๓. สีหาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. สีหาเถรีคาถา ภาษิตของพระสีหาเถรี พระสีหาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
เมื่อก่อน เราได้ถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิตฟุ้งซ่าน บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่ทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ถูกกิเลสกลุ้มรุม มักเข้าใจกามว่าสวยงาม ตกอยู่ในอำนาจราคะ จึงไม่ได้ความสงบจิต
ผอมเหลือง และมีผิวพรรณไม่ผ่องใส ประพฤติ(พรหมจรรย์)อยู่ ๗ ปี มีแต่ทุกข์ ไม่ได้ความสุขทั้งกลางวันและกลางคืน @เชิงอรรถ : @ ได้บรรลุทุติยฌาน (ขุ.เถรี.อ. ๗๕/๑๐๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๕. ปัญจกนิบาต] ๔. สุนทรีนันทาเถรีคาถา
เพราะเหตุนั้น เราจึงถือเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียในที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปเป็นคฤหัสถ์อีก
จึงทำบ่วงให้มั่น ผูกที่กิ่งไม้ แล้วสวมบ่วงที่คอ ทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากกิเลส
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๓. สีหาเถรีคาถา สุภาษิตชี้โทษกามราคะ
|๔๔๑.๗๗| ๓ อโยนิโสมนสิการา กามราเคน อทฺธิตา อโหสึ อุทฺธฏา ปุพฺเพ จิตฺเต อวสวตฺตินี ฯ |๔๔๑.๗๘| ปริยุฏฺฐิตา กิเลเสหิ สุขสญฺญานุวตฺตินี สมํ จิตฺตสฺส นาลภึ ราคจิตฺตวสานุคา ฯ |๔๔๑.๗๙| กิสา ปณฺฑุ วิวณฺณา จ สตฺต วสฺสานิ จาริหํ นาหํ ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ วินฺทึ สุทุกฺขิตา ฯ |๔๔๑.๘๐| ตโต รชฺชุํ คเหตฺวาน ปาวิสึ วนมนฺตรํ วรมฺเม อิธ อุพฺพนฺธํ ยญฺจ หีนํ ปุนาจเร ฯ |๔๔๑.๘๑| ทฬฺหปาสํ กริตฺวาน รุกฺขสาขาย พนฺธิย ปกฺขิปึ ปาสํ คีวายํ อถ จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ฯ สีหา ฯ
เมื่อก่อนเราเป็นผู้ถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิตฟุ้งซ่าน จึงทำจิตให้อยู่ ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มนสิการโดยอุบายอันแยบคาย เป็นผู้อันกิเลส ทั้งหลายกลุ้มรุมแล้ว มีปกติเป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุข ตกอยู่ในอำนาจแห่งจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต เราจึงเป็นผู้ผอมเหลือง มีผิวพรรณไม่ผ่องใสอยู่ตลอด ๗ ปี เราเป็นผู้ อันทุกข์ครอบงำแล้ว ไม่ได้ความสบายใจทั้งกลางวันกลางคืน เพราะ เหตุนั้น เราจึงถือเอาเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่า จะผูกคอตายเสียใน ที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก พอเราทำบ่วงให้มั่นคง ผูกที่กิ่งไม้แล้ว สวมบ่วงที่คอ ในทันใดนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจาก อาสวะกิเลสทั้งหลาย.