๔. ลตาวิมาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๔. ลตาวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในลตาวิมาน
|๓๒.๓๐๐| ๔ ลตา จ สชฺชา ปวรา จ เทวตา อจฺฉิมุตีราชวรสฺส สิรีมโต สุตา จ รญฺโญ เวสฺสวณฺณสฺส ธีตา ราชี มตี ธมฺมคุเณหิ โสภิตา |๓๒.๓๐๑| ปญฺเจตฺถ นาริโย อคมํสุ นฺหายิตุํ สีโตทกํ อุปฺปลินึ สิวํ นทึ ตา ตตฺถ นฺหายิตฺวา รมิตฺวา เทวตา นจฺจิตฺวา คายิตฺวา สุตาลตํ พฺรวิ |๓๒.๓๐๒| ปุจฺฉามิ ตํ อุปฺปลมาลธารินิ อาเวฬินิ กาญฺจนสนฺนิภตฺตเจ ปีตรตฺตามฺพกฺขิ นเภว โสภเณ ทีฆายุกี เกน กโต ยโส ตว |๓๒.๓๐๓| เกนาสิ ภทฺเท ปติโน ปิยตรา วิสิฏฺฐกลฺยาณิตรสฺส รูปโต ปทกฺขิณา นจฺจคีตวาทิเต อาจิกฺข โน ตฺวํ นรนาริ ปุจฺฉิตาติ ฯ |๓๒.๓๐๔| อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา อุฬารโภเค กุเล สุณิสา อโหสึ อกฺโกธนา ภตฺตุ วสานุวตฺตินี อปฺปมตฺตา อุโปสเถ |๓๒.๓๐๕| มนุสฺสภูตา ทหรา อปาวิกา ปสนฺนจิตฺตา ปติมาภิราธยึ สเทวรํ สสฺสุรํ สทาสกํ อภิราธยึ ตมฺหิ กโต ยโส มม |๓๒.๓๐๖| สาหํ เตน กุสเลน กมฺมุนา จตุพฺภิ ฐาเนสุ วิเสสมชฺฌคา อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ ขิทฺทํ รตึ ปจฺจนุโภมนปฺปกํ |๓๒.๓๐๗| สุตํ นุ ตํ ภาสติ ยํ อยํ ลตา ยํ โน อาปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยิโน ปติโน กิรมฺหากํ วิสิฏฺฐา นารินํ คตี จ เนสํ ปวรา จ เทวตา |๓๒.๓๐๘| ปตีสุ ธมฺมํ ปริจราม สพฺพา ปติพฺพตา ยถาภวนฺติ อิตฺถิโย ปตีสุ ธมฺมํ ปริจราม สพฺพา ลจฺฉามเส ภาสติ ยํ อยํ ลตา |๓๒.๓๐๙| สีโห ยถา ปพฺพตสานุโคจโร มหินฺธรํ ปพฺพตมาวสิตฺวา ปสยฺห คนฺตฺวา อิตเร จตุปฺปเท ขุทฺเท มิเค ขาทติ มํสโภชโน |๓๒.๓๑๐| ตเถว สทฺธา อิธ อริยสาวิกา ภตฺตารํ นิสฺสาย ปตึ อนุพฺพตา โกธํ วธิตฺวา อนุภุยฺย มจฺเฉรํ สคฺคมฺหิ สา โมทติ ธมฺมจารินีติ ฯ ลตาวิมานํ จตุตฺถํ ฯ
นางเทพนารี ๕ องค์ มีความรุ่งเรือง มีปัญญา งดงามด้วยคุณธรรม เป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราช คือ นางลดาเทพธิดา ๑ นางสัชชาเทพ ธิดา ๑ นางปวราเทพธิดา ๑ นางอัจฉิมุตีเทพธิดา ๑ นางสุดาเทพธิดา ๑ ต่างเป็นนางบำเรอของท้าวสักกเทวราชผู้ประเสริฐ มีศิริ ได้พากันไปยัง แม่น้ำอันไหลมาจากสระอโนดาด มีน้ำเยือกเย็น มีดอกอุบลน่ารื่นรมย์ ในป่าหิมพานต์ เพื่อสรงสนาน ครั้นสรงสนาน ฟ้อนรำขับร้อง รื่นเริง สำราญใจในแม่น้ำแล้ว จึงนางสุดาเทพธิดาได้ถามนางลดาเทพธิดาผู้พี่ องค์ใหญ่ว่า เจ้าพี่จ๋าผู้มีดวงตาเหลืองปนแดง มีร่างประดับด้วยพวงมาลัย อุบล มี พวงมาลัยประดับเศียร ผิวพรรณก็งดงามเปล่งปลั่งดังทองคำ มีอวัยวะ ทุกส่วนงดงามผ่องใส เหมือนท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆหมอก มีอายุยืน ดิฉันขอถามเจ้าพี่เพราะทำบุญอะไรไว้ เจ้าพี่จึงได้มียศมาก ทั้งเป็นที่รัก และโปรดปรานของพระภัสดา มีรูปงามสะสวยยิ่งนัก ทั้งฉลาดในการ ฟ้อนรำขับร้อง และบรรเลงเป็นเยี่ยม จนพวกเทพบุตรและเทพธิดา ไต่ถามถึงเสมอๆ ขอโปรดได้บอกแก่หม่อมฉันด้วยเถิด? นางเทพธิดาจึงตอบว่า ครั้นพี่ยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่ง ตระกูลหนึ่ง พี่มิได้เป็นคนมักโกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชา ของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อพี่ยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ภักดี ด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม พี่เป็นที่โปรดปรานของสามีเป็น อย่างยิ่ง ก็เพราะพี่มีน้ำใจผ่องใส ได้ทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานของสามี พร้อมทั้งญาติชั้นผู้ใหญ่ และบิดามารดาของสามี ตลอดจนคนใช้ชาย หญิง พี่จึงได้มีบริวารยศอันบุญกรรมจัดมาให้ถึงอย่างนี้ เพราะกุศลกรรม นั้น พี่จึงได้เป็นผู้พิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่น ในที่ ๔ สถาน คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ได้เสวยความยินดีมิใช่น้อย. เมื่อนางสุดาเทพธิดาได้ฟังดังนี้แล้ว จึงได้พูดกับพี่สาวทั้งสามว่า ข้าแต่เจ้าพี่ทั้งสาม เจ้าพี่ลดาได้แถลงถ้อยคำน่าฟังมากมิใช่หรือจ้ะ หม่อมฉันทูลถามถึงเรื่องที่พวกเราชอบสงสัยกันมาก ก็กล่าวแก้ได้อย่าง ไม่ผิดพลาด เจ้าพี่ลดาควรเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับเราทั้งสี่และ นารีทั้งหลาย มาเราทั้งปวงพึงประพฤติธรรมในสามีทั้งหลาย เราทั้งปวง พึงประพฤติในสามี เหมือนอย่างสตรีที่ดีประพฤติยำเกรงสามี ฉะนั้น ครั้นเราทั้งหลายปฏิบัติธรรม คือ การอนุเคราะห์ต่อสามีด้วยสภาพทั้ง ๕ อย่างแล้ว ก็จะได้สมบัติอย่างที่เจ้าพี่ลดาพูดถึงอยู่ประเดี๋ยวนี้ พระยา ราชสีห์ผู้สัญจรไปตามราวไพรใกล้เชิงเขา อาศัยอยู่บนบรรพตเขาหลวง แล้วก็เที่ยวตะครุบจับสัตว์ ๔ เท้าใหญ่น้อยทุกๆ ชนิดกัดกินเป็นอาหาร ได้ ฉันใด สตรีที่มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เมื่อ ยังอาศัยภัสดาอยู่ ควรประพฤติยำเกรงสามี ฆ่าความโกรธเสีย กำจัด ความตระหนี่เสียได้แล้ว เขาผู้ประพฤติธรรมโดยชอบ จึงรื่นเริงบันเทิงใจ อยู่บนสวรรค์. จบ ลตาวิมานที่ ๔.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๔. ลตาวิมาน ๔. ลตาวิมาน ว่าด้วยวิมานที่เกิดขึ้นแก่เทพธิดาชื่อลดา
ลดาเทพธิดา สัชชาเทพธิดา ปวราเทพธิดา อัจฉิมุดีเทพธิดาและสุดาเทพธิดา ผู้มีความรุ่งเรือง เป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราช ต่างเป็นนางบาทปริจาริกาของท้าวสักกเทวราช ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงสิริ งดงามอยู่ด้วยคุณธรรม
