อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๗

๑๗. เปสการิยวิมาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 7 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๗. เปสการิยวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเปสการิยวิมาน

ข้อ ๑๗

|๑๗.๑๕๓| อิทํ วิมานํ รุจิรํ ปภสฺสรํ เวฬุริยตฺถมฺภํ สตตํ สุนิมฺมลํ สุวณฺณรุกฺเขหิ สมนฺตโมตฺถตํ ฐานํ มมํ กมฺมวิปากสมฺภวํ |๑๗.๑๕๔| ตตฺรูปปนฺนา ปุริมจฺฉรา อิมา สตํ สหสฺสานิ สเกน กมฺมุนา ตุวํสิ อชฺฌูปคตา ยสสฺสินี โอภาสยํ ติฏฺฐสิ ปุพฺพเทวตา |๑๗.๑๕๕| สสี อธิคฺคยฺห ยถา วิโรจติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกาคณํ ตเถว ตฺวํ อจฺฉราสงฺคณํ อิมํ ททฺทลฺลมานา ยสสา วิโรจสิ |๑๗.๑๕๖| กุโต นุ อาคมฺม อโนมทสฺสเน อุปปนฺนา ตฺวํ ภวนํ มมํ อิทํ พฺรหฺมํว เทวา ติทสา สหินฺทกา สพฺเพ น ตปฺปามเส ทสฺสเนน ตนฺติ ฯ |๑๗.๑๕๗| ยเมตํ สกฺก อนุปุจฺฉเส มมํ กุโต จุตา อิธ อาคตา ตุวํ พาราณสี นาม ปุรตฺถิ กาสินํ ตตฺถ ปุเร อโหสึ เปสการิกา |๑๗.๑๕๘| พุทฺเธ จ ธมฺเม จ ปสนฺนมานสา สงฺเฆ จ เอกนฺตคตา อสํสยา อขณฺฑสิกฺขาปทา อาคตปฺผลา สมฺโพธิธมฺเม นิยตา อนามยาติ |๑๗.๑๕๙| ตนฺตฺยาภินนฺทามเส สฺวาคตญฺจ เต ธมฺเมน จ ตฺวํ ยสสา วิโรจสิ พุทฺเธ จ ธมฺเม จ ปสนฺนมานเส สงฺเฆ จ เอกนฺตคเต อสํสเย อขณฺฑสิกฺขาปเท อาคตปฺผเล สมฺโพธิธมฺเม นิยเต อนามเยติ ฯ เปสการิยวิมานํ สตฺตรสมํ ฯ อุทฺทานํ ปญฺจ ปีฐา ตโย นาวา ปทีปา ติลทกฺขิณา เทฺว ปตี เทฺว สุณิสา อุตฺตรา สิริมา เปสการิกา วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ อิตฺถีวิมาเน วคฺโค ปฐโม ฯ ทุติโย จิตฺตลตาวคฺโค

