๖. จาลาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. จาลาสูตร ว่าด้วยจาลาภิกษุณี
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้นเวลาเช้า จาลาภิกษุณีครองอันตรวาสก ฯลฯ จึงนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาจาลาภิกษุณีถึงที่อยู่ได้ถามจาลา-ภิกษุณีดังนี้ว่า “ภิกษุณี ท่านไม่ชอบใจอะไร” จาลาภิกษุณีตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย” มารผู้มีบาปกล่าวด้วยคาถาว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ชอบความเกิด ผู้เกิดมาแล้วย่อมเสพกาม ใครให้ท่านยึดถือเรื่องนี้ อย่าเลยภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิดเถิด จาลาภิกษุณีกล่าวด้วยคาถาว่า ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ คือ การจองจำ การฆ่า ความเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบความเกิด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๒๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๕. ภิกขุนีสังยุต] ๗. อุปจาลาสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเหตุก้าวล่วงความเกิด ทรงให้เราตั้งอยู่ในสัจจะเพื่อละทุกข์ทั้งปวง สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปภพและดำรงอยู่ในอรูปภพ สัตว์เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้ความดับจึงต้องมาสู่ภพอีก ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “จาลาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไปณ ที่นั้นเอง จาลาสูตรที่ ๖ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ จาลาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค จาลาสูตรที่ ๖
สาวตฺถีนิทานํ ฯ อถ โข จาลา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า จาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจ-*ฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวันแล้วจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เยน จาลา ภิกฺขุนี ฯเปฯ อุปสงฺกมิตฺวา จาลํ ภิกฺขุนึ เอตทโวจ กึ นุ โข ตฺวํ ภิกฺขุนิ น โรเจสีติ ฯ ชาตึ ขฺวาหํ อาวุโส น โรเจมีติ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้จาลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะจาลาภิกษุณีว่า ดูกรภิกษุณีท่านไม่ชอบใจอะไรหนอ ฯ จาลาภิกษุณีตอบว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย ฯ
กึ นุ ชาตึ น โรเจสิ ชาโต กามานิ ภุญฺชติ โก นุ ตฺวํ อิทมาทปยิ ชาติ มา โรจ ภิกฺขุนีติ ฯ
ม. เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ชอบความเกิดผู้เกิดมาแล้วย่อม บริโภคกาม ใครหนอให้ท่านยึดถือเรื่องนี้ อย่าเลยภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิดขึ้น ฯ
ชาตสฺส มรณํ โหติ ชาโต ทุกฺขานิ ปสฺสติ พนฺธํ วธํ ปริเกฺลสํ ตสฺมา ชาตึ น โรจเย พุทฺโธ ธมฺมมเทเสสิ ชาติยา สมติกฺกมํ สพฺพทุกฺขปฺปหานาย โส มํ สจฺเจ นิเวสยิ เย จ รูปูปคา สตฺตา เย จ อรูปภาคิโน นิโรธํ อปฺปชานนฺตา อาคนฺตาโร ปุนพฺภวนฺติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ จาลา ภิกฺขุนีติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
จา. ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมพบ เห็นทุกข์ คือ การจองจำ การฆ่า ความเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบความเกิด ฯ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นเครื่องก้าวล่วงความเกิด พระองค์สอนให้เราตั้งอยู่ในสัจจะ เพื่อละทุกข์ทั้งมวล ฯ สัตว์เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ และสัตว์เหล่าใดเป็นภาคีแห่ง อรูปภพ สัตว์เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้นิโรธ ต้องมาสู่ภพอีก ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า จาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