เทพธิดา ๕ นางตามที่กล่าวมานี้ได้พากันไปสรงสนานยังแม่น้ำ มีกระแสน้ำเย็น ดารดาษด้วยดอกอุบลเป็นที่ปลอดภัย ซึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ ครั้นสรงสนาน ณ ที่นั้นแล้ว เทพธิดาเหล่านั้นพากันร่าเริง ฟ้อนรำ ขับร้อง สุดาเทพธิดาได้พูดกับลดาเทพธิดาว่า
ข้าแต่พี่ผู้ทัดทรงพวงอุบล มีมาลัยแก้วประดับเทริด มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทองคำ มีนัยน์ตาสีน้ำตาล มีผิวพรรณงดงาม ประดุจท้องฟ้า ไร้เมฆหมอก มีอายุยืน ดิฉันขอถามพี่ เพราะบุญอะไรทำให้พี่ได้บริวารยศและเกียรติยศ
เพราะทำบุญอะไรไว้ พี่จึงเป็นที่โปรดปรานของสามี มีโฉมงามเลิศกว่าใคร ทั้งฉลาดเป็นเลิศ ในการฟ้อนรำ ขับร้อง และบรรเลงดนตรี พี่เทพบุตรและเทพธิดาถามอยู่เสมอๆ ขอโปรดได้บอกพวกเราด้วยเถิด (ลดาเทพธิดาตอบว่า)
เมื่อพี่เกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นสะใภ้ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง มีนิสัยไม่มักโกรธ ปฏิบัติตามคำสั่งของสามีเสมอ ไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถศีล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๑. อิตถีวิมาน] ๓. ปาริจฉัตตวรรค ๔. ลตาวิมาน
เมื่อพี่เป็นมนุษย์ยังสาวอยู่ ไม่ประพฤติใฝ่ต่ำ มีใจดี ทำตัวให้สามีโปรดปราน ทำตัวให้พ่อแม่สามี พี่น้องสามี พร้อมทั้งข้าทาสชายหญิงให้ชื่นชอบ เพราะบุญที่ทำในคราวเป็นหญิงสะใภ้นั้น ทำให้พี่ได้บริวารยศและเกียรติยศ
เพราะกุศลกรรมนั้น พี่จึงได้ดีกว่าเทพธิดาเหล่าอื่น โดยฐานะ ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ ได้เสวยความร่าเริงยินดีเป็นอย่างมาก (เมื่อสุดาเทพธิดาได้ฟังคำตอบดังนี้แล้วจึงได้ถามพี่สาวทั้งสามว่า)
พี่ทั้งสาม ได้ยินเรื่องที่พี่ลดานี้พูดหรือไม่ ดิฉันได้ทูลถามถึงเรื่องที่พวกเราชอบสงสัยกันมาก พี่ลดาก็กล่าวแก้ได้อย่างไม่ผิดพลาด ว่ากันว่า ขึ้นชื่อว่าสามีย่อมเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ และเป็นเทพสูงสุดของพวกผู้หญิงเรา
ขอให้เราทุกคนจงประพฤติธรรมในสามี เหมือนอย่างสตรีที่ดีประพฤติยำเกรงสามี ครั้นเราทุกคนประพฤติธรรมในสามี ก็จักได้สมบัติตามที่พี่ลดาพูด
พญาราชสีห์ที่สัญจรไปตามราวไพรใกล้เชิงเขา อาศัยภูเขาหลวงอยู่แล้วก็เที่ยวตะครุบฆ่าสัตว์สี่เท้า จำพวกเนื้อที่ด้อยกำลัง กัดกินเป็นอาหารฉันใด
สตรีผู้มีศรัทธา เป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังอาศัยสามีให้การเลี้ยงดู ก็ควรประพฤติเกื้อกูลยำเกรงสามี นางประพฤติธรรมโดยระงับความโกรธ กำจัดความตระหนี่เสียได้ จึงร่าเริงบันเทิงใจอยู่บนสวรรค์ ลดาวิมานที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาลดาวิมาน
ลตาวิมาน มีคาถาว่า ลตา จ สชฺชา ปวรา จ เทวตา ดังนี้เป็นต้น.
ลตาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี.
ก็สมัยนั้น ธิดาของอุบาสกคนหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถี ชื่อว่าลดา เป็นบัณฑิตฉลาด มีปัญญา ไปตระกูลสามีประพฤติตนเป็นที่ชอบใจของสามีและแม่ผัวพ่อผัว พูดจาน่ารัก ฉลาดในการสงเคราะห์บริวารชน สามารถจัดทรัพย์สมบัติในเรือนได้เรียบร้อยไม่มักโกรธ ถึงพร้อมด้วยศีลและมรรยาท ยินดีในการแจกจ่ายทาน ถือศีล ๕ ไม่ขาด ได้เป็นหญิงไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถ.
ครั้นต่อมา นางถึงแก่กรรม เกิดเป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราช มีชื่อว่านางลดาเทพธิดาเหมือนกัน. นางลดาเทพธิดาได้มีน้องสาวอื่นอีก ๔ นาง คือ นางสัชชาเทพธิดา นางปวราเทพธิดา นางอัจฉิมุตีเทพธิดาและนางสุดาเทพธิดา.
ท้าวสักกเทวราชนำนางทั้ง ๕ นั้นมาตั้งไว้ในฐานะเป็นนางบำเรอโดยให้เป็นหญิงฟ้อนรำ. แต่นางลดาเทพธิดาได้เป็นที่โปรดปรานของท้าวสักกะมาก เพราะนางฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง.
เมื่อนางเหล่านั้นมานั่งประชุมร่วมกันอย่างมีความสุข จึงเกิดถกเถียงกันเกี่ยวกับความสามารถในการสังคีต. นางทั้งหมดจึงไปเฝ้าท้าวเวสสวัณมหาราชถามว่า พ่อจ๋า บรรดาลูกๆ คนไหนฉลาดในการฟ้อนเป็นต้นจ้ะพ่อ. ท้าวเวสสวัณมหาราชตรัสอย่างนี้ว่า ลูกๆ จงไปที่ฝั่งสระอโนดาต ลูกๆ เล่นสังคีต ในเทวสมาคมเถิด ณ ที่นั้น จักปรากฏความวิเศษของพวกลูก.
นางเหล่านั้นได้ทำตาม ณ เทวสมาคมนั้น เมื่อนางลดาฟ้อน พวกเทพบุตรไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยสภาพของตนได้. พวกเทพบุตรพากันชื่นชมยินดี ไม่เคยมีความอัศจรรย์ใจมาก่อนเลย ต่างให้สาธุการไม่ขาดสาย โห่ร้องด้วยความยินดี ยกผืนผ้าโบกไปมาได้เกิดโกลาหลยกใหญ่ดุจทำป่าหิมพานต์ให้สะท้านหวั่นไหว. ก็เมื่อนางนอกนั้นฟ้อน พวกเทพบุตรต่างนั่งนิ่งดุจนกดุเหว่าอยู่ในโพรง. ความวิเศษได้ปรากฏแก่นางลดาเทพธิดา ในการขับกล่อมนั้นด้วยประการฉะนี้.
จึงบรรดาเทพธิดาเหล่านั้น ความสงสัยได้เกิดแก่นางสุดาเทพธิดาว่า พี่ลดานี้ทำกรรมอะไรไว้หนอจึงครอบงำพวกเราไว้ได้ทั้งวรรณะและยศถ้ากระไรเราจะต้องถามกรรมที่พี่ลดาทำไว้. นางสุดาเทพธิดาจึงได้ถามนางลดาเทพธิดา. แม้นางลดาเทพธิดาก็ได้ตอบให้นางสุดาเทพธิดาทราบ.
