อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๖๕

๕. สรภังเถรคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 7 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๕. สรภังเถรคาถา คาถาสุภาษิตของพระสรภังคเถระ

ข้อ ๓๖๕

|๓๖๕.๔๘๗| ๕ สเร หตฺเถหิ ภญฺชิตฺวา กตฺวาน กุฏิมจฺฉิสํ เตน เม สรภงฺโคติ นามํ สมฺมติยา อหุ ฯ |๓๖๕.๔๘๘| น มยฺหํ กปฺปเต อชฺช สเร หตฺเถหิ ภญฺชิตุํ สิกฺขาปทา โน ปญฺญตฺตา โคตเมน ยสสฺสินา ฯ |๓๖๕.๔๘๙| สกลํ สมตฺตํ โรคํ สรภงฺโค นาทฺทสํ ปุพฺเพ โสยํ โรโค ทิฏฺโฐ วจนกเรนาติเทวสฺส ฯ |๓๖๕.๔๙๐| เยเนว มคฺเคน คโต วิปสฺสี เยเนว มคฺเคน สิขี จ เวสฺสภู กกุสนฺธโกนาคมโน จ กสฺสโป เตนญฺชเสน อคมาสิ โคตโม ฯ |๓๖๕.๔๙๑| วีตตณฺหา อนาทานา สตฺต พุทฺธา ขโยคธา เยหยํ เทสิโต ธมฺโม ธมฺมภูเตหิ ตาทิหิ |๓๖๕.๔๙๒| จตฺตาริ อริยสจฺจานิ อนุกมฺปาย ปาณินํ ทุกฺขํ สมุทโย มคฺโค นิโรโธ ทุกฺขสงฺขโย ฯ |๓๖๕.๔๙๓| ยสฺมึ นิวตฺตเต ทุกฺขํ สํสารสฺมึ อนนฺตกํ เภทา อิมสฺส กายสฺส ชิวิตสฺส จ สงฺขยา อญฺโญ ปุนพฺภโว นตฺถิ สุวิมุตฺโตมฺหิ สพฺพธีติ ฯ สรภงฺโค เถโร ฯ อุทฺทานํ สุนฺทรสมุทฺโท เถโร เถโร ลกุณฺฏภทฺทิโย ภทฺโท เถโร จ โสปาโก สรภงฺโค มหาอิสิ สตฺตเก ปญฺจกา เถรา คาถาโย ปญฺจตึสตีติ ฯ สตฺตกนิปาโต นิฏฺฐิโต ฯ ---------------

เราหักแขมด้วยมือทั้งสองทำกระท่อมอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงมีชื่อ โดยสมมติว่า สรภังคะ วันนี้เราไม่ควรหักแขม ด้วยมือทั้ง สองอีก เพราะพระสมณโคดมผู้เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่ เราทั้งหลาย เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะไม่เคยได้เห็นโรคคือ อุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนั้น อันเราผู้ทำตามพระ ดำรัสของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้เห็นแล้ว พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระวิปัสสี พระสิขี พระ เวสสภู พระกกุสันโธ พระโกนาคม พระกัสสป ได้ เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ก็ได้เสด็จไปแล้ว โดยทางนั้น พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติแท้ โดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์ สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทาง ไม่เป็นไปแห่งทุกข์ อันไม่มีที่สุดในสงสาร เพราะกายนี้แตก และ เพราะความสิ้นชีวิตนี้ การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี เราเป็น ผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง. ----------------------------------------------------- พระเถระ ๕ องค์ ได้กล่าวคาถาองค์ละ ๗ คาถา รวมเป็น ๓๕ คาถาคือ ๑. พระสุนทรสมุททเถระ ๒. พระลกุณฏภัททิยเถระ ๓. พระภัททเถระ ๔. พระโสปากเถระ ๕. พระสรภังคเถระ. จบ สัตตกนิบาต. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๗. สัตตกนิบาต] ๕. สรภังคเถรคาถา ๕. สรภังคเถรคาถา ภาษิตของพระสรภังคเถระ (พระสรภังคเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๔๘๗

เราได้ใช้มือหักต้นแขม ทำกระท่อมอยู่อาศัย เพราะเหตุนั้น เราจึงได้มีชื่อโดยสมมติว่าสรภังคะ

