๑๐. อุคคเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๑๐. อุคคเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับการสิ้นกรรม
|๒๑๗.๘๐| ๑๐ ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ อปฺปํ วา ยทิ วา พหุํ สพฺพเมตํ ปริกฺขีณํ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ อุคฺโค เถโร ฯ อุทฺทานํ วจฺฉปาโล จ โย เถโร อาตุโม มาณโว อิสิ สุยามโน สุสารโท เถโร โย จ ปิยญฺชโห อาโรหปุตฺโต เมณฺฑสิโร รกฺขิโต อุคฺคสวฺหโยติ ฯ วคฺโค อฏฺฐโม ฯ ----------------
กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไป แล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่ไม่มี. ----------------------------------------------------- ในวรรคนี้รวมพระเถระ ๑๐ องค์ คือ ๑. พระวัจฉปาลเถระ ๒. พระอาตุมเถระ ๓. พระมาณวเถระ ๔. พระสุยามนเถระ ๕. พระสุสารทเถระ ๖. พระปิยัญชหเถระ ๗. พระหัตถาโรหปุตตเถระ ๘. พระเมณฑสิรเถระ ๙. พระรักขิตเถระ ๑๐. พระอุคคเถระ. จบ วรรคที่ ๘. -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อุคคเถรคาถา ภาษิตของพระอุคคเถระ ทราบว่า ท่านพระอุคคเถระได้กล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า
กรรมที่เราได้ทำแล้ว จะน้อยหรือมากก็ตาม ทั้งมวลนั้นสิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก อัฏฐมวรรค จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. พระวัจฉปาลเถระ ๒. พระอาตุมเถระ ๓. พระมาณวเถระ ๔. พระสุยามนเถระ ๕. พระสุสารทเถระ ๖. พระปิยัญชนเถระ ๗. พระหัตถาโรหบุตรเถระ ๘. พระเมณฑสิรเถระ ๙. พระรักขิตเถระ ๑๐. พระอุคคเถระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๓๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุคคเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุคคเถระ เริ่มต้นว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้นๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกการะเกด.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในอุคคนิคม ณ แคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้นามว่าอุคคะ ดังนี้แล.
เขาเจริญวัยแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภัททารามในนิคมนั้น ไปวิหารฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ไม้การะเกดกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้าพระองค์แสวงหาต้นการะเกดนั้นอยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก ในกาลนั้น ข้าพระองค์เห็นต้นการะเกดมีดอกบานจึงตัดที่ขั้วแล้ว บูชาแด่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงบรรลุอมตบทอันไม่เคลื่อน ด้วยพระญาณใด ข้าพระองค์บูชาพระญาณนั้น ข้าพระองค์กระทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็นดอกการะเกด ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระญาณ.
ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ พระองค์พระนามว่าผลุคคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลโดยแสดงการเข้าไปกำหนดวัฏฏะของตน ได้กล่าวคาถาว่า
กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม
กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดใน
ภพใหม่ไม่มี ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ ความว่า กรรมใด คือกรรมที่เป็นวิบากใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว คือเข้าไปสั่งสมแล้ว ได้แก่ให้เกิดแล้ว ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้น อันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ โดยประการมิใช่น้อย คือโดยเป็นอกุศลมีบาปเป็นต้น และโดยเป็นกุศลมีทานเป็นต้น ด้วยกรรมทวาร ๓ ด้วยอุปปัตติทวาร ๖ (และ) ด้วยอสังวรทวาร ๘
บทว่า อปฺปํ วา ยทิวา พหุํ ความว่า ก็กรรมนั้นชื่อว่าน้อย เพราะวัตถุ เจตนา ประโยคและกิเลสเป็นต้นมีกำลังน้อยก็ตาม ชื่อว่ามาก เพราะวัตถุ เจตนา ประโยคและกิเลสเป็นต้นเหล่านั้นมีกำลัง และเพราะประพฤติเนืองๆ ก็ตาม.
บทว่า สพฺพเมตํ ปริกฺขีณํ ความว่า ก็กรรมนี้ทั้งหมดนั่นแล ชื่อว่าถึงความสิ้นไปรอบ เพราะมรรคอันเลิศ อันกระทำให้กรรมหมดสิ้นไป เราบรรลุแล้ว.
อธิบายว่า เพราะละกิเลสวัฏได้ กรรมวัฏ ย่อมชื่อว่าเป็นอันเราละได้แล้วด้วย เพราะวิบากวัฏจะเกิดขึ้นไม่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า บัดนี้การเกิดในภพใหม่ไม่มี ดังนี้.
อธิบายว่า การเกิดในภพใหม่ไม่มีแก่เราอีกต่อไป.
ปาฐะว่า สพฺพเมตํ ดังนี้ก็มี. แยกบทออกเป็น สพฺพมฺปิ เอตํ.
จบอรรถกถาอุคคเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๘ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่าปรมัตถทีปนี -----------------------------------------------------
ในวรรคนี้รวมพระเถระ ๑๐ รูป คือ
๑. พระวัจฉปาลเถระ
๒. พระอาตุมเถระ
๓. พระมาณวเถระ
๔. พระสุยามนเถระ
๕. พระสุสารทเถระ
๖. พระปิยัญชหเถระ
๗. พระหัตถาโรหบุตรเถระ
๘. พระเมณฑสิรเถระ
๙. พระรักขิตเถระ
๑๐. พระอุคคเถระ -----------------------------------------------------