ท้าวเวสสวัณมหาราชได้บอกความทั้งหมดนี้แก่ท่านมหาโมคคัลลานเถระผู้จาริกไปยังเทวโลก.
พระเถระเมื่อจะกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่มูลเหตุของคำถาม จึงกราบทูลว่า
คำถามของนางสุดาเทพธิดาว่าเทพนารี ๕ องค์มีความรุ่งเรือง มีปัญญางามด้วยคุณธรรม เป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราชคือ นางลดาเทพธิดา ๑ นางสัชชาเทพธิดา ๑ นางปวราเทพธิดา ๑ นางอัจฉิมุตีเทพธิดา ๑ นางสุดาเทพธิดา ๑ต่างเป็นนางบำเรอของท้าวสักกเทวราชผู้ประเสริฐ ผู้มีสิริ ได้พากันไปยังแม่น้ำอันไหลมาจากสระอโนดาตมีน้ำเย็น มีดอกบัวน่ารื่นรมย์ ในป่าหิมพานต์เพื่อสรงสนาน ครั้นสรงสนานฟ้อนรำขับร้อง รื่นเริงในแม่น้ำนั้นแล้ว.
นางสุดาเทพธิดาได้ถามนางลดาเทพธิดาว่า
พี่จ๋า ผู้ทรงพวงมาลัยดอกบัว มีพวงมาลัยประดับเศียร มีผิวงามเปล่งปลั่งดังทองคำ มีดวงตาเหลืองปนแดงมีอวัยวะทุกส่วนงามผ่องใสดุจท้องฟ้า ปราศจากเมฆหมอก มีอายุยืน น้องขอถามเจ้าพี่ เจ้าพี่ทำบุญอะไรไว้จึงมียศ ทั้งเป็นที่รักของพระสวามีมีรูปงามสะสวยยิ่งนัก ทั้งฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและบรรเลงเป็นเยี่ยมจนเทพบุตรเทพธิดาไต่ถามถึงเสมอๆ ขอเจ้าพี่โปรดบอกแก่น้องด้วยเถิด.
นางลดาเทพธิดาตอบว่า
พี่เป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นสะใภ้ในตระกูลมีสมบัติมาก พี่เป็นผู้ไม่โกรธ พี่ประพฤติตามอำนาจของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถเมื่อพี่ยังเป็นสาว พี่ไม่นอกใจสามี มีจิตเลื่อมใส เป็นที่โปรดปรานของสามี พร้อมทั้งพี่น้อง บิดามารดาของสามี ตลอดคนใช้ชายหญิงพี่จึงได้ยศอันบุญกรรมจัดมาให้ถึงอย่างนี้ เพราะกุศลกรรมนั้น พี่จึงได้วิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่นในฐานะ ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ได้เสวยความดีมิใช่น้อย.
เมื่อนางสุดาเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้พูดกับเจ้าพี่ทั้ง ๓ ว่า
ข้าแต่เจ้าพี่ทั้ง ๓ เจ้าพี่ลดาได้บอกถ้อยคำน่าฟังมากมิใช่หรือ น้องถามถึงเรื่องที่พวกเราสงสัยกันมาก ก็บอกได้อย่างไม่ผิดพลาด เจ้าพี่ลดาควรเป็นตัวอย่างอันดี สำหรับพวกเราทั้ง ๔ และนารีทั้งหลายพวกเราทั้งหมดพึงประพฤติในสามี เหมือนอย่างสตรีที่ดีประพฤติยำเกรงสามีฉะนั้น ครั้นเราทั้งหลายปฏิบัติธรรม คือการอนุเคราะห์ต่อสามีด้วยฐานะทั้ง ๕ อย่างแล้ว ก็จะได้สมบัติอย่างที่เจ้าพี่ลดาพูดถึงอยู่เดี๋ยวนี้
พญาราชสีห์ตัวสัญจรไปตามราวป่าใกล้เชิงเขา อาศัยอยู่บนภูเขา แล้วก็เที่ยวตะครุบจับสัตว์ ๔ เท้าใหญ่น้อยทุกๆ ชนิดกัดกินเป็นอาหารได้ฉันใดสตรีที่มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ก็ฉันนั้น เมื่อยังอาศัยสามีอยู่ ควรประพฤติยำเกรงสามี ฆ่าความโกรธเสีย กำจัดความตระหนี่เสียได้แล้วเขาผู้ประพฤติธรรมโดยชอบจึงรื่นเริงบันเทิงใจอยู่บนสวรรค์.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ลตา จ สชฺชา ปวรา อจฺฉิมุตี สุตา เป็นชื่อของเทพธิดาเหล่านั้น.