ข้อ ๔๘๘

วันนี้ เราไม่สมควรใช้มือทั้งสองหักต้นแขมอีก เพราะพระสมณโคดมผู้เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบททั้งหลายสำหรับพวกเราแล้ว

ข้อ ๔๘๙

เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะไม่เคยได้เห็นโรค ครบบริบูรณ์ โรคนี้นั้นเราผู้ทำตามพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพได้เห็นแล้ว

ข้อ ๔๙๐

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ได้ทรงดำเนินไปโดยทางใดแล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดมก็ทรงดำเนินโดยทางนั้น

ข้อ ๔๙๑

พระพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ปราศจากตัณหา ไม่ทรงยึดมั่น หยั่งถึงความดับ เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ ได้ทรงแสดงธรรมนี้ คือ

ข้อ ๔๙๒

อริยสัจ ๔ อันได้แก่ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางที่ดำเนินไปให้ถึงความสิ้นทุกข์ ด้วยทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ @เชิงอรรถ : @ อุปาทานขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ชื่อว่า โรค เพราะอรรถว่าเสียดแทงด้วย@อำนาจแห่งการเป็นทุกขเวทนาเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๔๘๙/๑๕๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๒๒}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา [๗. สัตตกนิบาต] รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาต

ข้อ ๔๙๓

ทุกข์อันไม่มีที่สุดในสังสารวัฏ ย่อมเป็นไปไม่ได้ในนิโรธที่ทรงแสดงไว้ เพราะกายนี้ดับไป และเพราะชีวิตนี้สิ้นไป ภพใหม่ไม่มีอีก เราเป็นผู้หลุดพ้นดีแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง สัตตกนิบาต จบ รวมเรื่องพระเถระที่มีในนิบาตนี้ คือ ๑. พระสุนทรสมุทรเถระ ๒. พระลกุณฏกภัททิยเถระ ๓. พระภัททเถระ ๔. พระโสปากเถระ ๕. พระสรภังคเถระ ในสัตตกนิบาตนี้ มีพระเถระ ๕ รูป และมี ๓๕ คาถา ฉะนี้แล

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๔๒๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสรภังคเถรคาถาที่ ๕

คาถาของท่านพระสรภังคเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สเร หตฺเถหิ ดังนี้.

เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร?

แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นที่เข้าไปอาศัยวิวัฏฏะ คือพระนิพพานไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ได้มีชื่อตามวงศ์สกุลว่าอนภิลักขิต.

เขาเจริญวัยแล้ว ละกามบวชเป็นดาบส หักไม้แขมและหญ้าด้วยตนเอง เอามาทำบรรณศาลาอยู่. ตั้งแต่นั้น ดาบสนั้นจึงมีสมัญญานามว่า สรภังคะ.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของดาบสนั้น จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรงแสดงธรรม. ดาบสนั้นได้ศรัทธาจึงบวช บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต แล้วอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ.

ครั้งนั้น บรรณศาลาที่พระเถระนั้นสร้างไว้ในคราวเป็นดาบส ได้ชำรุดพะเยิบพะยาบ. พวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวกันว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะซ่อมแซมกุฏีนี้เพื่อใคร.

พระเถระเมื่อจะประกาศกิจทั้งปวงนั้นว่า บัดนี้ เราไม่อาจทำกุฎีเหมือนในคราวเป็นดาบส จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า

เราหักต้นแขมด้วยมือทั้งสองทำกระท่อมอยู่ เพราะ

ฉะนั้น เราจึงมีชื่อโดยสมมติว่า สรภังคะ วันนี้ เราไม่ควรหัก

ต้นแขมด้วยมือทั้งสองอีก เพราะพระสมณโคดมผู้เรืองยศ

ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เราทั้งหลายไว้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร หตฺเถหิ ภญฺชิตฺวา ความว่า ในกาลก่อน คือในคราวเป็นดาบส เราเอามือทั้งสองหักไม้แขมและหญ้า สร้างเป็นกุฎีหญ้าอาศัย คืออยู่นั่งและนอน.

บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยการหักไม้แขมทั้งหลายมาสร้างกุฏี.

