อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๑

๔. จัณฑาลิวิมาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


|๒๑.๑๙๖| ๔ จณฺฑาลิ วนฺท ปาทานิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน ตเมว อนุกมฺปาย อฏฺฐาสิ อิสิสตฺตโม |๒๑.๑๙๗| อภิปฺปสาเทหิ มนํ อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ขิปฺปมญฺชลิกา วนฺท ปริตฺตํ ตว ชีวิตนฺติ ฯ |๒๑.๑๙๘| โจทิตา ภาวิตตฺเตน สรีรนฺติมธารินา จณฺฑาลี วนฺทิ ปาทานิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน |๒๑.๑๙๙| ตเมนํ อวธิ คาวี จณฺฑาลึ ปญฺชลึ ฐิตํ นมสฺสมานํ สมฺพุทฺธํ อนฺธกาเร ปภงฺกรํ |๒๑.๒๐๐| ขีณาสวํ วิคตรชํ อเนญฺชํ เทวิทฺธิปตฺตา อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทามิ ตํ วีร มหานุภาว |๒๑.๒๐๑| สุวณฺณวณฺณา ชลิตา มหายสา วิมานโมรุยฺห อเนกจิตฺตา ปริวาริตา อจฺฉราสงฺคเณน กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ (อิติ) ฯ |๒๑.๒๐๒| อหํ ภทนฺเต จณฺฑาลี ตยา วีเรน เปสิตา วนฺทึ อรหโต ปาเท โคตมสฺส ยสสฺสิโน |๒๑.๒๐๓| สาหํ วนฺทิตฺวา ปาทานิ จุตา จณฺฑาลโยนิยา วิมานํ สพฺพโส ภทฺทํ อุปปนฺนมฺหิ นนฺทเน |๒๑.๒๐๔| อจฺฉรานํ สหสฺสานิ ปุรกฺขิตฺวา มํ ติฏฺฐนฺติ ตาสาหํ ปวรา เสฏฺฐา วณฺเณน ยสสายุนา |๒๑.๒๐๕| ปหูตกตกลฺยาณา สมฺปชานา ปติสฺสตา มุนึ การุณิกํ โลเก ภนฺเต วนฺทิตุมาคตาติ |๒๑.๒๐๖| อิทํ วตฺวาน จณฺฑาลี กตญฺญุกตเวทินี วนฺทิตฺวา อรหโต ปาเท ตตฺเถวนฺตรธายตีติ ฯ จณฺฑาลิวิมานํ จตุตฺถํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. จัณฑาลีวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่หญิงจัณฑาลผู้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า (พระมหาโมคคัลลานเถระกล่าว ๒ คาถาว่า)

ข้อ ๑๙๕

จัณฑาลี เธอจงถวายอภิวาทพระยุคลบาท ของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศ พระองค์ผู้สูงสุดกว่าฤๅษีทั้งหลาย ได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เธอผู้เดียวเท่านั้น

ข้อ ๑๙๖

เธอจงทำใจให้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ผู้คงที่ แล้วจงประคองอัญชลีถวายอภิวาทโดยเร็ว ชีวิตเธอเหลือน้อยแล้ว (เพื่อจะแสดงประวัติของนางจัณฑาลีนั้นโดยตลอด พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว ๒ คาถาว่า)

ข้อ ๑๙๗

หญิงจัณฑาลผู้นี้ครองเรือนร่างเป็นวันสุดท้าย ซึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระผู้อบรมตนแล้ว ตักเตือนแล้ว ได้ถวายอภิวาทพระยุคลบาทของพระโคดมสัมมาสัมพุทธเจ้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๔}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๒. จิตตลตาวรรค ๔. จัณฑาลีวิมาน

ข้อ ๑๙๘

แม่โคได้ขวิดนางตาย ขณะยืนประคองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ส่องแสงสว่างในโลกมืด (นางไปเกิดเป็นเทพธิดาอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วันนั้น นางได้มาหาพระมหาโมคคัลลานเถระ นมัสการแล้วกราบเรียนว่า)

ข้อ ๑๙๙

ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า ดิฉันบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ขอเข้านมัสการใกล้ๆ ท่านผู้มีอานุภาพมาก ผู้สิ้นอาสวะ ปราศจากกิเลสประดุจธุลี ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ในป่าแต่เพียงผู้เดียว (พระมหาโมคคัลลานเถระจึงถามนางว่า)

ข้อ ๒๐๐

เทพธิดาผู้เลอโฉม เธอเป็นใคร มีผิวพรรณงามดั่งทอง มีรัศมีเรืองรอง มียศมาก งามตระการมิใช่น้อย มีหมู่เทพอัปสรแวดล้อมลงจากวิมานมาไหว้อาตมา (เทพธิดานั้นถูกพระมหาเถระถามแล้วอย่างนี้จึงกล่าว ๔ คาถาว่า)

ข้อ ๒๐๑

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันคือหญิงจัณฑาล ซึ่งท่านผู้แกล้วกล้าให้ไปถวายอภิวาทพระยุคลบาท ของพระโคดมอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระยศ

ข้อ ๒๐๒

ครั้นถวายอภิวาทพระยุคลบาทแล้ว ดิฉันได้จุติจากกำเนิดคนจัณฑาล มาบังเกิดในวิมานซึ่งเจริญพร้อมมูลในสวนนันทวัน

ข้อ ๒๐๓

นางเทพอัปสรหลายพันนาง พากันห้อมล้อมดิฉันอยู่ ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าเทพอัปสรเหล่านั้น โดยรัศมี บริวารยศและอายุ

ข้อ ๒๐๔

ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันมีสติสัมปชัญญะ สร้างคุณงามความดีไว้มาก มาในโลก(นี้)เพื่อนมัสการพระคุณเจ้าผู้เป็นมุนี มีความกรุณา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๒. จิตตลตาวรรค ๕. ภัททิตถิกาวิมาน (พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า)

ข้อ ๒๐๕

เทพธิดาจัณฑาลีผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกราบเรียนอย่างนี้แล้ว จึงกราบลงแทบเท้าพระมหาโมคคัลลานะผู้อรหันต์แล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง จัณฑาลีวิมานที่ ๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจัณฑาลิวิมาน

จัณฑาลิวิมาน มีคาถาว่า จณฺฑาลิ วนฺท ปาทานิ ดังนี้เป็นต้น.

จัณฑาลิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ในเวลาใกล้รุ่งทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติกันมาแล้ว เมื่อทรงออกแล้วตรวจดูโลกอยู่ ได้ทรงเห็นหญิงจัณฑาลแก่คนหนึ่งซึ่งอยู่ในจัณฑาลิคาม ในนครนั้นนั่นเองสิ้นอายุ ก็กรรมของนางที่นำไปนรกปรากฏชัดแล้ว.

พระองค์ทรงมีพระทัยอันพระมหากรุณาให้ขะมักเขม้นแล้วทรงดำริว่า เราให้นางทำกรรมอันนำไปสู่สวรรค์ จักห้ามการเกิดในนรกของนางด้วยกรรมนั้น ให้ดำรงอยู่บนสวรรค์ จึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่.

ก็สมัยนั้น หญิงจัณฑาลีนั้นถือไม้ออกจากนคร พบพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาได้ยืนประจันหน้ากันแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนตรงหน้าเหมือนห้ามมิให้นางไป.

ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะรู้พระทัยของพระศาสดา และความหมดอายุของหญิงนั้นแล้ว เมื่อจะให้นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

ดูก่อนแม่จัณฑาลี ท่านจงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดม ผู้มีพระเกียรติยศเถิด พระโคดมผู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ประทับยืนเพื่ออนุเคราะห์ท่านคนเดียว ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยิ่งในพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้คงที่ แล้วจงรีบประคองอัญชลี ถวายบังคมเถิด ชีวิตของท่านน้อยเต็มที.

บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า จณฺฑาลิ พระเถระเรียกนางที่มีชื่อมาแต่กำเนิด.

บทว่า วนฺท ได้แก่ จงถวายบังคม.

บทว่า ปาทานิ ได้แก่ จรณะคือพระบาทอันเป็นสรณะของโลก พร้อมด้วยเทวโลก.

บาทคาถาว่า ตเมว อนุกมฺปาย ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ท่านเท่านั้น. อธิบายว่า เพื่อป้องกันการเกิดในอบายมาให้บังเกิดในสวรรค์.

บทว่า อฏฺฐาสิ ได้แก่ ประทับยืนไม่เสด็จเข้าไปสู่พระนคร.

บทว่า อิสิสตฺตโม ความว่า พระองค์เป็นผู้สูงสุด คืออุกฤษฏ์กว่าฤษีชาวโลก พระเสขะ พระอเสขะ พระปัจเจกพุทธเจ้า.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อิสิสตฺตโม เพราะบรรดาพุทธฤษีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เป็นฤษี [พระพุทธเจ้า] พระองค์ที่ ๗.

บาทคาถาว่า อภิปฺปสาเทหิ มนํ ความว่า จงทำจิตของท่านให้เลื่อมใสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ.

บทว่า อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ความว่า ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะกิเลสทั้งหลายห่างไกล เพราะกำจัดกิเลสเหล่านั้นซึ่งเป็นข้าศึก เพราะกำจัดกำแห่งสังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย และเพราะไม่มีความลับในการทำบาป. ชื่อว่าตาทิ เพราะถึงความคงที่ในโลกธรรมมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น.

บาทคาถาว่า ขิปฺปํ ปญฺชลิกา วนฺท ความว่า ท่านจงประคองอัญชลีแล้วจงถวายบังคมเร็วๆ เถิด.

หากถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะชีวิตของท่านน้อยเต็มที่ เพราะชีวิตของท่านจะต้องแตกเป็นสภาพ ในที่นี้จึงยังเหลือน้อย คือนิดหน่อย.

พระเถระ เมื่อระบุพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้ อยู่ในอานุภาพของตน ทำนางให้สลดใจด้วยการชี้ชัดว่า นางหมดอายุ ประกอบนางไว้ในการถวายบังคมพระศาสดา.

ก็นางได้ฟังคำนั้นแล้ว เกิดสลดใจ มีใจเลื่อมใสในพระศาสดา ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ได้ยืนมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติอันซ่านไปในพระพุทธคุณ.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปพระนครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ด้วยทรงดำริว่า เท่านี้ก็พอจะให้นางเกิดในสวรรค์ได้ดังนี้.

ต่อมา แม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่งหันวิ่งตรงไปจากที่นั้น เอาเขาขวิดนางจนเสียชีวิต.

ท่านพระสังคีติกาจารย์เพื่อแสดงเรื่องนั้นทั้งหมด ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

หญิงจัณฑาลผู้นี้ อันพระมหาเถระผู้มีตนอันอบรมแล้ว ธำรงไว้ซึ่งสรีระอันสุดท้าย ตักเตือนแล้ว จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้มีพระเกียรติยศ แม่โคได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประคองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ส่องแสงสว่างในโลกมืดดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺชลึ ฐิตํ นมสฺสมานํ สมฺพุทฺธํ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จไปแล้ว นางก็ยังมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ ยืนประคองอัญชลีเหมือนอยู่เฉพาะพระพักตร์.

บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในโลกอันมืดด้วยความมืดคืออวิชชา และมืดด้วยกิเลสทั้งสิ้น.

บทว่า ปภงฺกรํ คือ ผู้ทำแสงสว่างคือญาณ.

ก็นางจุติจากนั้นไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. นางมีอัปสรแสนหนึ่งเป็นบริวาร.