นางเปสการีเทพธิดาชมวิมานของตนเองด้วยคาถา กึ่งคาถาความว่า วิมาน หลังนี้เป็นวิมานงามรุ่งเรือง มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ใหญ่โต สะอาดสะอ้าน ล้อมรอบด้วยต้นไม้ทองคำ วิมานหลังนี้เกิดเพราะผล กรรมของเรา นางเทพอัปสรตั้งแสนเหล่านี้ ซึ่งเกิดประจำในวิมาน ก็เพราะกรรมของเรา สมเด็จอัมรินทราธิราช มีเทวโองการตรัสถามด้วยคาถาสองคาถากึ่งความว่า ท่านเป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยบริวาร มีรัศมีกายแผ่ซ่านกว่าเทพเจ้าที่เกิด ก่อน พระจันทร์มีรัศมีสุกสะกาวยิ่งกว่าหมู่ดาวนักขัตฤกษ์ ฉันใด ท่าน ก็รุ่งเรืองสุกใสกว่านางเทพอัปสรทั้งหมด โดยเชิงบริวาร ฉันนั้นเหมือน กัน แน่ะนางงามผู้มีพักตร์ควรพิศ ท่านมาจากภพไหน จึงได้มาเกิดที่ภพ ของเรานี้ เทพเจ้าชาวไตรทศรวมหมดทั้งพระอินทร์ พระพรหม ดูเหมือน จะไม่รู้สึกอิ่มในการดูท่าน? นางเทพธิดา อันสมเด็จอัมรินทราธิราชมีเทวโองการตรัสถามอย่างนั้น เมื่อจะประกาศ เนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาสองคาถาความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้องอาจ พระองค์ตรัสถามหม่อมฉันถึงตระกูลเดิม ของหม่อมฉันว่า ท่านจุติมาจากภพไหนจึงได้มาเกิดที่ภพของเรานี้ หม่อม ฉันได้จุติมาจากกรุงพาราณสี ซึ่งเป็นบุรีของแคว้นกาสี เมื่อก่อนขณะ ที่อยู่ในนครนั้น หม่อมฉันเป็นธิดานายช่างหูก ผู้มีใจเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งหม่อมฉันได้ถึงแล้วโดย ใกล้ชิด ไม่มีความสงสัย มีสิกขาบทอันได้สมาทานแล้ว ไม่ด่างพร้อย ได้สำเร็จอริยผล เป็นผู้แน่นอนในทางที่จะตรัสรู้ซึ่งธรรม ของสัมมาสัม- พุทธเจ้า เป็นผู้มีพระอนามัยดี. สมเด็จอัมรินทราธิราช เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติ ของนางเทพธิดานั้น จึงตรัสคาถาถึ่งความว่า เราขอแสดงความยินดีต่อท่านผู้มาในที่นี้ได้โดยสวัสดี ท่านเป็นผู้รุ่งเรือง ด้วยยศ มีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์อย่าง ใกล้ชิด ไม่มีความสงสัย เป็นผู้ตั้งอยู่ในสิกขาบทอย่างบริบูรณ์ เป็นได้ สำเร็จอริยผล เป็นคนหมดโรค ควรที่จะได้ตรัสรู้ธรรมของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าแน่นอน. จบเปสการิยวิมานที่ ๑๗. รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปิฐวิมานที่ ๑ ๒. ปิฐวิมานที่ ๒ ๓. ปิฐวิมานที่ ๓ ๔. ปิฐวิมานที่ ๔ ๕. กุญชรวิมาน ๖. นาวาวิมานที่ ๑ ๗. นาวาวิมานที่ ๒ ๘. นาวาวิมานที่ ๓ ๙. ปทีปวิมาน ๑๐. ติลทักขิณาวิมาน ๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑ ๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒ ๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑ ๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒ ๑๕. อุตตราวิมาน ๑๖. สิริมาวิมาน ๑๗. เปสการิยวิมาน. จบ วรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๑. ปีฐวรรค ๑๗. เปสการิยวิมาน ๑๗. เปสการิยวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่ธิดาช่างหูก (ท้าวสักกะตรัสถามเทพธิดาว่า)

ข้อ ๑๕๐

วิมานนี้น่ารื่นรมย์ เสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ เปล่งแสงเรืองรองอยู่เป็นนิตย์ จัดไว้เป็นสัดส่วนอย่างดี มีต้นไม้ทองขึ้นรอบด้าน เป็นสถานที่เกิดมีเพราะผลกรรมของเรา

ข้อ ๑๕๑

เทพอัปสรซึ่งมีอยู่ก่อนตั้งแสนเหล่านี้ เกิดในวิมานนั้นด้วยกรรมของตน เธอก็เกิดเองด้วยกรรมของตน มีบริวารยศ เปล่งรัศมีข่มเหล่าเทพอัปสรผู้เกิดก่อนอยู่

ข้อ ๑๕๒

เธอผู้ทรงบริวารยศ เปล่งรัศมีรุ่งเรืองข่มหมู่เทพอัปสรนี้อยู่ ประหนึ่งพระจันทร์ ผู้เป็นราชาแห่งดาวนักษัตร ส่องแสงสกาวข่มหมู่ดาวอยู่ฉะนั้นเทียว

ข้อ ๑๕๓

แม่เทพธิดาผู้น่าชม มองแล้วไม่เบื่อ เธอมาจากไหนหนอจึงอุบัติยังภพของเรานี้ เราทั้งมวลมองดูเธอไม่รู้จักอิ่ม เหมือนทวยเทพชั้นไตรทศ รวมทั้งพระอินทร์มองดูพระพรหมไม่รู้จักอิ่ม (เทพธิดาผู้อันท้าวสักกเทวราชตรัสถามอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงกล่าวตอบเป็น ๒ คาถาว่า)

ข้อ ๑๕๔

ข้าแต่ท้าวสักกะ ข้อที่พระองค์รับสั่งถามหม่อมฉันว่า เธอจุติจากภพไหนจึงได้มาเกิดที่ภพของเรานี้ หม่อมฉันขอเฉลยว่า เมื่อชาติก่อนหม่อมฉันเกิดเป็นธิดาของช่างหูก อยู่ในกรุงพาราณสีซึ่งเป็นราชธานีแคว้นกาสี @เชิงอรรถ : @ ดาวดึงส์ (ขุ.วิ.อ. ๑๕๓/๙๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรค

ข้อ ๑๕๕

หม่อมฉันมีใจเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เชื่อมั่นไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย ได้รักษาสิกขาบท (ศีล) มิให้ขาด บรรลุอริยผลมีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ไม่มี ทุกข์ (เมื่อจะทรงชื่นชมบุญสมบัติและทิพยสมบัติของเทพธิดานั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสคาถาครึ่ง ความว่า)

ข้อ ๑๕๖

แม่เทพธิดาผู้มีใจเลื่อมใสในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เชื่อมั่นไม่หวั่นไหว หมดความสงสัย รักษาสิกขาบทมิให้ขาด บรรลุอริยผล มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ไม่มีทุกข์ เราขอแสดงความชื่นชมต่อบุญสมบัติและทิพยสมบัติของ เธอนั้น และขอแสดงความยินดีต่อการมาดีของเธอ เธอก็รุ่งเรืองด้วยธรรมและบริวารยศ เปสการิยวิมานที่ ๑๗ จบ รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมปีฐวิมาน ๒. ทุติยปีฐวิมาน ๓. ตติยปีฐวิมาน ๔. จตุตถปีฐวิมาน ๕. กุญชรวิมาน ๖. ปฐมนาวาวิมาน ๗. ทุติยนาวาวิมาน ๘. ตติยนาวาวิมาน ๙. ปทีปวิมาน ๑๐. ติลทักขิณวิมาน ๑๑. ปฐมปติพพตาวิมาน ๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน ๑๓. ปฐมสุณิสาวิมาน ๑๔. ทุติยสุณิสาวิมาน ๑๕. อุตตราวิมาน ๑๖. สิริมาวิมาน ๑๗. เปสการิยวิมาน ท่านเรียกว่า “วรรค” ด้วยการรวมเรื่องวิมานนั้น ปีฐวรรคที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ สัมโพธิ ในที่นี้หมายถึง มรรค ๓ เบื้องสูง (สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค)@(ที.สี.อ. ๑/๓๗๓/๒๘๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๒๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเปสการิยวิมาน

เปสการิยวิมาน มีคาถาว่า อิทํ วิมานํ รุจิรํ ปภสฺสรํ เป็นต้น.

เปสการิยวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน กรุงพาราณสี.

สมัยนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นอันมากนุ่งแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงพาราณสี. ภิกษุเหล่านั้นเดินเข้าไปใกล้ประตูเรือนของพราหมณ์ผู้หนึ่ง.

ในเรือนหลังนั้น ธิดาของพราหมณ์ ชื่อเปสการี กำลังเก็บเหาจากศีรษะของมารดา ใกล้กับประตูเรือนเห็นภิกษุเหล่านั้นกำลังเดินไป จึงพูดกะมารดาว่า แม่จ๋า นักบวชเหล่านี้ยังหนุ่มแน่นอยู่ในปฐมวัย สะสวย น่าดูน่าชม ละเอียดอ่อน ชะรอยจะสูญเสียอะไรบางอย่างไปกระมังเหตุไรหนอจึงพากันบวชในวัยนี้นะแม่นะ.

มารดาพูดกะธิดาว่า ลูกเอ๋ย มีโอรสเจ้าศากยะออกผนวชจากราชตระกูลศากยะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นในโลก. พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงนักบวชเหล่านี้ฟังธรรมของพระองค์แล้วก็พากันออกบวช จ้ะลูก.

สมัยนั้น อุบาสกผู้หนึ่งบรรลุผลรู้แจ่มแจ้งคำสั่งสอน เดินไปตามถนนนั้น ได้ยินคำกล่าวนั้นแล้วก็เข้าไปหาสตรีทั้งสองนั้น. ขณะนั้น พราหมณ์จึงกล่าวกะอุบาสกผู้นั้นว่า ท่านอุบาสก เดี๋ยวนี้กุลบุตรจำนวนมากสละโภคสมบัติเป็นอันมาก สละเครือญาติใหญ่ๆ พากันบวชในลัทธิสมัยของพระศากยเจ้า กุลบุตรเหล่านั้นเห็นอำนาจประโยชน์อะไรหนอจึงพากันบวช.

อุบาสกฟังคำนั้นแล้วกล่าวว่า เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในการออกบวช แล้วจึงขยายความนั้นตามสมควรแก่กำลังความรู้ของตนโดยพิสดาร พรรณนาคุณของพระรัตนตรัย ประกาศคุณานิสงส์ของศีล ๕ ทั้งปัจจุบัน ทั้งภายหน้า.

ลำดับนั้น ธิดาของพราหมณ์จึงถามอุบาสกนั้นว่า แม้เราก็สามารถตั้งอยู่ในสรณะและศีล แล้วบรรลุคุณานิสงส์ที่ท่านกล่าวได้หรือ.

อุบาสกนั้นกล่าวว่า ธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทั่วไปแก่คนทุกคน เหตุไรจะไม่สามารถเล่า แล้วได้ให้สรณะและศีลแก่นาง.

ธิดาพราหมณ์นั้นรับสรณะ สมาทานศีลแล้ว ถามอีกว่า กิจที่ควรทำยิ่งกว่านี้มีอีกไหม.

อุบาสกนั้นกำหนดว่านางเข้าใจ รู้ว่านางคงจักพรักพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อจะประกาศสภาวะของร่างกายจึงบอกกรรมฐานคืออาการ ๓๒ ให้นางเกิดคลายความรักในกายสูงขึ้นไป ก็ให้สลดใจด้วยธรรมกถาที่ประกอบด้วยไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นต้นบอกทางวิปัสสนาให้แล้วก็ไป.

ธิดาของพราหมณ์นั้นสนใจทุกคำที่อุบาสกนั้นกล่าวนัยไว้แล้ว มีจิตมั่นคงในการใส่ใจปฏิกูลสัญญา เริ่มตั้งวิปัสสนา เพราะความพรักพร้อมแห่งอุปนิสัย ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

สมัยต่อมา นางก็ตายไปบังเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช มีบริวารถึงแสนหนึ่ง.

ท้าวสักกเทวราชเห็นนางแล้ว เกิดอัศจรรย์จิตมีหฤทัยบันเทิง จึงตรัสถามถึงกรรมที่นางทำด้วย ๔ คาถาว่า

วิมานนี้น่ารัก มีรัศมีสว่างเป็นประจำ มีเสา

แก้วไพฑูรย์ เนรมิตไว้ดีแล้ว ต้นไม้ทองทั้งหลาย

ปกคลุมโดยรอบ เป็นสถานที่เกิดด้วยวิบากกรรม

ของเรา อัปสรที่มีอยู่ก่อนเหล่านี้ เกิดอยู่แล้วในที่

นั้นจำนวนแสนหนึ่ง ด้วยกรรมของตนเอง

ตัวเจ้าผู้มียศ ก็เกิดในที่นั้น ส่องรัศมีข่มเหล่า

เทวดาเก่าๆ ดวงจันทร์ ราชาแห่งดวงดาว รุ่งโรจน์

ข่มหมู่ดาวฉันใด ตัวเจ้ารุ่งเรืองอยู่ด้วยยศก็รุ่งโรจน์

ข่มอัปสรหมู่นี่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

ดูก่อนเทพธิดาผู้มีพักตร์ชวนพิศ ตัวเจ้ามาจาก

ไหน จึงมาถึงภพนี้ของเรา พวกเราทุกองค์ไม่อิ่มด้วย

การเห็นเจ้าเลย เหมือนทรงเทพชั้นไตรทศพร้อมด้วย

องค์อินทร์ ไม่อิ่มด้วยการเห็นองค์พระพรหมฉะนั้น.

ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า อิทํ อิมานํ ในคาถานั้น ทรงหมายเอาวิมานของพระองค์ ซึ่งเทวดานั้นเกิดแล้ว.

บทว่า สสตํ ประกอบความว่า น่ารัก มีรัศมีสว่างทุกเวลา.

อีกนัยหนึ่ง บทว่า สสตํ ได้แก่ แผ่ไปโดยชอบ. อธิบายว่า กว้างขวางอย่างยิ่ง.

บทว่า สมนฺตโมตฺถตํ ได้แก่ ปกคลุมโดยรอบ.

ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ฐานํ ทรงหมายเอาวิมานนั่นเอง.

จริงอยู่ วิมานนั้นเรียกว่า ฐานะ สถาน เพราะเป็นที่คนทำบุญดำรงอยู่.

บทว่า กมฺมวิปากสมฺภูตํ ได้แก่ เกิดโดยเป็นวิบากของกรรมหรือเกิดพร้อมกับวิบากของกรรม.

บทว่า มมํ พึงประกอบเข้ากับสองบทว่า อิทํ มม ฐานํ มม กมฺมวิปากสมฺภวํ สถานของเรานี้ เกิดด้วยวิบากกรรมของเรา.

ในคาถาว่า ตตฺรูปปนฺนา มีความย่ออย่างนี้ว่า

เหล่าบุพเทวดาเพราะเกิดขึ้นก่อน ชื่อว่าอัปสรมีอยู่ก่อนเหล่านี้ จำนวนแสนหนึ่งเข้าถึงคือเกิดขึ้น ในวิมานนั้น คือในวิมานตามที่กล่าวแล้วนั้น.

บทว่า ตุวํสิ ได้แก่ ตัวเจ้าเป็นผู้เข้าถึง เกิดขึ้นด้วยกรรมของตนเอง.

บทว่า ยสสฺสินี ได้แก่ ผู้พรักพร้อมด้วยปริวารยศ. อธิบายว่า ตัวเจ้าส่องรัศมีรุ่งโรจน์ตั้งอยู่ด้วยกรรม คืออานุภาพกรรมของตนนั้นนั่นแล.

บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศรัศมีนั้นด้วยอุปมาจึงตรัสคาถาว่า สสี เป็นต้น.

ความของคาถานั้นว่า ดวงจันทร์ได้ชื่อว่าสสี เพราะประกอบด้วยตรารูปกระต่ายและชื่อว่าราชาแห่งดวงดาว เพราะมีคุณยิ่งกว่าดวงดาวทั้งหลาย ย่อมรุ่งโรจน์รุ้งร่วง ข่มงำดวงดาวทุกหมู่ฉันใดตัวเจ้าเมื่อรุ่งเรืองด้วยยศของตน ก็รุ่งโรจน์โชติช่วงล้ำอัปสรเทพกัญญาหมู่กลุ่มนี้ฉันนั้นเหมือนกัน.

ก็คำว่า อิมา และ อิมํ เป็นเพียงนิบาต. แต่เกจิอาจารย์กล่าวว่า เจ้ารุ่งโรจน์เหมือนราชาแห่งดวงดาว รุ่งโรจน์ล้ำหมู่ดาวฉะนั้น.

บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสถามถึงภพก่อนของเทวดานั้นและบุญที่เทวดานั้นทำไว้ในภพนั้น จึงตรัสถามว่า กุโต นุ อาคมฺม เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุโต นุ อาคมฺม ความว่า ดูก่อนนวลนางผู้ดูไม่จืดเลย คืองามทุกส่วนสัด เพราะบุญกรรมอะไรหนอเป็นตัวเหตุ ตัวเจ้าจึงมาเข้าถึงคือเข้าถึงโดยการถือกำเนิด ยังภพของเรานี้.

ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศความที่ตรัสว่า อโนมทสฺสเน นี่แลด้วยอุปมา จึงตรัสว่า พฺรหฺมํว เทวา ติทสา สหินฺทกา สพฺเพน ตปฺปามเส ทสฺสเนน ตํ.

