๑. อัญญตรสามาเถรีคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรีคาถา ติกนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในติกนิบาต ๑. อัญญตรสามาเถรีคาถา สุภาษิตชี้ผลการระลึกถึงคำสอน
๔๓๐ตั้งแต่เราบวชแล้วตลอดเวลา ๒๕ ปี เราไม่รู้สึกว่าได้ความสงบจิตใน กาลไหนๆ เลย เรามีปกติไม่ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ จึงไม่ได้ความ สงบใจ เราระลึกถึงคำสอนแห่งพระชินเจ้าแล้ว ยังความสังเวชให้เกิด ขึ้น เราผู้อันทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีในความไม่ประมาท บรรลุ ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ตั้งแต่ เราทำตัณหาให้เหือดแห้งไปแล้ว วันนี้เป็นวันที่ ๗.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๓. ติกนิบาต] ๒. อุตตมาเถรีคาถา ๓. ติกนิบาต ๑. อปราสามาเถรีคาถา ภาษิตของพระอปราสามาเถรี พระอปราสามาเถรี(ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)
ตั้งแต่เราบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ยังไม่รู้สึกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหนๆ เลย
เราบังคับจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบจิต เพราะเหตุนั้น เรามาระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้า จึงได้ถึงความสังเวช
ถูกทุกข์มากมายกระทบแล้ว จึงยินดีในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหา ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว วันนี้เป็นคืนที่ ๗ นับแต่วันที่เราทำตัณหาให้แห้งสนิทแล้ว
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติกนิบาต ๑. อรรถกถาอปราสามาเถรีคาถา
ในติกนิบาตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
คาถาว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรีชื่อสามาอีกองค์หนึ่ง.
แม้พระเถรีชื่อสามาอีกองค์หนึ่งนี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดในกำเนิดกินนรที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา กินรีนั้นเที่ยวขวนขวายในการเล่นเพลินอยู่กับเหล่ากินนรในที่นั้น.
อยู่มาวันหนึ่งพระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นเพื่อทรงปลูกพืชคือกุศลแก่กินรีแม้นั้น เสด็จจงกรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ กินรีนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ร่าเริงยินดี ถือเอาดอกไม้ช้างน้าวไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น ด้วยบุญกรรมนั้นกินรีนั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษย์โลก
ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนตระกูลในกรุงโกสัมพี เจริญวัยแล้วเป็นสหายของนางสามาวดี เวลานางสามาวดีนั้นตาย เกิดความสังเวชบวช ๒๕ พรรษายังไม่ได้สมาธิจิต ในเวลาแก่ได้โอวาทของพระสุคตแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า
ข้าพเจ้าเป็นกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระนราสภผู้เป็นเทพของทวยเทพ กำลังเสด็จจงกรมอยู่ จึงได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด.
พระมหาวีรสัมพุทธเจ้าพระนามวิปัสสีผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับดอกไม้ช้างน้าวซึ่งมีกลิ่นเหมือนทิพย์ทรงดมแล้ว พระมหาวีระทรงดม เมื่อข้าพเจ้ากำลังเพ่งดูอยู่ในกาลนั้น ข้าพเจ้าประคองอัญชลี ถวายบังคมพระพุทธองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้า ทำจิตของตนให้เลื่อมใส ต่อนั้น ก็เดินขึ้นภูเขาไป.
ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายดอกไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายดอกไม้นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า. ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๕๒ สลฬปุปผิกาเถรีอปทาน
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า
ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ข้าพเจ้า
ไม่รู้สึกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหนๆ เลย ข้าพเจ้า
ทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ
ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงคำสอนของพระชิน
เจ้าได้ จึงถึงความสังเวช ข้าพเจ้าอันความทุกข์เป็นอัน
มากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุ
ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้ว วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ นับแต่วันที่ข้าพเจ้าทำตัณหา
ให้แห้งสนิทแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส สมํ ได้แก่ ความเข้าไปสงบแห่งจิต. ความว่า มรรคสมาธิและผลสมาธิที่เกิดแต่ความสงบใจ.
บทว่า ตโต ได้แก่ จากความเป็นผู้ไม่สามารถยังอำนาจจิตให้เป็นไป.
บทว่า สํเวคมาปาทึ ความว่า แม้เมื่อพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่ ยังไม่อาจทำกิจของบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้ ภายหลังจักให้ถึงได้อย่างไร ข้าพเจ้าถึงความสังเวช คือความสะดุ้งเพราะญาณดังว่ามานี้.
บทว่า สริตฺวา ชินสาสนํ ได้แก่ ระลึกถึงโอวาทของพระศาสดามีอุปมาด้วยเต่าตาบอดเป็นต้น.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล.
จบอรรถกถาอปราสามาเถรีคาถาที่ ๑ -----------------------------------------------------