๕. อรหันตสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อรหันตสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์
เทวดากล่าวว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง @เชิงอรรถ : @ ไม่พึงห้ามใจที่ถึงความสำรวม หมายถึงไม่พึงห้ามใจจากธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงสำรวม เช่น ทาน ศีล@(สํ.ส.อ. ๑/๒๔/๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๓. สัตติวรรค ๕. อรหันตสูตร ภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาด ทราบคำพูดที่รู้กันในโลก เธอกล่าวตามสมมติที่เขาพูดกัน เทวดานั้นทูลถามว่า ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ ทำกิจเสร็จแล้ว สิ้นอาสวะแล้ว เหลือแต่ร่างกายในชาติสุดท้าย ภิกษุนั้นยังติดมานะอยู่หรือหนอ จึงกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า กิเลสเครื่องผูกทั้งหลายไม่มีแก่ภิกษุผู้ละมานะได้แล้ว มานะและกิเลสเครื่องผูกทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดได้แล้ว ภิกษุผู้มีปัญญาดีล่วงพ้นความถือตัวได้แล้ว ภิกษุนั้นกล่าวว่า ‘เราพูด’ ดังนี้บ้าง กล่าวว่า ‘คนทั้งหลายพูดกับเรา’ ดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นเป็นผู้ฉลาด ทราบคำพูดที่รู้กันในโลก เธอกล่าวตามสมมติที่เขาพูดกัน อรหันตสูตรที่ ๕ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๙}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ อรหนฺตสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อรหันตสูตรที่ ๕
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มี อาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ
ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มี อาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้ บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติ ที่พูดกัน ฯ
โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี มานํ นุ โข โส อุปาคมฺม ภิกฺขุ อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มม วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ
ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะ สิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติด มานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลาย อื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ
ปหีนมานสฺส น สนฺติ คนฺถา วิธูปิตา มานคนฺถสฺส สพฺเพ ส วีติวตฺโต ยมตํ สุเมโธ อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ
ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะ เสียแล้ว มานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตาม สมมติที่พูดกัน ฯ