สารบัญพระไตรปิฎก
เรียงตามชื่อภาษาไทยที่ฉบับหลวงใช้เรียกตัวเอง ไม่ใช่คำทับศัพท์และไม่ใช่คำแปลของเครื่อง — กดชื่อพระสูตรเพื่ออ่านตัวบทไทยฉบับหลวงเต็ม พร้อมบาลีคู่คำแปลอังกฤษ
เอกนิบาต
- ๑.๑–๑๐
- ๑.๑๑–๒๐
- ๑.๒๑–๓๐
- ๑.๓๑–๔๐
- ๑.๔๑–๕๐
- ๑.๕๑–๖๐
- ๑.๖๑–๗๐
- ๑.๗๑–๘๑
- ๑.๘๒–๙๗
- ๑.๙๘–๑๓๙
- ๑.๑๔๐–๑.๑๔๙
- ๑.๑๕๐–๑.๑๖๙
- ๑.๑๗๐–๑.๑๘๗
- ๑.๑๘๘–๑.๑๙๗
- ๑.๑๙๘–๑.๒๐๘
- ๑.๒๐๙–๑.๒๑๘
- ๑.๒๑๙–๑.๒๓๔
- ๑.๒๓๕–๑.๒๔๗
- ๑.๒๔๘–๑.๒๕๗
- ๑.๒๕๘–๑.๒๖๗
- ๑.๒๖๘–๑.๒๗๗
- ๑.๒๗๘–๑.๒๘๖
- ๑.๒๘๗–๑.๒๙๕
- ๑.๒๙๖–๑.๓๐๕
- ๑.๓๐๖–๑.๓๑๕
- ๑.๓๑๖–๑.๓๓๒
- ๑.๓๓๓–๑.๓๗๗
- ๑.๓๗๘–๑.๓๙๓
- ๑.๓๙๔–๑.๕๗๔
- ๑.๕๗๕–๑.๕๘๒
- ๑.๖๑๖–๑.๖๒๗
ทุกนิบาต ปฐมปัณณาสก์
ทุกนิบาต
ทุกนิบาต ทุติยปัณณาสก์
ทุกนิบาต
ทุกนิบาต ตติยปัณณาสก์
ทุกนิบาต
พาลวรรคที่ ๑
ปุคคลวรรคที่ ๑
มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์ และว่า อาหุไนยบุคคล เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการและ สักการะ มารดาบิดา ด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การ อบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้าง เท้าทั้งสอง เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล บัณฑิตย่อม สรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ฯ
จูฬวรรคที่ ๕
ทุติยปัณณาสก์ พราหมณวรรคที่ ๑
- ๓.๕๒ชนสูตรชน
- ๓.๕๓พราหมณสูตร
- ๓.๕๔ปริพาชกสูตร
- ๓.๕๕นิพพุตสูตร
- ๓.๕๖ปโลภสูตร
- ๓.๕๗ชัปปสูตร
- ๓.๕๘ติกรรณสูตร
- ๓.๕๙ชานุสโสณีสูตร
- ๓.๖๐สังคารวสูตร
- ๓.๖๑ติตถสูตร
- ๓.๖๒ภยสูตร
- ๓.๖๓เวนาคสูตร
- ๓.๖๔สรภสูตร
- ๓.๖๕เกสปุตตสูตร
- ๓.๖๖สาฬหสูตร
- ๓.๖๗กถาวัตถุสูตร
- ๓.๖๘ติตถิยสูตร
- ๓.๖๙มูลสูตร
- ๓.๗๐อุโปสถสูตร
- ๓.๗๑ฉันนสูตร
- ๓.๗๒อาชีวกสูตร
- ๓.๗๓สักกสูตร
- ๓.๗๔นิคัณฐสูตร
- ๓.๗๕สมาทปกสูตร
- ๓.๗๖นวสูตร
- ๓.๗๗ภวสูตร
- ๓.๗๘สีลัพพตสูตร
- ๓.๗๙คันธสูตร
- ๓.๘๐จูฬนีสูตร
สมณวรรคที่ ๕
โลณผลวรรคที่ ๕
เป็นมิจฉาทิฐิ ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไป เขาเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เรา พึงเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ พึงรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการ ฉะนี้ เธอย่อมสมควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่เป็นอยู่ ถ้าภิกษุนั้นหวังว่า เรา พึงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ เธอย่อมสมควรเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่ เป็นอยู่ ฯ
ตติยปัณณาสก์ สัมโพธิวรรคที่ ๑
อาปายิกวรรคที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะศีลสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลายเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ หรือว่าเพราะจิตตสัมปทาเป็นเหตุสัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ หรือว่าเพราะทิฐิสัมปทาเป็นเหตุ สัตว์ทั้งหลาย เมื่อแตกกายตายไป ย่อม เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมปทา ๓ อย่างนี้แล ฯ
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ดูกรภิกษุทั้งหลายสัมปทา ๓ อย่างนี้ ฯ
กุสินารวรรคที่ ๓
โยธาชีววรรคที่ ๔
ประการนี้แล ต้องได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนกับเชิญไปวางไว้ ฯ
ต้องตกนรก เหมือนกับถูกนำเอาไปฝังไว้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ ต้องได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนกับเชิญเอาไปวางไว้ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ กายกรรม ที่สม่ำเสมอ ๑ วจีกรรมที่สม่ำเสมอ ๑ มโนกรรมที่สม่ำเสมอ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ประกอบ ด้วยธรรม ๓ ประการนี้แล ต้องได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนกับเชิญไปวางไว้ ฯ
ต้องขึ้นสวรรค์เหมือนกับเชิญเอาไปวางไว้ ธรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ กายกรรม ที่สะอาด ๑วจีกรรมที่สะอาด ๑ มโนกรรมที่สะอาด ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่ประกอบด้วย ธรรม ๓ ประการนี้แล ต้องได้ขึ้นสวรรค์ เหมือนกับเชิญเอาไปวางไว้ ฯ
ภัณฑคามวรรคที่ ๑
จรวรรคที่ ๒
อุรุเวลวรรคที่ ๓
จักกวรรคที่ ๔
โรหิตัสสวรรคที่ ๕
ทุติยปัณณาสก์ ปุญญาภิสันทวรรคที่ ๑
ปัตตกรรมวรรคที่ ๒
อปัณณกวรรคที่ ๓
มจลวรรคที่ ๔
อสุรวรรคที่ ๕
ตติยปัณณาสก์ วลาหกวรรคที่ ๑
จบวรรคที่ ๘
เกสีวรรคที่ ๒
ภยวรรคที่ ๓
ปุคคลวรรคที่ ๔
อาภาวรรคที่ ๕
จตุตถปัณณาสก์ อินทรียวรรคที่ ๑
ปฏิปทาวรรคที่ ๒
สัญเจตนิยวรรคที่ ๓
วรรคที่ไม่สงเคราะห์เป็นปัณณาสก์ สัปปุริสวรรคที่ ๑
โศภนวรรคที่ ๒
กรรมวรรคที่ ๔
๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ฯ
บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ กายกรรมอันไม่มีความเบียดเบียน ๑ วจีกรรมอันไม่มีความเบียดเบียน ๑ มโนกรรมอันไม่มีความเบียดเบียน ๑ ทิฐิอันไม่มีความเบียดเบียน ๑ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเกิดในสวรรค์เหมือนเชิญมาประดิษฐานไว้ ฯ
อาปัตติภยวรรคที่ ๕
อภิญญาวรรคที่ ๖
ปฐมปัณณาสก์ เสขพลวรรคที่ ๑
พลวรรคที่ ๒
ปัญจังคิกวรรคที่ ๓
สุมนวรรคที่ ๔
มุณฑราชวรรคที่ ๕
ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย ทุติยปัณณาสก์ นิวรณวรรคที่ ๑
สัญญาวรรคที่ ๒
โยธาชีววรรคที่ ๓
เถรวรรคที่ ๔
- ๕.๘๒๒. วีตราคสูตร
- ๕.๘๓๓. กุหกสูตร
- ๕.๘๔๔. อสัทธสูตร
- ๕.๘๕๕. อักขมสูตร
- ๕.๘๖๖. ปฏิสัมภิทาสูตร
- ๕.๘๗๗. สีลสูตร
- ๕.๘๘๘. เถรสูตร
- ๕.๘๙๙. เสขสูตรที่ ๑
- ๕.๙๐๑๐. เสขสูตรที่ ๒
- ๕.๙๑๑. สัมปทาสูตรที่ ๑
- ๕.๙๒๒. สัมปทาสูตรที่ ๒
- ๕.๙๓๓. พยากรณสูตร
- ๕.๙๔๔. ผาสุสูตร
- ๕.๙๕๕. อกุปปสูตร
- ๕.๙๖๖. สุตสูตร
- ๕.๙๗๗. กถาสูตร
- ๕.๙๘๘. อรัญญสูตร
- ๕.๙๙๙. สีหสูตร
- ๕.๑๐๐๑๐. กกุธสูตร
ตติยปัณณาสก์ ผาสุวิหารวรรคที่ ๑
อันธกวินทวรรคที่ ๒
คิลานวรรคที่ ๓
ราชวรรคที่ ๔
ติกัณฑกีวรรคที่ ๕
จตุตถปัณณาสก์ สัทธรรมวรรคที่ ๑
อาฆาตวรรคที่ ๒
อุปาสกวรรคที่ ๓
อรัญญวรรคที่ ๔
พราหมณวรรคที่ ๕
ปัญจมปัณณาสก์ กิมพิลวรรคที่ ๑
อักโกสกวรรคที่ ๒
ทีฆจาริกวรรคที่ ๓
อาวาสิกวรรคที่ ๔
ทุจริตวรรคที่ ๕
พระสูตรที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในวรรค
ปฐมปัณณาสก์ อาหุเนยยวรรคที่ ๑
สาราณิยาทิวรรคที่ ๒
อนุตตริยวรรคที่ ๓
เสขปริหานิยวรรคที่ ๔
ธรรมิกวรรคที่ ๕
ทุติยปัณณาสก์ มหาวรรคที่ ๑
เทวตาวรรคที่ ๒
อรหันตวรรคที่ ๓
สีติวรรคที่ ๔
อานิสังสวรรคที่ ๕
วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ ติกวรรคที่ ๑
ปฐมปัณณาสก์ ธนวรรคที่ ๑
อนุสยวรรคที่ ๒
วัชชีวรรคที่ ๓
เทวตาวรรคที่ ๔
มหายัญญวรรคที่ ๕
วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรคที่ ๑
มหาวรรคที่ ๒
วินัยวรรคที่ ๓
อัฏฐกนิบาต ปัณณาสก์ เมตตาวรรคที่ ๑
มหาวรรคที่ ๒
คหปติวรรคที่ ๓
ทานวรรคที่ ๔
อุโปสถวรรคที่ ๕
วรรคที่ไม่ได้สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ สันธานวรรคที่ ๑
จาลวรรคที่ ๓
ยมกวรรคที่ ๓
สติวรรคที่ ๔
ปัณณาสก์ สัมโพธวรรคที่ ๑
สีหนาทวรรคที่ ๒
สัตตาวาสวรรคที่ ๓
มหาวรรคที่ ๔
ปัญจาลวรรคที่ ๕
วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ เขมวรรคที่ ๑
สติปัฏฐานวรรคที่ ๒
สัมมัปปธานวรรคที่ ๓
อิทธิปาทวรรคที่ ๔
วรรคที่ ๕
อานิสังสวรรคที่ ๑
นาถกรณวรรคที่ ๒
มหาวรรคที่ ๓
อุปาลิวรรคที่ ๔
อักโกสวรรคที่ ๕
สจิตตวรรคที่ ๑
ยมกวรรคที่ ๒
อากังขวรรคที่ ๓
เถรวรรคที่ ๔
อุบาสกวรรคที่ ๕
ตติยปัณณาสก์ สมณสัญญาวรรคที่ ๑
ปัจโจโรหณิวรรคที่ ๑
ปาริสุทธิวรรคที่ ๓
สาธุวรรคที่ ๔
อริยมรรควรรคที่ ๕
จตุตถปัณณาสก์ ปุคคลวรรคที่ ๑
ชานุสโสณีวรรคที่ ๒
สุนทรวรรคที่ ๓
เสฏฐวรรคที่ ๔
เสวิตัพพาเสวิตัพพวรรคที่ ๕
ปฐมวรรคที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ธรรม ๑๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการ ฆ่าสัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑ จากการประพฤติผิดในกาม ๑ จากการพูดเท็จ ๑ จากการพูด ส่อเสียด ๑ จากการพูดคำหยาบ ๑ จากการพูดเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ มีจิตไม่ ปองร้าย ๑มีความเห็นชอบ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการ เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ๒๐ ประการเป็นไฉนคือเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากฆ่าสัตว์ ๑เว้นขาดจากการลักทรัพย์ด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการลักทรัพย์ ๑ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกามด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑ เว้นขาดจากการพูดเท็จด้วยตนเอง ๑ ชักชวน ผู้อื่นในการเว้นจากการพูดเท็จ ๑ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการ เว้นจากการพูดส่อเสียด ๑ เว้นขาดจากการพูดคำหยาบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการเว้น จากการพูดคำหยาบ ๑ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการเว้นจากการ พูดคำเพ้อเจ้อ ๑ ไม่อยากได้ของผู้อื่นด้วยตนเอง ๑ชักชวนผู้อื่นในการไม่อยากได้ของผู้อื่น ๑ ไม่คิดปองร้ายด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในการไม่ปองร้าย ๑ เห็นชอบด้วยตนเอง ๑ ชักชวน ผู้อื่นในการเห็นชอบ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๒๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูก เชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
เห็นชอบด้วยตนเอง ๑ ชักชวนผู้อื่นในความเห็นชอบ ๑ พอใจในความเห็นชอบ ๑ กล่าว สรรเสริญความเห็นชอบ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เป็นผู้ถูกเชิญมาไว้ในสวรรค์ เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ ฯ
ตติยวรรคที่ ๓
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึง สุคติโลกสวรรค์ ธรรม ๔๐ ประการเป็นไฉน คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ด้วยตนเอง ฯลฯ กล่าวสรรเสริญความเห็นชอบ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔๐ ประการนี้แล เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ
นิสสายวรรคที่ ๑
ทุติยวรรคที่ ๒
สารบัญนี้แสดง 3,233 ข้อ จากทั้งหมด 7,824 ข้อ — เท่าที่มีชื่อภาษาไทยของฉบับหลวง · ขุททกนิกาย พระวินัยปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก ยังไม่มีฉบับไทยให้นำมาแสดง แต่ตัวบทบาลีของทุกข้อค้นได้จากหน้าค้นหา
- แหล่งที่มา
- SuttaCentral · ดึงข้อมูลเมื่อ 2026-08-15
- ฉบับที่ใช้
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง — Public domain (term expired) — operator determination
- สิทธิ์การใช้งาน
- สาธารณสมบัติ — ตรวจสอบรายฉบับ (ดูบรรทัดบน) · แสดงที่มาแม้สัญญาอนุญาตไม่บังคับ
- หน้านี้แสดงเฉพาะโครงสร้างและชื่อเรื่อง ยังไม่มีตัวบท