บทว่า ราชวรสฺส ได้แก่ ท้าวเทวราชผู้ประเสริฐ คือประเสริฐที่สุดกว่ามหาราช ๔. อธิบายว่า เป็นบริจาริกาของท้าวสักกะ.
บทว่า รญฺโญ ได้แก่ มหาราช. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เวสฺสวณสฺส ธีตา ธิดาของท้าวเวสสวัณ. บทนี้ประกอบเป็นเอกพจน์ เป็นคำคลาดเคลื่อน ที่ถูกควรเป็น ธีตโร ธิดาทั้งหลาย.
ชื่อว่า ราชี เพราะรุ่งเรืองคือรุ่งโรจน์.
บทว่า ราชี ได้แก่ มีความรู้มีปัญญา มีความรุ่งเรือง. บทนี้เป็นวิเสสนะของเทพนารีทั้งหมดเหล่านั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทนี้เป็นชื่อของเทพธิดานี้. ตามมติของอาจารย์บางพวกเหล่านั้น
บทว่า ปวรา เป็นวิเสสนะของเทพนารีเหล่านั้น.
บทว่า ธมฺมคุเณหิ ได้แก่ ด้วยคุณอันประกอบด้วยธรรม คือไม่ปราศจากธรรม. อธิบายว่า ด้วยคุณตามความเป็นจริง.
บทว่า โสภิตา ได้แก่ รุ่งเรือง.
บทว่า ปญฺเจตฺถ นาริโย ได้แก่ เทพธิดามีชื่อตามที่กล่าวแล้ว ๕ องค์ในหิมวันตประเทศนี้.
บทว่า สีโตทกํ อุปฺปลินึ สิวํ นทึ ท่านกล่าวหมายถึงปากน้ำอันไหลมาจากสระอโนดาต.
บทว่า นจฺจิตฺวา คายิตฺวา ท่านกล่าวด้วยสามารถการฟ้อนรำขับร้องที่เทพธิดาเหล่านั้นกระทำแล้วในเทวสมาคมตามคำสั่งของท้าวเวสสวัณผู้เป็นพระบิดา.
บทว่า สุตา ลตํ พรวิ ได้แก่ นางสุดาเทพธิดาบอกกับนางลดาเทพธิดาพี่สาวของตน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุตา ลตํ พรวุํ ดังนี้ก็มี ความว่า นางสุดาเทพธิดา ธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราชบอกกับนางลดาเทพธิดา.
บทว่า ติมิรตมพกขิ ได้แก่ มีดวงตาประกอบด้วยสีแดงคล้ายเกสรดอกจิก.
บทว่า นเภว สโภเณ ได้แก่ งามเหมือนท้องฟ้า. อธิบายว่า สดใสเพราะอวัยวะน้อยใหญ่บริสุทธิ์ดุจท้องฟ้าพ้นจากส่วนเล็กน้อย ที่เกิดขึ้นมีหมอกเมฆเป็นต้นในสรทสมัยงดงามอยู่ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นเภว ตัดบทเป็น นเภ เอว บนท้องฟ้านั่นเอง.
เอวศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ (ความรวม). อธิบายว่า งามในทุกแห่งคือในวิมานอันตั้งอยู่บนอากาศ และในที่อันเนื่องกับพื้นดินมีภูเขาหิมวันต์ และเขายุคนธรเป็นต้น.
บทว่า เกน กโต ได้แก่ เกิดขึ้นด้วยบุญอะไร คือเช่นไร.
