๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา สุภาษิตสอนให้ละตัณหา
๓๕๑ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือนเถาย่านทราย เจริญอยู่ในป่าฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไป ในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนวานรอยากได้ผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น ตัณหาอันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกเชยแล้วฉะนั้น ส่วนผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ ซึ่งยากที่จะล่วงได้ในโลก ความโศก ทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากในบัวฉะนั้น เพราะฉะนั้นเราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ที่มาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ทั้งหมด ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหา ดุจบุคคลผู้มีความต้องการด้วยแฝก ขุดแฝกอยู่ฉะนั้น มารอย่าได้ระราน ท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดังกระแสน้ำพัดพานไม้อ้อฉะนั้น ท่านทั้งหลายจง ทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะ อันล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันในนรกเศร้าโศกอยู่ ความประมาทดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอนลูกศรอันเสียบอยู่ใน หทัยของตน ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชาเถิด.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา ภาษิตของพระมาลุงกยบุตรเถระ (พระมาลุงกยบุตรเถระแสดงธรรมด้วย ๖ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
ตัณหา ย่อมเจริญแก่มนุษย์ ผู้ประพฤติประมาท เหมือนเถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่า เขาย่อมเร่ร่อนไปมา เหมือนวานรที่ต้องการผลไม้ เที่ยวเร่ร่อนไปในป่า
ตัณหาที่เลวทรามซ่านไปในโลกนี้ ย่อมครอบงำบุคคลใดไว้ได้ ความโศกย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตกรดแล้วเจริญงอกงามขึ้น
ส่วนบุคคลใด ครอบงำตัณหาที่เลวทรามนั้น ซึ่งล่วงได้ยาก ในโลกไว้ได้ ความโศกย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกไปจากใบบัว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๖. ฉักกนิบาต] ๖. สัปปทาสเถรคาถา
เพราะเหตุนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายที่ประชุมกันในที่นี้ จงมีความเจริญ ขอท่านทั้งหลายจงขุดรากเหง้าแห่งตัณหา เหมือนผู้ต้องการหญ้าแฝกขุดหญ้าแฝกอยู่ มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลายอยู่ร่ำไป เหมือนกระแสน้ำระรานไม้อ้อ
ท่านทั้งหลาย จงทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะเหล่าชนที่ปล่อยให้ขณะล่วงเลยไป แออัดกันในนรก เศร้าโศกอยู่
ความประมาทคือความเลินเล่อ จัดเป็นธุลี ธุลีเกิดจากความประมาท บุคคลพึงถอนลูกศรที่เสียบอยู่ในหทัยของตน ด้วยความไม่ประมาท และด้วยวิชชาเถิด
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕
คาถาของท่านพระมาลุงกยปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มนุชสฺส ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าอันมีในปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดเป็นบุตรนักดูเงินของพระเจ้าโกศลในกรุงสาวัตถี.
มารดาของเขาชื่อมาลุงกยา. ด้วยอำนาจของนางมาลุงกยานั้น เขาจึงปรากฏว่ามาลุงกยบุตร นั่นแล.
เขาเติบโตขึ้นเพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในการสลัดออกจากกิเลส จึงละฆราวาสออกบวชเป็นปริพาชกท่องเที่ยวไป ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ความศรัทธาในพระศาสนา จึงบวชบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖.
ท่านได้ไปยังตระกูลญาติ เพื่ออนุเคราะห์ญาติ.
ญาติทั้งหลายได้อังคาสท่านด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีต ประสงค์จะล่อด้วยทรัพย์ จึงเอากองทรัพย์กองใหญ่วางไว้ข้างหน้า แล้วอ้อนวอนว่า ทรัพย์นี้เป็นของท่าน ท่านจงสึกมาครอบครองลูกเมีย กระทำบุญทั้งหลายด้วยทรัพย์นี้เถิด.
# ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๑.
พระเถระเมื่อจะเปลี่ยนอัธยาศัยของญาติเหล่านั้น จึงยืนในอากาศแสดงธรรมด้วยคาถา ๖ คาถานี้ว่า
ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือน
เถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่าฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจ
ของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนวานร
ปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น
ตัณหาอันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด
ความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคม
บางที่ฝนตกเชยแล้วฉะนั้น
ส่วนผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ซึ่งยากที่จะล่วง
ไปได้ในโลก ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น
เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น
เพราะฉะนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความ
เจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้
ทั้งหมด ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหา ดุจบุคคลผู้มีความ
ต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้น มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลาย
บ่อยๆ ดังกระแสน้ำพัดพาไม้อ้อฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงทำ
ตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไปเสีย
เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปแล้ว ย่อมยัดเยียดกันในนรก
เศร้าโศกอยู่ ความประมาทดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความ
ประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอนลูกศรอันเสียบอยู่ในหทัย
ของตน ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุชสฺส ได้แก่ สัตว์.
บทว่า ปมตฺตจาริโน ได้แก่ ผู้ประพฤติประมาทด้วยความประมาทอันมีการปล่อยสติเป็นลักษณะ. ฌาน วิปัสสนา มรรคและผลทั้งหลายย่อมไม่เจริญ.
เหมือนอย่างว่า เถาย่านทรายรวบมัดรัดคลุมต้นไม้ ย่อมเจริญเพื่อความพินาศแห่งต้นไม้นั้นฉันใด ตัณหาอันอาศัยทวาร ๖ เกิดขึ้นบ่อยๆ ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ย่อมเจริญแก่สัตว์นั้นฉันนั้น ตัณหาเมื่อเจริญอยู่แล ย่อมทำบุคคลผู้เป็นไปในอำนาจให้ตกลงในอบาย เหมือนเถาย่านทรายคลุมต้นไม้อันเป็นที่อาศัยของตน ให้โค่นลงฉะนั้น.
บทว่า โส ปฺลวติ ความว่า บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจตัณหานั้น ย่อมเร่ร่อน คือแล่นไปในภพน้อยภพใหญ่ไปๆ มาๆ.
ถามว่า เหมือนอะไร?
ตอบว่า เหมือนวานรอยากได้ผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น.
อธิบายว่า วานรผู้อยากได้ผลของต้นไม้แล่นไปในป่า จับกิ่งหนึ่งของต้นไม้ ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับกิ่งอื่น แล้วก็ปล่อยกิ่งนั้นจับกิ่งอื่น (อีกต่อๆ ไป) เพราะเหตุนั้น จึงย่อมไม่ถึงภาวะที่จะพึงพูดได้ว่ามันไม่ได้กิ่งไม้จึงนั่งจับเจ่าดังนี้ฉันใด บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจตัณหาก็ฉันนั้นเหมือนกัน แล่นไปในภพน้อยภพใหญ่ จึงไม่ถึงความเป็นผู้ที่จะพึงกล่าวว่า เขาไม่ได้อารมณ์ จึงถึงความไม่เกิดตัณหา.
บทว่า ยํ โยคว่า บุคคลใด.
ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นั่นถึงความนับว่า ชมฺมี เพราะความเป็นของลามก ถึงความนับว่า วิสตฺติกา เพราะมีอาหารเป็นพิษ เพราะมีดอกเป็นพิษ เพราะมีผลเป็นพิษ เพราะมีการบริโภคเป็นพิษ และเพราะส่ายคือข้องในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ย่อมครอบงำบุคคลนั้น.
อธิบายว่า แฝกและหญ้าคมบางที่ฝนตกเชย เมื่อฝนตกบ่อยๆ ย่อมเจริญในป่าฉันใด ความโศกทั้งหลายอันมีวัฏฏะเป็นมูล ย่อมเจริญคือถึงความเจริญฉันนั้น.
บทว่า โย เจตํ ฯ เป ฯ ทุรจฺจยํ ความว่า ส่วนบุคคลใดยอมอดกลั้นคือครอบงำตัณหาซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ที่ชื่อว่าล่วงได้ยาก เพราะเป็นธรรมชาติที่จะพึงทำได้ยากเพื่อจะล่วง คือเพื่อจะละความโศกมีวัฏฏะเป็นมูล ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น. อธิบายว่า ย่อมไม่ตั้งอยู่ เหมือนหยาดน้ำที่ตกลงในใบบัวคือใบปทุม ย่อมไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น.
บทว่า ตํ โว วทามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลาย.
บทว่า ภทฺทํ โว ความว่า ความเจริญจงมีแก่พวกท่าน คือพวกท่านอย่าได้ถึงความพินาศคือความฉิบหาย เหมือนคนผู้อนุวรรตน์ตามตัณหา.
บทว่า ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา ความว่า มีประมาณเท่าที่มาประชุมกันอยู่ในที่นี้.
หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า พระเถระพูดอย่างไร?
เฉลยว่า พระเถระพูดว่า ท่านทั้งหลายจงขุดรากของตัณหา คือท่านทั้งหลายจงขุด คือถอนรากคือเหตุของตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ได้แก่ชัฏแห่งกิเลสมีอวิชชาเป็นต้น ด้วยจอบคืออรหัตมรรคญาณ.
ถามว่า เหมือนอะไร?
ตอบว่า เหมือนคนต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้น.
อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงขุดรากของตัณหานั้น เหมือนบุรุษผู้ต้องการแฝกเอาจอบใหญ่ขุดหญ้าชื่ออุสีระ แฝกอันมีอีกชื่อว่าพีรณะ ฉะนั้น.
บทว่า มา โว นฬํว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ ความว่า กิเลสมาร มัจจุมารและเทวปุตตมาร อย่าระรานพวกท่านบ่อยๆ เหมือนกระแสน้ำไหลมาด้วยกำลังแรง ระรานไม้อ้อที่เกิดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฉะนั้น.
เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงกระทำตามพระพุทธพจน์ คือจงกระทำตามพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเพ่ง (พินิจ) อย่าเป็นผู้ประมาท คือจงยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อมตามที่ทรงพร่ำสอน.
บทว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ความว่า จริงอยู่ บุคคลใดไม่กระทำตามพระพุทธพจน์ ขณะแม้ทั้งหมดนี้ คือขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้น ๑ ขณะที่ได้เกิดขึ้นในปฏิรูปเทส ๑ ขณะที่ได้สัมมาทิฏฐิ ๑ ขณะที่มีอวัยวะทั้ง ๖ ไม่บกพร่อง ๑ ย่อมล่วงเลยบุคคลนั้น ขณะอันนั้นอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย.
บทว่า ขณาตีตา ความว่า ก็บุคคลใดล่วงเลยขณะนั้นไปเสีย หรือว่าขณะอันนั้นล่วงเลยบุคคลใดไปเสีย บุคคลเหล่านั้นก็จะยัดเยียดกันอยู่ในนรก คือบังเกิดในนรกนั้นเศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน.
บทว่า ปมาโท รโช ความว่า ความประมาทมีลักษณะปล่อยสติในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ชื่อว่าดุจธุลี เพราะมีสภาพเศร้าหมองและเพราะเจือปนด้วยธุลีมีธุลีคือราคะเป็นต้น.
บทว่า ปมาทานุปติโต รโช ความว่า ก็ชื่อว่าธุลีอย่างใดอย่างหนึ่ง ราคะเป็นต้นมีธุลีทั้งหมดนั้นตกไปตามความประมาท คือเกิดขึ้นด้วยอำนาจความประมาทนั่นแหละ.
บทว่า อปฺปมาเทน ได้แก่ ด้วยความไม่ประมาท คือด้วยการปฏิบัติโดยไม่ประมาท.
บทว่า วิชฺชาย ได้แก่ ด้วยวิชชาอันสัมปยุตด้วยอรหัตมรรค.
บทว่า อพฺพเห สลฺลมตฺตโน ความว่า พึงดึงขึ้น คือพึงถอนลูกศรมีราคะเป็นต้น ที่อาศัยหทัยของตนออกเสีย.
จบอรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕ -----------------------------------------------------