา |๘๔.๙๖๘| เทโว นุ อาสิ อุท วาสิ ยกฺโข อุทาหุ เทวินฺโท มนุสฺสภูโต ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา อาจิกฺข โก นาม ตุวํสิ ยกฺโขติ ฯ |๘๔.๙๖๙| เสริสฺสโก นาม อหมฺหิ ยกฺโข กนฺตาริโย วนปถมฺหิ คุตฺโต อิมํ ปเทสํ อภิปาลยามิ วจนกโร เวสฺสวณสฺส รญฺโญติ ฯ |๘๔.๙๗๐| อธิจฺจลทฺธํ ปริณามชนฺเต สยํ กตํ อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา กถํ ตยา ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ |๘๔.๙๗๑| นาธิจฺจลทฺธํ น ปริณามชนฺเต น สยํ กตํ น หิ เทเวหิ ทินฺนํ สเกหิ กมฺเมหิ อปาปเกหิ ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ |๘๔.๙๗๒| กึ เต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา กถํ ตยา ลทฺธมิทํ วิมานํ |๘๔.๙๗๓| มม ปายาสีติ อหุ สมญฺญา รชฺชํ ยทา การยึ โกสลานํ นตฺถิ กุทิฏฺฐิ กทริโย ปาปธมฺโม อุจฺเฉทวาที จ ตทา อโหสึ |๘๔.๙๗๔| สมโณ จ โข อาสิ กุมารกสฺสโป พหุสฺสุโต จิตฺตกถี อุฬาโร โส เม ตทา ธมฺมกถํ อกาสิ ทิฏฺฐิวิสูกานิ วิโนทยิ เม |๘๔.๙๗๕| ตาหํ ตสฺส ธมฺมกถํ สุณิตฺวา อุปาสกตฺตํ ปฏิเวทยิสฺสํ ปาณาติปาตา วิรโต อโหสึ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยิสฺสํ อมชฺชโป โน จ มุสา อภาณึ สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐ |๘๔.๙๗๖| ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก เตเหว กมฺเมหิ อปาปเกหิ ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ วิมานํ |๘๔.๙๗๗| สจฺจํ กิราหํสุ นรา สปญฺญา อนญฺญถา วจนํ ปณฺฑิตานํ ยหึ ยหึ คจฺฉติ ปุญฺญกมฺโม ตหึ ตหึ โมทติ กามกามี |๘๔.๙๗๘| ยหึ ยหึ โสกปริทฺทโว จ วโธ จ พนฺโธ จ ปริกฺกิเลโส ตหึ ตหึ คจฺฉติ ปาปกมฺโม น มุจฺจติ ทุคฺคติยา กทาจิ |๘๔.๙๗๙| สมฺมูฬฺหรูโป ว ชโน อโหสิ อสฺมึ มุหุตฺเต กลลีกโต จ ชนสฺสิมสฺส ตุยฺหญฺจ กุมาร อปจฺจโย เกน นุ โข อโหสิ |๘๔.๙๘๐| อิเม สิริสปวนา ตาตา ทิพฺพา คนฺธา สุรภี ปวนฺติ เต สมฺปวายนฺติ อิทํ วิมานํ ทิวา จ รตฺโต จ ตมํ นิหนฺตฺวา |๘๔.๙๘๑| อิเมสญฺจ โข วสฺสสตจฺจเยน สิปาฏิกา ผลนฺติ เอกเมกา มานุสฺสกํ วสฺสสตํ อตีตํ ยทคฺเค กายมฺหิ อิธูปปนฺโน |๘๔.๙๘๒| ทิพฺพานหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ อสฺมึ วิมานมฺหิ ฐตฺวาน ตาตา อายุกฺขยา ปุญฺญกฺขยา จวิสฺสํ เตเนว โสเกน ปมุจฺฉิโตสฺมิ |๘๔.๙๘๓| กถํ นุ โสเจยฺย ตถาวิโธ โส ลทฺธา วิมานํ อตุลํ จิรายํ เย จาปิ โข อิตฺตรํ อุปปนฺโน เย นูน โสเจยฺย ปริตฺตปุญฺญาติ ฯ |๘๔.๙๘๔| อนุจฺฉวึ โอวทิยญฺจ เม ตํ ยํ มํ ตุเมฺห เปยฺยวาจํ วเทถ ตุเมฺหว โข ตาต มยานุคุตฺตา เยนิจฺฉกํ เตน ปเลถ โสตฺถินฺติ ฯ |๘๔.๙๘๕| คนฺตฺวา มยํ สินฺธุโสวีรภูมึ ธนตฺถิกา อุทฺทยปตฺถยานา ยถา ปโยคา ปริปุณฺณจาคา กาหาม เสริสฺส มหํ อุฬารนฺติ ฯ |๘๔.๙๘๖| มา เหว เสริสฺส มหํ อกตฺถ สพฺพญฺจ โว ภวิสฺสติ ยํ วเทถ ปาปานิ กมฺมานิ วิวชฺชยาถ ธมฺมานุโยคญฺจ อธิฏฺฐหาถาติ ฯ |๘๔.๙๘๗| อุปาสโก อตฺถิ อิมมฺหิ สงฺเฆ พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน สทฺโธ จ จาคี จ สุเปสโล จ วิจกฺขโณ สนฺตุสิโต มุตีมา |๘๔.๙๘๘| สญฺชานมาโน น มุสา ภเณยฺย ปรูปฆาตาย น เจตเยยฺย เวภูติกํ ปิสุณํ โน กเรยฺย สณฺหญฺจ วาจํ สขิลํ ภเณยฺย |๘๔.๙๘๙| สคารโว สปฺปติสฺโส วินีโต อปาปโก อธิสีเล วิสุทฺโธ โส มาตรํ ปิตรญฺจาปิ ชนฺตุ ธมฺเมน โปเสติ อริยวุตฺติ |๘๔.๙๙๐| มญฺเญ โส มาตาปิตูนํ หิ การณา โภคานิ ปริเยสติ น อตฺตเหตุ มาตาปิตูนญฺจ โย อจฺจเยน เนกฺขมฺมโปโณ จริสฺสติ พฺรหฺมจริยํ |๘๔.๙๙๑| อุชู อวงฺโก อสโฐ อมาโย น เลสกปฺเปน จ โวหเรยฺย โส ตาทิโส สุกตกมฺมการี ธมฺเม ฐิโต กินฺติ ลเภถ ทุกฺขํ |๘๔.๙๙๒| ตํการณา ปาตุกโตมฺหิ อตฺตนา ตสฺมา จ มํ ปสฺสถ วาณิชา เส อญฺญตฺร เต น หิ ภสฺมิ ภเวถ อทฺธากุลา วิปฺปนฏฺฐา อรญฺเญ ตํ ขิปฺปมาเนน ลหุํ ปเรน สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโมติ ฯ |๘๔.๙๙๓| กินฺนาม โส กิญฺจ กโรติ กมฺมํ กึ นามเธยฺยํ กึ ปน ตสฺส โคตฺตํ มยมฺปิ มํ ทฏฺฐุกามมฺห ยกฺข ยสฺสานุกมฺปาย อิธาคโตสิ ลาภา หิ ตสฺส ยสฺส ตุวํ ปิเหสีติ ฯ |๘๔.๙๙๔| โย กปฺปโก สมฺภวนามเธยฺโย อุปาสโก โกจฺฉภณฺฑูปชีวี ชานาถ นํ ตุมฺหากํ เปสิโย โส มา จ โข นํ หีฬิตฺถ สุเปสโล โสติ ฯ |๘๔.๙๙๕| ชานามเส ยํ ตฺวํ วเทสิ ยกฺข น โข ตํ ชานามเส เอทิโสติ มยมฺปิ นํ ปูชยิสฺสาม ยกฺข สุตฺวาน ตุยฺหํ วจนํ อุฬารนฺติ ฯ |๘๔.๙๙๖| เย เกจิมสฺมึ สพฺเพ มนุสฺสา ทหรา มหนฺตา อถ วาปิ มชฺฌิมา สพฺเพว เต อาลภนฺตุ วิมานํ ปสฺสนฺตุ ปุญฺญานํ ผลํ กทริยาติ ฯ |๘๔.๙๙๗| เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ ตํ กปฺปกํ ตตฺถ ปุรกฺขิตฺวา สพฺเพว เต อาลภึสุ วิมานํ มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส |๘๔.๙๙๘| เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ อุปาสกตฺตํ ปฏิเทสยึสุ ปาณาติปาตา วิรตา อเหสุํ โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยึสุ อมชฺชปา โน จ มุสา ภณึสุ สเกน ทาเรน อเหสุํ ตุฏฺฐา |๘๔.๙๙๙| เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ อุปาสกตฺตํ ปฏิเทสยิตฺวา ปกฺกามิ สตฺถา อนุโมทมาโน ยกฺขิทฺธิยา อนุมโต ปุนปฺปุนํ |๘๔.๑๐๐๐| คนฺตฺวาน เต สินฺธุโสวีรภูมึ ธนตฺถิกา อุทฺทยํ ปตฺถยานา ยถา ปโยคา ปริปุณฺณลาภา ปจฺจาคมุํ ปาตลิปุตฺตมกฺขตํ |๘๔.๑๐๐๑| คนฺตฺวาน เต สํ ฆรํ โสตฺถิวนฺโต ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิภูตา อานนฺทจิตฺตา สุมนา ปตีตา อกํสุ เสริสฺส มหํ อุฬารํ เสริสฺสกํ ปริเวณํ มาปยึสุ |๘๔.๑๐๐๒| เอตาทิสา สปฺปุริสาน เสวนา มหิทฺธิยา ธมฺมคุณาน เสวนา เอกสฺส อตฺถาย อุปาสกสฺส สพฺเพว สตฺตา สุขิตา อเหสุนฺติ ฯ เสริสฺสกวิมานํ ทสมํ ฯ

ท่านพระควัมปติกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำเทวดา และพวกพ่อค้ามาพบกัน ในเวลาที่พวก พ่อค้าหลงทางในทะเลทราย อนึ่ง ถ้อยคำที่พวกเทวดาและพวกพ่อค้า โต้ตอบกัน ฉันใด ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนั่น ฉันนั้นเถิด ยังมี พระราชาทรงพระนามว่าปายาสิ มียศ ถึงความเป็นสหายของภุมมเทวดา บันเทิงอยู่ในวิมานของตนเป็นเทวดาแต่ได้มาปราศรัยกับพวกมนุษย์. เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า มนุษย์ทั้งหลายผู้กลัวทางคด หลงทางแล้วมาทำไมในป่าที่น่ารังเกียจ เป็น ที่สัญจรไปแห่งอมนุษย์ เป็นที่กันดารไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไป แสนยาก เป็นท่ามกลางแห่งทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน หาเชื้อมิได้ จักมีอาหารแต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทราย อันร้อนทารุณดังไฟเผา ที่นี้มีภาคพื้นอันแข็ง ร้อนดังแผ่นเหล็กแดง หาความสุขมีได้ เท่ากับนรก สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้า มีปีศาจเป็นต้น เป็นเหมือนภูมิประเทศถูกสาปแช่งไว้ เออก็พวกท่าน หวังประโยชน์อะไร ไม่ทันพิจารณาคุณและโทษ พากันหลงทางเข้ามา ยังประเทศนี้ เพราะเหตุอะไร เพราะความโลภหรือความกลัวหรือเพราะ ความหลง. พวกพ่อค้าตอบว่า พวกข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ บรรทุก สินค้ามามาก ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนาอดิเรกลาภ เพิ่มพูน จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ข้าพเจ้าทุกคน ไม่อาจจะอดกลั้นความกระหายในเวลากลางวัน และหมายจะอนุเคราะห์ โคทั้งหลาย จึงได้พากันรีบเดินทางมาในราตรี อันเป็นเวลาค่ำคืน ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลัดจากทางไปสู่ทางผิดมืดมนดุจคนบอด หลงเข้า ไปในป่าที่ไปได้แสนยาก อันเป็นท่ามกลางทะเลทราย มีจิตงงงวย ไม่ อาจกำหนดทิศได้ ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้เห็นวิมานอัน ประเสริฐของท่านนี้กับตัวท่าน ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนจึงหวังว่าจะรอด ชีวิตได้ยิ่งกว่าก่อน เพราะเห็นวิมานของท่าน กับตัวท่าน พวกข้าพเจ้ามี ความดีใจร่าเริง ขนลุกขนพอง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเที่ยวไปสู่ฝั่งทะเลทรายข้างนี้ จดฝั่ง- ทะเลทรายข้างโน้น และไปสู่ทางอันเป็นทางไปยาก ประกอบด้วย เซิงหวายและหลักตอ ข้ามแม่น้ำและภูเขาทั้งหลายไปสู่ทิศต่างๆ เป็น อันมาก เพราะเหตุอยากได้โภคทรัพย์ เมื่อพวกท่านไปสู่แว่นแคว้นของ พระราชาเหล่าอื่น ท่านไปเห็นมนุษย์ในต่างประเทศ เราจะขอฟังสิ่ง อัศจรรย์ที่ท่านทั้งหลายได้ฟัง หรือได้เห็นแล้ว ในสำนักของท่าน ทั้งหลายฯ พวกพ่อค้าตอบว่า ดูกรกุมาร พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นสมบัติมนุษย์ ในประเทศ อื่นทั้งหมด ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสมบัติในวิมานของท่านนี้ พวก ข้าพเจ้าได้เห็นวิมานของท่าน อันมีรัศมีไม่ทราม อันเลื่อนลอยไปได้ใน อากาศ จึงอิ่มใจนัก ในวิมานของท่านนี้ มีทั้งสระโบกขรณี พวงมาลา บัวขาบมากมาย มีหมู่รุกชาติอันเผล็ดดอกออกผลอยู่เป็นนิจนิรันดร ส่ง กลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ในวิมานนี้ มีเสาแก้วไพฑูรย์สูงร้อยศอก ประดับ ด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ บุษราคัม และแก้วมณีมีเหลี่ยมกว้าง มี รัศมีแผ่ซ่านไป วิมานของท่านนี้งามดีมีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพหาที่เปรียบ มิได้ เสาเหล่านั้นมีวิมานอันงาม แวดล้อมด้วยกำแพงทอง ด้วยแก้ว ต่างๆ มีหลังคาอันมุงแล้วด้วยแก้วต่างๆ ชนิด วิมานของท่านนี้มีแสง แห่งทองชมพูนุท ทอแสงขึ้นในเบื้องบน ประกอบด้วยปราสาท บันได และแผ่นกระดานอันเกลี้ยง งามดี มั่นคงและทรวดทรงงดงาม สม่ำเสมอ อันบุญกรรมปรุงดีแล้ว น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ภายในวิมาน แก้วนั้น มีข้าวและน้ำอันสมบูรณ์ ท่านเองก็แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพ- อัปสรเสียงกึกก้องด้วยตะโพน เปิงมาง และดุริยางค์เป็นนิจ ท่านเป็นผู้ อันหมู่เทพยดานอบนบแล้วด้วยการชมเชย และกราบไหว้ ปลาบปลื้ม อยู่ด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงใจอยู่ในวิมาน และปราสาทอันประเสริฐน่า รื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทั้งปวง ดุจท้าว เวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ เป็นท้าวสักกะ จอมเทพหรือเป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านจงบอกว่า ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อว่าเสริสสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดารเป็นเจ้าทะเล- ทราย ทำตามคำสั่งของท้าวเวสสุวรรณ รักษาประเทศนี้อยู่. พวกพ่อค้าถามว่า วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนา หรือเกิดในกาลบางคราว ท่านทำเอง หรือเทวดาทั้งหลายมอบให้ พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานอันเป็นที่ ชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา มิใช่เกิดขึ้น ในกาลบางคราว ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง และเทวดาทั้งหลายก็มิได้มอบให้ วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามของตน. พวกพ่อค้าถามว่า อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญอะไร ที่ท่านสั่งสมไว้แล้ว พ่อค้าเกวียนทั้งหลาย ถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มา อย่างไร? เสริสสกเทพบุตรตอบว่า ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสวยสมบัติในแคว้นโกศล ข้าพเจ้ามีความเห็นผิดว่าไม่มี มีความตระหนี่เหนี่ยวแน่น มีธรรมอัน ลามกมีปรกติกล่าวว่าขาดสูญ มีสมณะนามว่า กุมารกัสสป เป็นพหูสูต เป็นผู้เลิศในทางมีถ้อยคำอันวิจิตร ครั้งนั้นท่านได้แสดงธรรมกถาแก่ ข้าพเจ้า ได้บรรเทาทิฏฐิผิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมกถาของ ท่านนั้นแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากปาณาติบาต จาก อทินนาทาน สันโดษยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ ข้าพเจ้าได้สั่งสมไว้ วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามนั้น นั่นแล. พวกพ่อค้าถามว่า ได้ยินว่า ถ้อยคำของนรชนผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต ที่ได้พูดไว้เป็นคำจริง ไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่นว่า บุคคลผู้ทำบุญจะไปในที่ใดๆ ย่อมได้ตาม ความปรารถนา บันเทิงใจในที่นั้นๆ ความเศร้าโศก ความร่ำไร การ เบียดเบียน การจองจำ ความเศร้าหมอง มีอยู่ในที่ใดๆ คนทำบาป ย่อมไม่พ้นจากทุคติในกาลไหนๆ ดูกรกุมาร เพราะเหตุใดหนอ ความ โทมนัสจึงได้บังเกิดแก่เทวดาผู้เป็นบริวารของท่านนี้และแก่ท่าน ดุจคน ผู้หลงใหลฟั่นเฟือน และดุจน้ำอันขุ่นในครู่เดียวนี้. เสริสสกเทพบุตรตอบว่า แน่ะพ่อทั้งหลาย ป่าไม้ซึกเหล่านี้เป็นทิพย์มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่ว วิมานนี้ ใช่แต่เท่านั้น ป่าไม้ซึกนี้ยังกำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและ กลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักแห่งต้นซึกนี้จึงจะสุกหล่นลงครั้งหนึ่งๆ เป็นอันรู้ว่าร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูกรพ่อทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้า เกิดในเทพนิกายนี้จักตั้งอยู่ในวิมานนี้ตลอด ๕๐๐ ปีทิพย์ แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นอายุ เพราะสิ้นบุญ ข้าพเจ้าสยบซบเซา เพราะความเศร้าโศก นั้นนั่นแล. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ท่านได้วิมานนี้มานาน จะนับประมาณมิได้ เมื่อท่านเป็นเช่นนั้น จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ก็แหละคนที่มีบุญน้อย เข้าอยู่วิมานนี้นิดหน่อย ควรเศร้าโศกแน่แท้ แต่ท่านมีอายุถึง ๙ ล้านปีของมนุษย์ จะเศร้าโศก ไปทำไมเล่า ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ดูกรท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายกล่าวตักเตือนข้าพเจ้าด้วยวาจาอัน เป็นที่รักนั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตามรักษาพวกท่าน ท่าน ทั้งหลายจงไปโดยสวัสดี ยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเถิด. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ปรารถนาอดิเรกลาภเพิ่มพูน จึงไป สู่สินธุประเทศและโสวีระประเทศ บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอบวงสรวงท่าน ขอให้ปฏิญาณไว้แก่ท่าน ถ้าพวกข้าพเจ้าได้ทรัพย์สมความปรารถนาแล้ว จักทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรให้ยิ่ง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาแก่เสริสสกเทพบุตรเลย สิ่งที่ท่านพูดถึง ทั้งหมด จักเป็นของท่าน ขอพวกท่านจงงดเว้นกรรมทั้งหลายอันเป็นบาป และจงอธิษฐานการประกอบตามซึ่งธรรม ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสก ผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีปกติบริจาค มีศีลเป็น ที่รัก มีปัญญาเครื่องพิจารณา เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้รู้ เมื่อรู้สึกอยู่ไม่ พูดมุสา ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียดให้เขาแตก กัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม มีความเคารพ ยำเกรง อ่อนน้อม ไม่เป็นคนทำบาป หมดจดในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงมารดา และบิดาโดยธรรม มีความประพฤติบริสุทธิ์ แสวงหาโภคะทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งมารดาและบิดา ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดา ล่วงลับไปแล้ว มีจิตน้อมไปในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็น คนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่พูดโยด้วยอ้างเลศ อุบาสกผู้ทำงานอันบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในธรรม เช่นนี้ จะพึงได้ทุกข์อย่างไร เล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุข้าพเจ้าจึงมาแสดงตนให้ปรากฏ ดูกรพ่อ ค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกท่านจึงได้เห็นข้าพเจ้า ก็ถ้าเว้นอุบาสก นั้นเสีย พวกท่านก็จักมืดมน ดุจคนตาบอด หลงเข้าไปในป่า จักเป็น เถ้าถ่านไป อันคนอื่นเบียดเบียนคนอื่นนั้น เป็นการกระทำได้ง่าย การ สมาคมด้วยสัปบุรุษ นำมาซึ่งความสุข. พวกพ่อค้าถามว่า อุบาสกนั้นชื่ออะไร ทำกรรมอะไร มีชื่ออย่างไร มีโคตรอย่างไร ดูกร เทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านมาในที่นี้เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม้พวก ข้าพเจ้าก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้น แม้ท่านรักอุบาสกคนใด ก็เป็นลาภ ของอุบาสกคนนั้น. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า บุรุษใดเป็นกัลบกมีชื่อว่า สัมภวะเป็นคนรับใช้สอยของพวกท่าน อาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ ท่านทั้งหลายจงรู้บุรุษนั้นว่าเป็นอุบาสก ท่าน ทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น ด้วยว่าอุบาสกนั้นผู้มีศีลเป็นที่รัก. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านพูดถึงช่างตัดผมคนใด ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้จัก แล้ว แต่ก่อนข้าพเจ้าทั้งหลายไม่รู้จักว่าเป็นเช่นนี้เลย เพราะฟังคำ ของท่าน แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักบูชาอุบาสกนั้นเป็นอย่างยิ่ง. เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า มนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้ เป็นหนุ่ม แก่หรือปานกลาง มนุษย์เหล่านั้น ทั้งหมดจงขึ้นสู่วิมานนี้แล้ว จงดูผลบุญของคนตระหนี่. พระธรรมสังคีตีกาจารย์ได้รจนาคาถาเหล่านี้ไว้ในที่สุดว่า พวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น พากันห้อมล้อมช่างกัลบกนั้นขึ้นสู่ วิมาน ดุจวิมานแห่งท้าววาสะ ด้วยการกล่าวว่าเราก่อนๆ พวกพ่อค้า ทั้งหมดนั้น ได้ประกาศความเป็นอุบาสกว่า เราก่อนๆ ดังนี้ เป็นผู้งด เว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา พวกพ่อค้าทั้งหมดนั้น ครั้นประกาศความเป็นอุบาสก แล้ว ผู้อันเสริสสกเทพบุตรบอกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วยเทวฤทธิ์บ่อยๆ แล้วหลีกไป พวกพ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการด้วยทรัพย์ ปรารถนา อดิเรกลาภเพิ่มพูน ได้ไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายาม ทำตามความปรารถนาของตน ได้ทรัพย์บริบูรณ์ตามความปรารถนา กลับ มาสู่ปาตลีบุตรดังเดิม หาอันตรายมิได้ มีความสวัสดี ไปสู่เรือนของตน พรั่งพร้อมด้วยบุตรและภรรยา มีจิตยินดีโสมนัสปลาบปลื้ม ได้ทำการ บูชาอย่างยิ่งแก่เสริสสกเทพบุตร ให้สร้างเทวาลัยชื่อว่าเสริสสกะ การ คบหาด้วยสัปบุรุษยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างนี้ การคบหาบุคคลผู้มี คุณธรรม มีประโยชน์มาก สัตว์ทั้งปวงย่อมได้รับประโยชน์ และมีความ สุข เพราะคบหาอุบาสกคนหนึ่งๆ จบ เสริสสกวิมานที่ ๑๐

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/