บทว่า ยโส ได้แก่ บริวารสมบัติ และชื่อเสียง. อนึ่ง คุณทั้งหลายอันเป็นเหตุให้มีชื่อเสียงท่านใช้ด้วยศัพท์ว่า กิตฺติสทฺท.
บทว่า ปติโน ปิยตรา ได้แก่ เป็นที่รักของสามี คือเป็นที่โปรดปรานของสามี. ท่านแสดงถึงความงามของนางลดาเทพธิดานั้นด้วยบทว่า ปติโน ปิยตรา นั้น.
บทว่า วิสิฏฺฐกลฺยาณิตรสฺสุ รูปโต ได้แก่ วิเศษสุด งามยิ่ง ดียิ่ง ด้วยรูปสมบัติ.
บทว่า อสฺสุ เป็นเพียงนิบาต.
อนึ่ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิสิฏฺฐกลฺยาณิตราสิ รูปโต มีรูปร่างสะสวยยิ่งนัก.
บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ ฉลาดทุกอย่างและวิเศษด้วย.
บทว่า นจฺจน ในบทว่า นจฺจนคีตวาทิเต นี้ ได้ลบวิภัตติทิ้ง. ควรเป็น นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต จ ในการฟ้อนรำ ในการขับร้อง และในการบรรเลง.
บทว่า นรนาริปุจฺฉิตา ได้แก่ เทพบุตรเทพธิดาถามว่า นางลดาเทพธิดาไปไหน นางทำอะไร ดังนี้ เพื่อเห็นรูปและเพื่อดูศิลปะ.
ชื่อ เทวร เพราะยินดีดุจเทวดาเพราะไม่คลุกคลีทางกายเป็นนิจ หรือเพราะเป็นญาติผู้ใหญ่.
ชื่อว่าสเทวร เพราะพี่น้องของสามีพร้อมด้วยญาติผู้ใหญ่.
แม่ผัวพ่อผัวชื่อว่าสสุระ พร้อมด้วยพ่อผัวแม่ผัวจึงชื่อว่าสัสสสุระ. พร้อมด้วยทาสชายและหญิงชื่อว่าสทาสก เชื่อมด้วยบทว่า ปติมาภิราธยึ เป็นที่โปรดปรานของสามี.
บทว่า ตมฺหิ กโต คือ ในตระกูลนั้น. อธิบายว่า ได้มีบริวารยศอันบุญกรรมจัดมาให้ในขณะเป็นสะใภ้ ด้วยการเกิดแห่งบุญที่ได้ทำไว้ในขณะที่เกิดนั้น.
บทว่า มม นี้เปลี่ยนเป็น มยา ไม่เพ่งถึงบทว่า กโต.
บทว่า จตุพฺภิ ฐาเนหิ ได้แก่ ด้วยเหตุ ๔ อย่างหรือเป็นนิมิตในฐานะ ๔ อย่าง.
บทว่า วิเสสมชฺฌคา ได้แก่ ถึงความเป็นผู้วิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่น.
แสดงโดยสรุปของคำที่กล่าวว่า ด้วยฐานะ ๔ อย่างคือ อายุ วรรณะ สุขะและพละ.
อนึ่ง ท่านกล่าวว่า อายุเป็นต้นของนางลดาเทพธิดานั้นชื่อว่าวิเศษ เพราะมีสภาพวิเศษที่สุดกว่าเทพธิดาเหล่าอื่น
อนึ่ง ชื่อว่าเป็นฐานะ เพราะความเป็นเหตุที่นางลดาเทพธิดานั้นควรถือเป็นแบบอย่างด้วยการยกย่อง คือได้ถึงความเป็นผู้วิเศษ.
โยชนาว่า อายุ วรรณะ สุขะและพละ เป็นเช่นไร.
บทว่า สุตํ นุ ตํ ภาสติ ยํ อยํ ลตา ความว่า นางสุดาเทพธิดาถามเจ้าพี่ทั้ง ๓ นอกนี้ว่า เจ้าพี่ลดานี้เป็นพี่สาวของพวกเรากล่าวคำใดไว้ พวกพี่ก็ได้ยินคำนั้นแล้วมิใช่หรือ หรือไม่ได้ยิน.
บทว่า ยํ โน ได้แก่ คำใดที่พวกเราสงสัย.
บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า โน อีกคำหนึ่ง คือของพวกเรา. หรือลงในอวธารณะดุจในประโยคมีอาทิว่า น โน สมํ อตฺถิ ความว่า ไม่เหมือนพวกเรา. ด้วยเหตุนั้น เจ้าพี่พยากรณ์ไม่ผิดพลาด. อธิบายว่า พยากรณ์ไม่วิปริต.
บทว่า ปติโน กิรมฺหากํ วิสิฏฺฐา นารีนํ คติ จ ตาสํ ปวรา จ เทวตา ความว่า เจ้าพี่เป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมของพวกเราและของนารีทั้งหลายและเป็นที่พึ่งของนารีเหล่านั้น ธรรมดาสามีชื่อว่าเป็นเจ้าของ เพราะคุ้มครองจากความพินาศ และเป็นเทวดาผู้ประเสริฐสูงสุด เพราะเป็นที่พึ่งของแม่บ้านทั้งหลายเหล่านั้นทำให้เกิดความยินดีโดยชอบ เป็นผู้นำประโยชน์สุขมาให้ทั้งเดี๋ยวนี้และต่อไป.
บทว่า ปตีสุ ธมฺมํ ปริจราม สพฺพา ความว่า พวกเราทั้งหมดจงประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติมีการตื่นก่อนเป็นต้น ในสามีของตนๆ.
บทว่า ยตฺถ ได้แก่ นิมิตใด. หรือเมื่อประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติในสามีทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นหญิงยำเกรงสามี.
บทว่า ลจฺฉามเส ภาสติ ยํ อยํ ลตา ความว่า พวกเราประพฤติธรรมในสามีทั้งหลาย จักได้สมบัติอย่างที่เจ้าพี่ลดาพูดว่าจะได้ในบัดนี้.
บทว่า ปพฺพตสานุโคจโร ได้แก่ พญาราชสีห์ตัวเที่ยวไปตามราวป่า ใกล้ภูเขา.
บทว่า มหินฺธรํ ปพฺพตมาวสิตวา ความว่า อาศัยอยู่บนภูเขาชื่อว่ามหินธร เพราะทรงแผ่นดินไว้ ไม่หวั่นไหว. ในบทนั้นความว่า อาศัยอยู่.
ก็บทว่า มหินฺธรํ ปพฺพตมาวสิตฺวา นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติเพราะไม่เพ่งถึงบทว่า อาวสิตฺวา.
บทว่า ปสยฺห แปลว่า ข่มขู่.
บทว่า ขุทฺเท ความว่า พญาราชสีห์นั้นฆ่าสัตว์มีช้างเป็นต้นน้อยใหญ่โดยประมาณด้วยกำลัง.
บทว่า ตเถว ความว่า นี้เป็นการอธิบายความพร้อมด้วยข้อเปรียบเทียบเชิงอุปมาด้วยคาถา เหมือนอย่างว่า สีหะอาศัยอยู่บนภูเขาอันเป็นที่อยู่ และที่หาอาหารของตนย่อมสำเร็จประโยชน์ตามที่ตนต้องการฉันใด
สตรีที่มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอริยสาวิกาก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยอยู่กับสามีผู้เป็นใหญ่เป็นภัสดา เพราะหาเลี้ยงหาใช้ด้วยของกินและเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นประพฤติยำเกรงสามีด้วยปฏิบัติเกื้อกูลสามีในทุกๆ อย่าง ฆ่าคือละความโกรธอันเกิดขึ้นในเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกำจัดคือครอบงำไม่ให้เกิดความตระหนี่อันเกิดขึ้นในของที่ครอบครองไว้ ชื่อว่าเป็นหญิงประพฤติธรรม เพราะประพฤติธรรมคือความยำเกรงสามีและธรรมของอุบาสิกาโดยชอบ สตรีนั้นย่อมรื่นเริงคือย่อมถึงความบันเทิงในสวรรค์ คือเทวโลก.
บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาลดาวิมาน -----------------------------------------------------