บทว่า สมฺมุติยา ความว่า ได้มีชื่อว่าสรภังคะ ตามสมมติเรื่องราวโดยลำดับ.

บทว่า น มยฺหํ กปฺปเต อชฺช ความว่า วันนี้ คือบัดนี้ เราอุปสมบทแล้ว ไม่ควรหักไม้แขมด้วยมือทั้งสอง เพราะเหตุไร? เพราะพระสมณโคดมผู้เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แก่เราทั้งหลาย.

ด้วยคำนั้น พระเถระแสดงว่า สิกขาบทที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้แก่เราทั้งหลายนั้น เราทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิด แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.

พระเถระแสดงเหตุในการไม่ซ่อมแซมกุฎีหญ้าโดยประการหนึ่ง ด้วยประการอย่างนี้แล้ว

บัดนี้ เมื่อจะแสดงเหตุนั้นโดยปริยายอื่นอีก จึงกล่าวคาถานี้ว่า

เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะ ไม่ได้เห็นโรค คือ

อุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนี้นั้นอันเราผู้

กระทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพเจ้าผู้

ยิ่งใหญ่ได้เห็นแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกลํ แปลว่า ทั้งสิ้น.

บทว่า สมตฺตํ แปลว่า ครบบริบูรณ์. อธิบายว่า ไม่เหลือจากส่วนทั้งปวง.

ด้วยบทว่า โรคํ นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาอุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่าเป็นโรค เพราะอรรถว่าเสียดแทงโดยความเป็นตัวทุกข์เป็นต้น.

บทว่า นาทฺทสํ ปุพฺเพ ความว่า ในกาลก่อนแต่ได้รับโอวาทของพระศาสดา เราไม่เคยเห็น.

บทว่า โสยํ โรโค ทิฏฺโฐ วจนกเรนาติเทวสฺส ความว่า โรคกล่าวคือเบญจขันธ์นี้นั้น อันพระสรภังคะผู้ตอบแทนพระโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้เป็นเทพยิ่งใหญ่ เพราะล่วงเทพแม้ทั้งปวง คือสมมติเทพ อุปปัตติเทพและวิสุทธิเทพ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นของตนดำรงอยู่ ได้เห็นแล้ว คือกำหนดรู้แล้วโดยความเป็นเบญจขันธ์ ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา.

ด้วยบทว่า โสยํ โรโค เป็นต้นนี้ พระเถระแสดงว่า แม้กุฎีคืออัตภาพก็ยังไม่ห่วงใยอย่างนี้ อย่างไรจักซ่อมแซมกุฎีหญ้าภายนอก.

บัดนี้ พระเถระเมื่อจะพยากรณ์การบรรลุพระอรหัตของตนอย่างนี้ว่า หนทางที่เราผู้เมื่อปฏิบัติก็ได้เห็นโรค คืออัตภาพตามความเป็นจริงนี้นั้น เป็นทางทั่วไปสำหรับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์. เพราะเหตุที่เราตั้งอยู่ในธรรมคือโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น อันเป็นดุจทองคำหักกลาง (เป็น ๒ ท่อน) จึงได้ถึงความสิ้นทุกข์ ดังนี้

จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะและพระกัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ก็เสด็จไปทางนั้น. พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คืออริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางที่ทุกข์ไม่เป็นไป อันไม่มีที่สุดในสงสาร. เพราะกายนี้แตก และเพราะความสิ้นชีวิต การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นย่อมไม่มี เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยเนว มคฺเคน ได้แก่ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ใดแล อันเป็นส่วนเบื้องต้น.

บทว่า คโต แปลว่า ถึงคือบรรลุพระนิพพาน.

บทว่า วิปสฺสี ได้แก่ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า.

บทว่า กกุสนฺธ เป็นบทแสดงไขที่ไม่มีวิภัตติ. บาลีว่า กกุสนฺธโกนาคมน ดังนี้ก็มี.

บทว่า เตนญฺชเสน ได้แก่ ทาง คืออันทางประเสริฐนั้นนั่นแหละ.

บทว่า อนาทานา ได้แก่ ผู้ไม่ถือมั่น หรือผู้ไม่มีปฏิสนธิ.