ก็แลในทันใดนั่นเอง นางมาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมานแล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะถวายนมัสการ. เพื่อแสดงความข้อนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวว่า

ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันบรรลุ

เทวฤทธิ์แล้ว เข้ามาหาท่านผู้สิ้นอาสวะปราศกิเลสธุลี

เป็นผู้ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ผู้เดียวในป่า ขอไหว้ท่าน

เจ้าค่ะ.

พระเถระได้ถามเทพธิดานั้นว่า

ดูก่อนเทพธิดาผู้สง่างาม ท่านเป็นใคร มีรัศมี

ดังทองงามรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศมาก งามตระการ มิใช่

น้อย แวดล้อมด้วยหมู่เทพอัปสรพากันลงมาจากวิมาน

จึงมาไหว้อาตมา.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชลิตา ได้แก่ รุ่งโรจน์โชติช่วงด้วยรัศมีแห่งสรีระผ้าและอาภรณ์เป็นต้นของตน.

บทว่า มหาสยา ได้แก่ มีบริวารมาก.

บทว่า วิมานโมรุยฺห แปลว่า ลงจากวิมาน.

บทว่า อเนกจิตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยความงามหลากหลาย.

บทว่า สุเภ แปลว่า ผู้มีคุณอันงาม.

บทว่า มมํ แปลว่า อาตมา.

เทพธิดานั้นได้ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาอีกว่า

ท่านเจ้าขา ดีฉันเป็นหญิงจัณฑาล ถูกท่านผู้เป็น

วีรบุรุษส่งไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดมผู้เป็น

พระอรหันต์ มีพระเกียรติยศ ครั้นได้ถวายบังคมพระยุคล

บาทแล้ว จุติจากกำเนิดหญิงจัณฑาลไปเข้าถึงวิมาน อัน

เพียบพร้อมด้วยสมบัติทั้งปวง ในอุทยานนันทนวัน เทพ

อัปสรพันหนึ่งพากันมายืนห้อมล้อม ดีฉันเป็นผู้ประเสริฐ

เลิศกว่าเทพอัปสรเหล่านั้น โดยวรรณะ เกียรติยศและอายุ

ดีฉันได้กระทำกรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ

ท่านเจ้าขา ดีฉันมามนุษยโลกครั้งนี้ ก็เพื่อถวายนมัสการ

พระมุนีผู้มีกรุณา เจ้าค่ะ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปสิตา ความว่า หญิงจัณฑาลถูกท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อถวายนมัสการด้วยคำเป็นต้นว่า ดูก่อนแม่จัณฑาล ท่านจงถวายพระยุคลบาทเถิด.

บุญที่สำเร็จด้วยการถวายบังคมนั้น ถึงจะน้อยโดยชั่วขณะประเดี๋ยวก็จริง ถึงกระนั้น ก็ชื่อว่ามากเกินที่จะเปรียบได้ เพราะมีเขต [เขตตสัมปทา] ใหญ่ และมีผลใหญ่ เพราะเหตุนั้น นางจึงได้กล่าวว่า ปหูตกตกลฺยาณา ดังนี้

อนึ่ง นางหมายถึงความบริสุทธิ์ของปัญญาและสติ ในขณะความเป็นไปแห่งปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ จึงได้กล่าวว่า สมฺปชานา ปติสฺสตา ดังนี้

ท่านพระสังคีติกาจารย์ตั้งคาถาไว้อีกว่า

เทพธิดาจัณฑาลี ผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกล่าวถ้อยคำ

นี้แล้ว ไหว้เท้าทั้งสองของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระองค์

พระอรหันต์แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเองแล.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑาลี ท่านกล่าวว่า เคยเป็นหญิงจัณฑาล.

คำใดเป็นการกล่าวเรียกกันติดปากในมนุษยโลก คำนี้ก็ปฏิบัติติดมาในเทวโลกเช่นกัน.

คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้ว.

ส่วนท่านพระมหาโมคคัลลานเถระกราบทูลเรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนแล.

จบอรรถกถาจัณฑาลิวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา