๑๔. ปทุมปุปผสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๙. วนสังยุต] ๑๔. ปทุมปุปผสูตร ๑๔. ปทุมปุปผสูตร ว่าด้วยดอกบัว
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล สมัยนั้น ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาต ภายหลังจากฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว ลงสู่สระโบกขรณีสูดดมกลิ่นดอกบัว ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้น มีความอนุเคราะห์หวังดีต่อภิกษุนั้น ประสงค์จะให้ภิกษุนั้นสลดใจ จึงเข้าไปหาภิกษุนั้นถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวกับภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า ท่านสูดดมกลิ่นดอกบัว ที่เกิดในน้ำ ซึ่งใครๆ ไม่ได้ถวายแล้ว นี้เป็นองค์อันหนึ่งแห่งความเป็นขโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น ภิกษุนั้นได้กล่าวด้วยคาถาว่า เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เราเพียงแต่ดมกลิ่นดอกบัวที่เกิดในน้ำห่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะเรียกเราว่า เป็นผู้ขโมยกลิ่น ด้วยเหตุอะไรเล่า ส่วนบุคคลที่ขุดเหง้าบัว หักดอกบัวปุณฑริก เป็นผู้มีการงานอันไม่บริสุทธิ์อย่างนี้ ทำไมท่านจึงไม่เรียกเขาว่าเป็นขโมยเล่า เทวดากล่าวด้วยคาถาว่า บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วยกิเลส มีราคะเป็นต้นเกินเหตุ เราไม่พูดถึงคนนั้น แต่เราควรจะกล่าวกับท่าน บาปประมาณเท่าปลายขนเนื้อทราย ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆในนภากาศ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๙. วนสังยุต] รวมพระสูตรที่มีในสังยุต แก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ผู้มักแสวงหาความสะอาด เป็นนิตย์ ภิกษุนั้นกล่าวด้วยคาถาว่า ยักษ์ ท่านต้องรู้จักเราแน่ และท่านคงอนุเคราะห์เรา ยักษ์ ท่านเห็นกรรมเช่นนี้ในกาลใด ขอท่านพึงกล่าวในกาลนั้นอีกเถิด เทวดากล่าวด้วยคาถาว่า เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และเราก็ไม่ได้มีความเจริญเพราะท่าน ภิกษุ ท่านนั่นแหละ พึงไปสู่สุคติด้วยกรรมที่ท่านพึงรู้เถิด ลำดับนั้น ภิกษุนั้นถูกเทวดานั้นทำให้สลดใจ เกิดความสลดใจแล้ว ปทุมปุปผสูตรที่ ๑๔ จบ วนสังยุต จบบริบูรณ์ รวมพระสูตรที่มีในสังยุตนี้ คือ ๑. วิเวกสูตร ๒. อุปัฏฐานสูตร ๓. กัสสปโคตตสูตร ๔. สัมพหุลสูตร ๕. อานันทสูตร ๖. อนุรุทธสูตร ๗. นาคทัตตสูตร ๘. กุลฆรณีสูตร ๙. วัชชีปุตตสูตร ๑๐. สัชฌายสูตร ๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร ๑๒. มัชฌัณหิกสูตร ๑๓. ปากตินทริยสูตร ๑๔. ปทุมปุปผสูตร @เชิงอรรถ : @ ความสะอาด ในที่นี้หมายถึงศีล สมาธิ และปัญญาอันสะอาด (สํ.ส.อ. ๑/๒๓๔/๒๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๖}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จุทฺทสมํ ปทุมปุปฺผสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปทุมปุบผสูตรที่ ๑๔
เอกํ สมยํ อญฺญตโร ภิกฺขุ โกสเลสุ วิหรติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ ฯ เตน โข ปน สมเยน โส ภิกฺขุ ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต โปกฺขรณึ โอคาเหตฺวา ปทุมํ อุปสิงฺฆติ ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาฉัน ลงสู่สระโบกขรณีแล้วสูดดมดอกปทุม ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา ตสฺส ภิกฺขุโน อนุกมฺปิกา อตฺถกามา ตํ ภิกฺขุํ สํเวเชตุกามา เยน โส ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ ยเมตํ วาริชํ ปุปฺผํ อทินฺนํ อุปสิงฺฆสิ เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ คนฺธตฺเถโนสิ มาริสาติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะให้เธอสลด จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านสูดดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำซึ่งใครๆ ไม่ได้ให้แล้ว นี้เป็น องค์อันหนึ่งแห่งความเป็นขโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้ ขโมยกลิ่น ฯ
น หรามิ น ภญฺชามิ อารา สิงฺฆามิ วาริชํ อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธตฺเถโนติ วุจฺจติ ยฺวายํ ภึสานิ ขนติ ปุณฺฑรีกานิ ภญฺชติ เอวํ อากิณฺณกมฺมนฺโต กสฺมา เอโส น วุจฺจตีติ ฯ
ภิ. เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เราดมดอกไม้ที่เกิดใน น้ำห่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจะเรียกว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น ด้วยเหตุดังรือ ส่วนบุคคลที่ขุดเหง้าบัว หักดอกบัวบุณฑริก เป็นผู้มีการงานอันเกลื่อนกล่นอย่างนี้ ไฉนท่านจึงไม่เรียก เขาว่าเป็นขโมย ฯ
อากิณฺณลุทฺโธ ปุริโส อติเวลํว มกฺขิโต ตสฺมึ เม วจนํ นตฺถิ ตญฺจ อรหามิ วตฺตเว อนงฺคณสฺส โปสสฺส นิจฺจํ สุจิคเวสิโน วาลคฺคมตฺตํ ปาปสฺส อพฺภามตฺตํว ขายตีติ ฯ
เท. บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วยราคาทิกิเลสเกินเหตุ เราไม่พูดถึงคนนั้น แต่เราควรจะกล่าวกะท่าน บาปประมาณ เท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏประดุจเท่าก้อนเมฆใน นภากาศแก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลส ดังว่าเนิน ผู้มักแสวงหา ไตรสิกขาอันสะอาดเป็นนิจ ฯ
อทฺธา มํ ยกฺข ชานาสิ อโถ มํ อนุกมฺปสิ ปุนปิ ยกฺข วชฺชาสิ ยทา ปสฺสสิ เอทิสนฺติ ฯ
ภิ. ดูก่อนเทวดา ท่านรู้จักเราแน่ละ และท่านเอ็นดูเรา ดูก่อนเทวดา ท่านเห็นกรรมเช่นนี้ในกาลใด ท่านพึงกล่าวอีก [ในกาลนั้น] เถิด ฯ
เนว ตํ อุปชีวามิ นปิ เต ภทฺทกมฺหเส ตฺวเมว ภิกฺขุ ชาเนยฺย เยน คจฺเฉยฺย สุคตินฺติ ฯ อถ โข โส ภิกฺขุ ตาย เทวตาย สํเวชิโต สํเวคมาปาทีติ ฯ วนสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ วิเวกํ อุปฏฺฐานญฺจ กสฺสปโคตฺเตน สมฺพหุลา อานนฺโท อนุรุทฺธญฺจ นาคทตฺตญฺจ กุลฆรณี วชฺชีปุตฺโต จ เวสาลี สชฺฌาเยน อโยนิโส มชฺฌนฺตกาลมฺหิ ปากตินฺทฺริยา ปทุมปุปฺเผน จุทฺทส ภเวติ ฯ --------
เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และเราไม่ได้มีความเจริญ เพราะท่าน ดูก่อนภิกษุ ท่านพึงไปสุคติได้ด้วยกรรมที่ท่าน พึงรู้ ฯ ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สลด ถึงซึ่งความสังเวชแล้วแล ฯ วนสังยุต จบบริบูรณ์ -----------------------------------------------------รวมพระสูตรแห่งวนสังยุต มี ๑๔ สูตร คือ วิเวกสูตรที่ ๑ อุปัฏฐานสูตรที่ ๒ กัสสปโคตตสูตรที่ ๓ สัมพหุลสูตรที่ ๔อานันทสูตรที่ ๕ อนุรุทธสูตรที่ ๖ นาคทัตตสูตรที่ ๗ กุลฆรณีสูตรที่ ๘ วัชชี-*ปุตตสูตรที่ ๙ สัชฌายสูตรที่ ๑๐ อโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑ มัชฌันติกสูตรที่ ๑๒ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ กับปทุมปุบผสูตร ครบ ๑๔ ฯ -----------------------------------------------------