บทว่า ขโยคธา ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่พระนิพพาน คือมีพระนิพพานเป็นที่พึ่ง.

บทว่า เยหายํ เทสิโต ธมฺโม ความว่า ศาสนธรรมนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์เหล่าใดทรงแสดงแล้ว คือทรงประกาศแล้ว.

บทว่า ธมฺมภูเตหิ ได้แก่ มีธรรมเป็นสภาวะ เพราะเป็นธรรมกาย คือเกิดจากโลกุตรธรรม ๙ หรือบรรลุธรรม.

บทว่า ตาทิภิ ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์เป็นต้น.

ด้วยบทว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ เป็นต้น พระเถระแสดงถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงแสดง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ เป็นการกำหนดการนับ.

บทว่า สจฺจานิ เป็นเครื่องแสดงถึงธรรมที่กำหนดไว้. แต่โดยวจนัตถะ คือวิเคราะห์ความหมายของศัพท์ ชื่อว่าอริยสัจ เพราะประเสริฐ และจริง เพราะอรรถว่าแท้.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอริยสัจ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงสัจจะ หรือเพราะสัจจะอันกระทำความ เป็นพระอริยะ.

ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของน่าเกลียด และเพราะเป็นของว่างเปล่า ได้แก่อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕. ชื่อว่าสมุทัย ได้แก่ตัณหา เพราะเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์. ชื่อว่ามรรค เพราะฆ่ากิเลสทั้งหลายไปหรือเพราะผู้ต้องการพระนิพพานจะต้องแสวงหา ได้แก่ธรรม ๘ ประการมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่านิโรธ เพราะในพระนิพพานนั้นไม่มีฝั่ง กล่าวคือสงสารเป็นที่เที่ยวไป หรือว่าเมื่อบุคคลบรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อมไม่มีฝั่ง หรือเป็นที่ดับทุกข์ ได้แก่พระนิพพาน.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกฺขกฺขโย เป็นที่สิ้นทุกข์.

ในที่นี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล.

บทว่า ยสฺมึ ความว่า เมื่อบรรลุนิโรธ คือพระนิพพานใด.

บทว่า นิวตฺตเต มีวาจาประกอบความว่า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีธรรมกาย ทรงแสดงธรรมนี้ว่า เมื่ออริยมรรคภาวนามีอยู่ ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้ คือไม่มีที่สุด ย่อมไม่เป็นไปในสงสารนี้ คือย่อมขาดสูญ ความที่ทุกข์ขาดสูญนั้น เป็นนิโรธ.

พระเถระแสดงโดยสรุปถึงการบรรลุพระอรหัตของตน อันบ่งบอกด้วยกำหนดรู้ทุกข์ว่า เราเห็นโรคคือเบญจขันธ์ โดยมีนัยอาทิว่า เภทา เพราะกายแตก ดังนี้.

ส่วนในบาลีว่า ทุกข์ย่อมเกิดในสงสารใด ประกอบความแห่งคาถาทั้งปวงในบาลีนั้นว่า ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้นี้ ย่อมเกิดในสงสารที่เข้าใจกันว่าลำดับแห่งขันธ์เป็นต้นใด สงสารนั้น อื่นจากการถึงทุกข์นี้ ชื่อว่าภพใหม่เพราะเกิดบ่อยๆ. เพราะมีชีวิตินทรีย์นี้สูญสิ้นไปเพราะความแตก คือความพินาศแห่งขันธ์ ๕ กล่าวคือกาย นอกเหนือขึ้นไปย่อมไม่มี (อะไร) เพราะฉะนั้น เราจึงหลุดพ้น คือพรากจากสิ่งทั้งปวง คือจากกิเลสและภพทั้งปวงแล.

จบอรรถกถาสรภังคเถรคาถาที่ ๕ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต -----------------------------------------------------

พระเถระ ๕ องค์ได้กล่าวคาถาองค์ละ ๗ คาถา รวมเป็น ๓๕ คาถาคือ

๑. พระสุนทรสมุททเถระ

๒. พระลกุณฏภัททิยเถระ

๓. พระภัททเถระ

๔. พระโสปากเถระ

๕. พระสรภังคเถระ จบสัตตกนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา