๒. ปภัสสรวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๔๐|๔๐.๔๘๒| ๒ ปภสฺสวรวณฺณนิเภ สุรตฺตวตฺถนิวาสเน มหิทฺธิเก จนฺทนรุจิรคตฺเต กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ |๔๐.๔๘๓| ปลฺลงฺโก จ เต มหคฺโฆ นานารตนจิตฺติโต รุจิโร ยตฺถ ตฺวํ นิสินฺนา วิโรจสิ เทวราชาริว นนฺทเน วเน |๔๐.๔๘๔| กึ ตฺวํ ปุเร สุจริตมาจริ ภทฺเท กิสฺส กมฺมสฺส วิปากํ อนุโภสิ เทวโลกสฺมึ เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ |๔๐.๔๘๕| ปิณฺฑาย เต จรนฺตสฺส มาลํ ผาณิตญฺจ อททํ ภนฺเต ตสฺส กมฺมสฺสิทํ วิปากํ อนุโภมิ เทวโลกสฺมึ |๔๐.๔๘๖| โหติ จ เม อนุตาโป อปราธํ ทุกฺขิตญฺจ เม ภนฺเต สาหํ ธมฺมํ นาสฺโสสึ สุเทสิตํ ธมฺมราเชน |๔๐.๔๘๗| ตํ ตํ วทามิ ภทฺทนฺเต ยสฺส เม อนุกมฺปิโย โกจิ ธมฺเมสุ ตํ สมาทเปถ สุเทสิตํ ธมฺมราเชน |๔๐.๔๘๘| เยสํ อตฺถิ สทฺธา พุทฺเธ ธมฺเม จ สงฺฆรตเน จ เต มํ อติวิโรจนฺติ อายุนา ยสสา สิริยา |๔๐.๔๘๙| ปตาเปน วณฺเณน อุตฺตริตรา อญฺเญ มหิทฺธิกตรา มยา เทวาติ ฯ ปภสฺสรวิมานํ ทุติยํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปภัสสรวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่เทพธิดาผู้งามผุดผ่อง (พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)
เทพธิดาผู้มีรัศมีงามผุดผ่อง ทรงพัสตราภรณ์สีแดงสดใส มีฤทธิ์มาก มีร่างกายสวยงามดุจลูบไล้ด้วยจุรณแก่นจันทน์ เธอเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่
อนึ่ง เธอนั่งบนบัลลังก์ที่มีค่ามาก งามวิจิตรด้วยรัตนะหลากหลาย ย่อมรุ่งโรจน์ดังท้าวสักกเทวราชในนันทวโนทยาน
เทพธิดาผู้เจริญ ชาติก่อนเธอได้ประพฤติสุจริตอะไร ได้เสวยผลกรรมอะไรในเทวโลก อาตมาถามแล้ว ขอเธอจงบอกเถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอันใดเล่า (เทพธิดาตอบว่า)
พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันได้ถวายพวงมาลัย และน้ำอ้อยงบแด่พระคุณเจ้าซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต ดิฉันจึงได้เสวยผลของกรรมนั้นในเทวโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๔. มัญชิฏฐกวรรค ๓. นาควิมาน
พระคุณเจ้าผู้เจริญ แต่ดิฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดหวังและเป็นทุกข์ เพราะดิฉันนั้นไม่ได้ฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงไว้ดีแล้ว
พระคุณเจ้าผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงกราบเรียนพระคุณเจ้าซึ่งเป็นผู้ควรอนุเคราะห์ดิฉัน ขอพระคุณเจ้าจงให้ดิฉันตั้งมั่นอยู่ในธรรมทั้งหลายด้วยเถิด
(ด้วยว่า) เหล่าเทพที่มีความเชื่อในพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ สดับธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงไว้ดีแล้ว ย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าดิฉันด้วยอายุ บริวาร ยศและสิริ
เทพเหล่าอื่นเล่าก็มีคุณสมบัติยวดยิ่งกว่าดิฉันด้วยอานุภาพ ด้วยรัศมีกาย และมีฤทธิ์มากยิ่งกว่าดิฉันทั้งนั้นปภัสสรวิมานที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปภัสสรวิมาน
ปภัสสรวิมาน มีคาถาว่า ปภสฺสรวรวณฺณนิเภ เป็นต้น.
วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ ได้เลื่อมใสในพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นอย่างยิ่งธิดาของเขาคนหนึ่งมีศรัทธาปสาทะ นางมีความเคารพนับถือในพระเถระมาก.
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์เข้าไปยังตระกูลนั้น. นางเห็นพระเถระแล้วเกิดโสมนัส ปูลาดอาสนะ เมื่อพระเถระนั่งบนอาสนะนั้นแล้วนางบูชาด้วยมาลัยดอกมะลิแล้วเอาน้ำอ้อยงบหวานอร่อยเกลี่ยลงในบาตรของพระเถระพระเถระประสงค์จะอนุโมทนาจึงได้นั่ง.
นางแจ้งให้ทราบเรื่องที่ฆราวาสไม่มีโอกาส (จะฟัง) เพราะมีกิจมาก กล่าวว่าดีฉันจักฟังธรรมในวันอื่น ไหว้พระเถระแล้วส่งไป. และในวันนั้นเอง นางตายไปบังเกิดในดาวดึงส์.
ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปพบนาง ได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดาผู้งาม มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก นุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มาก มีร่างกายงามลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่อนึ่ง ท่านนั่งบนบัลลังก์ใดย่อมไพโรจน์ ดังท้าวสักกเทวราชในนันทนวโนทยาน บัลลังก์ของท่านนั้นมีค่ามาก งามวิจิตรด้วยรัตนะต่างๆดูก่อนเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อชาติก่อน ท่านได้สร้างสมสุจริตอะไร ได้เสวยวิบากแห่งกรรมอะไรในเทวโลกอาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภสฺสรวรวณฺณนิเภ ความว่า ชื่อว่านิภา เพราะอรรถว่าสว่าง คือส่องแสง. แสงสว่างคือวัณณา ชื่อว่าวัณณนิภา. เทพธิดาชื่อว่ามีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก เพราะเธอมีแสงสว่างคือวัณณะประภัสสร เพราะสว่างเหลือเกิน ประเสริฐคือสูงสุด เพราะไม่มีโทษของผิวพรรณ.
คำว่า ปภสฺสรวรวณฺณนิเภ นี้ ท่านกล่าวร้องเรียก [คำอาลปนะ].
บทว่า สุรตฺตวตฺถนิวาสเน แปลว่า นุ่งผ้าสีแดงงาม.
บทว่า จนฺทนรุจิรคตฺเต ได้แก่ มีองค์งามเหมือนลูบไล้ด้วยจุณไม้จันทน์. อธิบายว่า ทุกส่วนแห่งเรือนร่างน่ารักน่าพึงใจ ดุจลูบไล้ด้วยจันทน์เทศหนาๆ หรือมีร่างกายงดงาม เพราะลูบไล้ด้วยจุณไม้จันทน์.
พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันได้ถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อยแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดีฉันจึงได้เสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดพลาด เป็นทุกข์ เพราะดีฉันไม่ได้ฟังธรรม อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้วข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดีฉันจึงมากราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นผู้ควรอนุเคราะห์ดีฉัน โปรดชักชวนผู้ที่ควรอนุเคราะห์นั้นด้วยธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้วทวยเทพที่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะก็รุ่งโรจน์ล้ำดีฉัน โดยอายุ ยศ สิริ ทวยเทพอื่นๆ ก็ยิ่งยวดกว่าโดยอำนาจและวรรณะ มีฤทธิ์มากกว่าดีฉัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลํ ได้แก่ ดอกมะลิ.
บทว่า ผาณิตํ ได้แก่ น้ำอ้อยที่เอารสคือน้ำของอ้อยทำ.
บทว่า อนุตาโป ได้แก่ ความร้อนใจ.
เทพธิดากล่าวเหตุแห่งความร้อนใจว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดพลาด เป็นทุกข์ ดังนี้. บัดนี้ เทพธิดาแสดงเหตุโดยสรุปว่า ดีฉันนั้นไม่ได้ฟังธรรม. ในกาลนั้น ดีฉันนั้นไม่ได้ฟังธรรมของท่านผู้ประสงค์จะแสดง.
เช่นไร คือที่พระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว.
บทว่า สุเทสิตํ ธมฺมราเชน ความว่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว เพราะเป็นธรรมงามในเบื้องต้นเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์โดยส่วนเดียว.
บทว่า ตํ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว และเพราะการไม่ได้ฟังเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนสำหรับคนเช่นพวกเรา.
บทว่า ตํ ได้แก่ ตุวํ แปลว่า ท่าน. อธิบายว่า แก่ท่าน.
บทว่า ยสฺส ตัดบทเป็น โย อสฺส.
บทว่า อนุกมฺปิโย แปลว่า ควรอนุเคราะห์.
บทว่า โกจิ ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง.
บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมมีศีลเป็นต้น.
ปาฐะว่า ธมฺเมหิ ก็มี ความว่า ในศาสนธรรม.
บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต หรือเป็นวจนวิปลาส.
บทว่า ตํ ได้แก่ บุคคลที่พึงอนุเคราะห์.
บทว่า สุเทสิตํ ได้แก่ ที่ทรงแสดงแล้วด้วยดี.
บทว่า เต มํ อติวิโรจนติ ความว่า เทพบุตรผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัยอย่างยิ่งเหล่านั้น ย่อมรุ่งโรจน์ล้ำดีฉัน.
บทว่า ปตาเปน ได้แก่ ด้วยเดช คืออานุภาพ.
บทว่า อญฺเญ ได้แก่ เหล่าใดอื่น.
บทว่า มยา เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.
เทพธิดาแสดงว่า ทวยเทพผู้มีวรรณะยิ่งกว่าและมีฤทธิ์มากกว่า [ดีฉัน] ทวยเทพเหล่านั้นล้วนแต่เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระรัตนตรัยทั้งนั้น.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวนั้นนั่นแล.
จบอรรถกถาปภัสสรวิมาน -----------------------------------------------------