๑๓. ปากตินทริยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๓. ปากตินทริยสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์
สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากอยู่ ณ ราวป่าแห่งหนึ่ง แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน ถือตัว โลเล ปากกล้า พูดจาพร่ำเพรื่อ หลงลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะมีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตกวัดแกว่ง ไม่สำรวมอินทรีย์ ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในราวป่านั้น มีความอนุเคราะห์หวังดีต่อภิกษุเหล่านั้น ประสงค์จะให้ภิกษุเหล่านั้นสลดใจจึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาว่า @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๕ หน้า ๑๔ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๙. วนสังยุต] ๑๓. ปากตินทริยสูตร ในกาลก่อน พวกภิกษุสาวกของพระโคดม เป็นอยู่เรียบง่าย ไม่มักมากการแสวงหาบิณฑบาต ไม่มักมากแสวงหาที่นอนที่นั่ง ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกเป็นของไม่เที่ยง จึงกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ส่วนท่านเหล่านี้ทำตนเป็นคนเลี้ยงยาก กินๆ แล้วก็นอน เหมือนคนที่โกงชาวบ้าน หมกมุ่นอยู่ในเรือนของคนอื่น ข้าพเจ้าทำอัญชลีต่อสงฆ์แล้ว ขอพูดกับท่านบางพวกในที่นี้ว่า พวกท่านถูกเขาทอดทิ้งแล้ว เป็นคนอนาถาเหมือนเปรต ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาบุคคลพวกที่ประมาทอยู่ ส่วนท่านเหล่าใดไม่ประมาท ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่านเหล่านั้น ลำดับนั้น ภิกษุเหล่านั้นถูกเทวดานั้นทำให้สลดใจ เกิดความสลดใจแล้ว ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๑๐๖ หน้า ๑๑๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๓๔}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เตรสมํ ปากตินฺทฺริยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓
เอกํ สมยํ สมฺพหุลา ภิกฺขู โกสเลสุ วิหรนฺติ อญฺญตรสฺมึ วนสณฺเฑ อุทฺธตา อุนฺนฬา จปลา มุขรา วิกิณฺณวาจา มุฏฺฐสฺสติโน อสมฺปชานา อสมาหิตา วิพฺภนฺตจิตฺตา ปากตินฺทฺริยา ฯ
สมัยหนึ่ง ภิกษุมากรูปด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหลมีสติฟั่นเฟือน ไม่รู้สึกตน ไม่หนักแน่น จิตไม่มั่นคง มีอินทรีย์อันเปิดเผย ฯ
อถ โข ยา ตสฺมึ วนสณฺเฑ อธิวตฺถา เทวตา เตสํ ภิกฺขูนํ อนุกมฺปิกา อตฺถกามา เต ภิกฺขู สํเวเชตุกามา เยน เต ภิกฺขู เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เต ภิกฺขู คาถาหิ อชฺฌภาสิ สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ภิกฺขู โคตมสาวกา อนิจฺฉา ปิณฺฑํ เอสนา อนิจฺฉา สยนาสนํ โลเก อนิจฺจตํ ญตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ อกํสุ เต ทุปฺโปสํ กตฺวา อตฺตานํ คาเม คามณิกา วิย ภุตฺวา ภุตฺวา นิปชฺชนฺติ ปราคาเรสุ มุจฺฉิตา สงฺฆสฺส อญฺชลึ กตฺวา อิเธกจฺเจ วทามหํ อปวิฏฺฐา อนาถา เต ยถา เปตา ตเถว เต เย โข ปมตฺตา วิหรนฺติ เต เม สนฺธาย ภาสิตํ เย อปฺปมตฺตา วิหรนฺติ นโม เตสํ กโรมหนฺติ ฯ อถ โข เต ภิกฺขู ตาย เทวตาย สํเวชิตา สํเวคมาปาทุนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านั้น หวังจะให้พวกเธอสังเวชจึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกเธอด้วยคาถาว่า ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวก ของพระสมณโคดมในกาลก่อน มีปกติเป็นอยู่ง่าย ไม่มักได้ แสวงหาบิณฑบาต [ตามได้] ไม่มักได้แสวงหาเสนาสนะ [ตามได้] ท่านเหล่านั้นรู้ความ ไม่เที่ยงในโลกแล้ว ได้กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว [ส่วน พวกท่าน] ทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงยาก ประดุจผู้เอาเปรียบ ชาวบ้านในบ้าน กินแล้วๆ ก็นอนหมกมุ่นอยู่ในเรือนของ คนอื่น เราขอกระทำอัญชลีแก่พระสงฆ์แล้วขอกล่าวถึงภิกษุ ที่ควรกล่าวบางพวก ในพระศาสนานี้ ท่านเหล่านั้นถูกเขา ทอดทิ้งหาที่พึ่งมิได้ เหมือนอย่างคนที่ตายแล้ว ถูกเขา ทอดทิ้งไว้ในป่าช้า ฉะนั้น เรากล่าวหมายถึงภิกษุจำพวกที่ เป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ท่านเหล่าใดเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ เราขอ กระทำการนอบน้อมแก่ท่านเหล่านั้น ฯ ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความสลดใจแล้วแล ฯ