ในคาถานั้น ความว่า

ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ที่ชื่อว่าสหินทกะ เพราะพร้อมด้วยองค์อินทร์ เมื่อพบท้าวสหัมบดีพรหมหรือสนังกุมารพรหมที่เสด็จถึง ย่อมไม่อิ่มด้วยการเห็นฉันใด พวกเราทวยเทพทุกองค์ย่อมไม่อิ่มด้วยการเห็นเจ้าฉันนั้น.

ก็เทวดาองค์นั้นถูกท้าวสักกะจอมทวยเทพตรัสถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความนั้นจึงกล่าว ๒ คาถาว่า

ข้าแต่ท่านท้าวสักกะ พระองค์ทรงพระกรุณา

ตรัสถามข้าพระบาทถึงปัญหาข้อนี้ได้ว่า เจ้าจุติจาก

ที่ไหนจึงมา ณ ที่นี้ ข้าพระบาทขอทูลตอบปัญหาข้อ

นั้นว่า ราชธานีของแคว้นกาสีมีอยู่ชื่อว่า พาราณสี

ข้าพระบาทเกิดในราชธานีนั้น มีชื่อว่า เปสการี

เพคะ.

ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่นส่วน

เดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ

พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว

เป็นผู้แน่นอนในธรรม คือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมตํ ความว่า ปัญหานั้นใด.

บทว่า อนุปุจฺฉเส ได้แก่ พระองค์ตรัสถามโดยอนุกูล.

บทว่า มมํ แปลว่า ข้าพระบาท.

บทว่า ปุรตฺถิ ตัดบทว่า ปุรํ อตฺถิ แปลว่า บุรีมีอยู่.

บทว่า กาสีนํ ได้แก่ แคว้นกาสี.

เทวดาระบุนามตนในอัตภาพก่อนว่า เปสการี ประกาศบุญของตนด้วยบทว่า พุทฺเธ จ ธมฺเม จ เป็นต้น.

ท้าวสักกะ เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติและทิพย์สมบัตินั้นของนาง จึงตรัสว่า

ดูก่อนนวลนาง ผู้มีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่น

ส่วนเดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ

พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว

เป็นผู้แน่นอนในธรรมคือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัย

เราขอแสดงความยินดีสมบัติของเจ้า และการมาดี

ของเจ้า เจ้ารุ่งโรจน์ด้วยธรรมและยศ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺตฺยาภินนฺทามเส ได้แก่ เรายินดีอนุโมทนาสมบัติแม้ทั้งสองของเจ้านั้น.

บทว่า สฺวาคตญฺจ เต ได้แก่ และการมาในที่นี้ของเจ้า ที่ชื่อว่า สวฺาคต มาดี เป็นที่จำเริญสติและโสมนัสของเรา.

คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น.

ท้าวสักกเทวราชตรัสบอกเรื่องนั้นถวายท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ.

พระเถระจึงกราบทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความข้อนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน. เทศนานั้นเกิดประโยชน์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกแล.

จบอรรถกถาเปสการิยวิมาน -----------------------------------------------------

จบอรรถกถาปีฐวรรคที่ ๑ ประดับด้วยเรื่อง ๑๗ เรื่องในวิมานวัตถุแห่งปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกายด้วยประการฉะนี้.

จบปิฐวรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน -----------------------------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปิฐวิมานที่ ๑

๒. ปิฐวิมานที่ ๒

๓. ปิฐวิมานที่ ๓

๔. ปิฐวิมานที่ ๔

๕. กุญชรวิมาน

๖. นาวาวิมานที่ ๑

๗. นาวาวิมานที่ ๒

๘. นาวาวิมานที่ ๓

๙. ปทีปวิมาน

๑๐. ติลทักขิณาวิมาน

๑๑. ปติพพตาวิมานที่ ๑

๑๒. ปติพพตาวิมานที่ ๒

๑๓. สุณิสาวิมานที่ ๑

๑๔. สุณิสาวิมานที่ ๒

๑๕. อุตตราวิมาน

๑๖. สิริมาวิมาน

๑๗. เปสการิยวิมาน จบวรรคที่ ๑ ในอิตถีวิมาน -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา